Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


ความโกรธของงูศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่เหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เริ่มเผยให้เห็นโครงร่างของ “รัฐบาลโลก” ปรากฏตัวขึ้นมารางๆ….ในช่วงระยะเดียวกัน…. งูศักดิ์สิทธิ์ก็ได้โผล่หัวออกมาเหนือภูเขาไซออนด้วยกริยาอาการที่เกรี้ยวกราดดุดันไม่น้อยทีเดียว…!!!

จากเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิวโดยนาซีเยอรมัน ชาวยิวทั่วทั้งโลกซึ่งมีจำนวนประมาณ ๑๗ ล้านคนในขณะนั้นลดลงเหลือเพียงแค่ ๑๑ ล้านคนหรือลดไปถึง ๑ ใน ๓ในชั่วระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวยิวที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ พากันหลั่งไหลเข้ามาสู่ดินแดนปาเลสไตน์พร้อมกับพกเอาอารมณ์ความรู้สึกอันขมขื่น เจ็บปวดรวดร้าว ความเกลียด ความโกรธที่พร้อมจะระเบิดใส่สิ่งใดๆ ก็ตามที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการฟื้นชาติอิสราเอลให้กลับคืนขึ้นมาใหม่….

อันที่จริงก่อนหน้าที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะเริ่มต้นขึ้น…บรรดาชาวยิวที่มีเป้าหมายอุดมการณ์ในการฟื้นฟูความเป็นชาติอิสราเอลขึ้นมาในดินแดนปาเลสไตน์ ก็ไม่ได้ถึงกับแสดงอาการก้าวร้าวรุนแรงในอันที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวกันซักเท่าไหร่นัก ความเชื่อมั่นในอิทธิพลทางเศรษฐกิจ-การเมืองของเครือข่ายชาวยิวที่มีต่อรัฐบาลต่างๆในยุโรปและอเมริกา ทำให้กระบวนการสร้างชาติอิสราเอลค่อนข้างจะเป็นไปในลักษณะการเจรจา ต่อรอง หรือการใช้อิทธิพลอย่างลับๆ ในการเกลี้ยกล่อมผู้มีอำนาจของรัฐบาลแต่ละประเทศ ให้เห็นพ้องกับความต้องการของชาวยิวเป็นหลัก…แม้กระทั่งการคืบคลานเข้าไปยึดดินแดนต่างๆ ในปาเลสไตน์ ส่วนใหญ่ก็อาศัยการทุ่มเทเงินทองจำนวนมหาศาล…กว้านซื้อที่ดินแต่ละแปลงแต่ละผืนมาจากชาวปาเลสไตน์ที่ยากจนข้นแค้น โดยไม่ได้เกิดอุปสรรคอะไรมากมายนัก…

แต่ก็มีชาวยิวบางรายโดยเฉพาะผู้ที่ถูกส่งเข้ามาอยู่ในนิคมชาวยิวตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ มาแล้ว อย่างเช่นนาย “วลาดิมีร์ จาโบตินสกี้” ที่อพยพมาจากรัสเซีย ได้เริ่มมองเห็นถึงความจำเป็นในการที่จะต้องใช้อำนาจและความรุนแรงควบคู่กันไปด้วย ถึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างจริงๆ จังๆ โดยเฉพาะในช่วงหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลงไปแล้ว แม้นว่าโดยอิทธิพลของเครือข่ายชาวยิวที่มีต่อรัฐบาลอังกฤษ จะทำให้อังกฤษเคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดทางให้มีการจัดตั้ง “นิคมชาวยิว” ในปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลอังกฤษก็เริ่มแสดงอาการอ้ำๆ อึ้งๆ เมื่อมีการเปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับที่อังกฤษได้รับความช่วยเหลือจากชาวยิวอย่าง ดร.”เคม ไวซ์แมน” ในการผลิตระเบิดให้กับกองทัพอังกฤษเพื่อสู้กับกองทัพเยอรมันนั้น ข้าหลวงอังกฤษประจำอียิปต์ ก็ได้ไปตกลงอย่างลับๆ กับชาวอาหรับให้ร่วมมือกับอังกฤษในการต่อสู้กับกองทัพตุรกีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยมีการสัญญาเอาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่า หากอังกฤษได้รับชัยชนะแล้วก็จะยกดินแดนบางส่วนในตะวันออกกลางซึ่งรวมไปถึงปาเลสไตน์ให้กับชาวอาหรับกันแทนที่…

นอกจากนั้นในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ดังที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า อังกฤษได้ไปทำสัญญากู้เงินจากอเมริกาเพื่อเอามาทำสงครามกับเยอรมันที่เรียกกันว่า “แอตแลนติก ชาร์เตอร์” ซึ่งโดยเนื้อหาสัญญาเงินกู้นั้นเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้อเมริกาเข้ามามีบทบาทอิทธิพลในเขตพื้นที่ใดๆ ก็ตาม ที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษมาก่อนโดยการอ้างถึง “สิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ ตลาด และขอบเขตในการทำการค้าโดยเสรี” สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อการลดทอนบทบาทอิทธิพลของอังกฤษในเวลาต่อมาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างสำหรับพื้นที่ในแถบตะวันออกกลางซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นความสำคัญเด่นชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะแหล่งวัตถุดิบด้านพลังงานอย่างน้ำมัน ด้วยเหตุนี้…โอกาสที่อังกฤษจะปล่อยให้อิทธิพลเหล่านี้หลุดมือไปจากตนนั้น…ย่อมไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ…

แม้นว่าแต่เดิมที…แนวความคิดในการใช้ความรุนแรงของ “จาโบตินสกี้” ดูจะไม่ได้รับความยอมรับจากเครือข่ายชาวยิวกันซักเท่าไหร่นัก แต่ท้ายที่สุดแล้วเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการก่อตั้งชาติอิสราเอลให้ฟื้นกลับคืนมาให้จงได้ แนวทางการขจัดอุปสรรคต่อเป้าหมายดังกล่าวด้วยอาวุธและความรุนแรงจึงได้การยอมรับเพิ่มขึ้นทั้งในหมู่ชาวยิวที่อพยพเข้ามาในดินแดนปาเลสไตน์ รวมทั้งเครือข่ายชาวยิวระดับสูงทั้งหลาย การตอบโต้ชาวอาหรับที่เข้าก่อกวนนิคมชาวยิวด้วยการระเบิดกระสุนสังหารเข้าใส่ทันทีในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๒๐ จึงได้นำมาซึ่งการจัดตั้งขบวนการใช้อาวุธของชาวยิวที่ชื่อว่า ขบวนการ “ฮากานาห์” รวมไปถึงขบวนการ “อีร์กุน สวาย เลอูมี” ในเวลาต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม…แนวทางเช่นนี้นอกจากจะก่อให้เกิดความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอังกฤษอย่างหนักหน่วงแล้ว…ยังเป็นสิ่งที่เครือข่ายชาวยิวในระดับสูงก็ไม่ถึงกับเห็นพ้องไปด้วยในทุกๆ กรณี…

ในหนังสือเรื่อง “THE REVOT” หรือ “ปฏิวัติ” ที่เขียนโดยอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นาย “เมนาเฮม เบกิ้น” ชาวยิวที่อพยพจากรัสเซียอีกรายหนึ่ง เข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๔๒ และเป็นผู้พยายามสืบทอดแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธของ “จาโบตินสกี้” อย่างมุ่งมั่น…. นอกจากจะได้เปิดเผยให้เห็นถึงรายละเอียดในการจัดตั้งขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธใต้ดินของชาวยิวในปาเลสไตน์ ปฏิบัติการวินาศกรรม ก่อการร้ายเพื่อกดดันรัฐบาลอังกฤษรวมไปถึงการรับมือกับชาวอาหรับในระหว่างการผลักดันให้เกิดประเทศอิสราเอลอย่างเป็นทางการแล้ว…ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างบทบาทเครือข่ายชาวยิวนอกประเทศ ที่มีอิทธิพลในการกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวของชาวยิวทั้งมวลกับบรรดาชาวยิวที่ปักหลักอยู่ในปาเลสไตน์อยู่ไม่น้อย… หรือแม้นว่าในช่วงระยะต่อมาแนวทางการใช้ความรุนแรงจะได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การก่อความรุนแรงครั้งใหญ่ๆของชาวยิวในปาเลสไตน์ไม่ว่า การโจมตีสนามบิน สถานีรถไฟไฮฟา ระเบิดโรงแรมคิงส์เดวิด โจมตีคุกเยรูซาเล็ม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากเครือข่ายชาวยิวระดับสูงทุกครั้งไป…

ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากว่า….เครือข่ายชาวยิวระดับสูงนั้น…ค่อนข้างจะให้ความเชื่อมั่น ต่อพลังอำนาจทางการเมือง-เศรษฐกิจที่ตัวเองมีอยู่ในมือ ว่าจะสามารถกดดัน ต่อรอง หรือเกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ แม้กระทั่งรัฐบาลอังกฤษให้ต้องยอมรับเป้าหมายการจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาอย่างเป็นทางการจนได้ การกล่าวถึงบทบาทและอิทธิพลของ ดร.”เคม ไวซ์แมน” ผู้ที่ได้รับตำแหน่งเป็นประธานขบวนการไซออนนิสต์ที่มีต่ออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่าง ”วินสตัน เชอร์ชิลล์” หรืออิทธิพลของเครือข่ายชาวยิวที่มีต่อพรรคเลเบอร์ซึ่งขึ้นมาเป็นรัฐบาลหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงไปแล้วดังที่อดีตนายกรัฐมนตรี “เมนาเฮม เบกิ้น” เปิดเผยไว้ในบันทึกความทรงจำ…สิ่งเหล่านี้แม้นว่าจะได้รับการยอมรับ และถือเป็นความหวังของชาวยิวในปาเลสไตน์อยู่ไม่น้อย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกกดดันต่างๆ ความโกรธ ความเกลียด ความเจ็บปวดทรมานที่บรรดาชาวยิวได้รับมาจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เลย… แต่ก็น่าเสียดาย แทนที่ชาวยิวจะระเบิดความรู้สึกเช่นนี้เอากับชาวเยอรมันหรือนาซีที่เป็นตัวต้นเหตุ ผู้ที่กลับต้องตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของชาวยิวไปแทนก็กลับเป็นชาวอาหรับผู้ที่เคยช่วยโอบอุ้มชาวยิวมาโดยตลอด… รวมทั้งชาวอังกฤษที่กำลังแสดงอาการยึกๆ ยักๆ อยู่ในขณะนั้น…เมื่องูศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ได้โผล่หัวขึ้นมาด้วยอารมณ์อันเกรี้ยวกราดยิ่งขึ้นทุกที และพร้อมที่จะฉกกัดใครต่อใครก็ตามที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางในการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาใหม่….

สำหรับอังกฤษแล้ว….แนวทางที่ดีที่สุด (โดยเฉพาะสำหรับประเทศอังกฤษเอง) ในการจัดการกับปัญหาชาวยิวและชาวอาหรับในปาเลสไตน์ก็คือทางออกแบบกลางๆ นั่นก็คือในด้านหนึ่งอังกฤษพร้อมจะให้การรับรองในการดูแลคุ้มครองสิทธิของชาวยิว ที่เข้าไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ปาเลสไตน์ หรือยอมรับให้ดินแดนแห่งนี้มีสถานะเป็นเหมือนกับ “บ้าน” ของชาวยิวที่ได้อพยพเข้ามาแล้ว แต่พร้อมกันนั้นอังกฤษก็ให้การยอมรับต่อสถานะของชาวอาหรับในความเป็นผู้ปกครองพื้นที่แห่งนั้น…หรือเป็นผู้บริหาร “ประเทศ” ทั้งนี้…โดยมีชาวอังกฤษเป็นผู้คอยปกป้องให้เกิดความลงตัวในการอยู่ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในฐานะ “ที่ปรึกษา”… หรือพูดง่ายๆ ว่า…ท้ายที่สุดแล้วอังกฤษก็ยังพยายามจะคงบทบาทของตัวเองเอาไว้ภายใต้ความขัดแย้ง อันเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นในพื้นอาณานิคมโดยทั่วไป หรือเป็นไปตามแบบฉบับนโยบาย ”แบ่งแยก-แล้วปกครอง” ที่อังกฤษใช้เป็นสูตรสำเร็จในการปกครองอาณานิคมต่างๆ มาโดยตลอดนั่นเอง…

แต่แนวทางเช่นนี้… ไม่เพียงยิ่งก่อให้เกิดการกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างยิวกับอาหรับที่ต่างก็อยากจะเป็นผู้มีสิทธิอันสมบูรณ์ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยกันทั้งคู่ ยังทำให้ทั้งสองฝ่ายหันมาแสดงความไม่พอใจต่ออังกฤษพร้อมๆ กันอีกต่างหาก ภายใต้ความขัดแย้งและความไม่พอใจต่อแนวทางดังกล่าว ทำให้ทั้งฝ่ายอาหรับและยิวต่างก็พยายามสร้างอำนาจต่อรองของตัวเองขึ้นมาในทุกวิถีทาง…ซึ่งแน่นอนว่าในท้ายที่สุดแล้ว… อำนาจต่อรองขั้นสุดท้ายย่อมหนีไม่พ้นการหันมาใช้ “ความรุนแรง” หรือการตัดสินกันด้วยกำลังอาวุธของทั้งสองฝ่าย…. ในหนังสือเรื่อง “ยิว” ของอาจารย์ ”คึกฤทธิ์ ปราโมช” ได้บรรยายถึงความชุลมุนวุ่นวายในดินแดนปาเลสไตน์ช่วงนี้เอาไว้อย่างเห็นภาพได้ชัดเจนว่า…”เมื่อฐานะของการเป็นผู้คุ้มครองประเทศของอังกฤษนั้นใช้ไม่ได้ อังกฤษได้หันไปใช้วิธีแบ่งปาเลสไตน์ออกเป็น ๒ รัฐ เป็นรัฐยิวหนึ่ง และอาหรับรัฐหนึ่ง ยิวรับข้อเสนอนี้อย่างไม่เห็นด้วยนัก แต่อาหรับจัดการกับข้อเสนอนี้ด้วยการเอาปืนยิงทั้งยิวทั้งอังกฤษ ฝ่ายอังกฤษเมื่อเห็นไม่เข้าท่า ก็เลยเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ คราวนี้เรียกว่าสมุดปกขาว ค.ศ. ๑๙๓๙ ข้อความในสมุดปกขาวนี้บอกว่าไม่ควรแบ่งปาเลสไตน์ แต่ควรจะจำกัดจำนวนยิวเข้าประเทศให้เหลือเพียงปีละ ๑๕,๐๐๐ คน เมื่อถึง ๕ ปีก็ห้ามมิให้ยิวเข้าประเทศ ฝ่ายอาหรับยอมรับข้อเสนอนี้อย่างไม่เต็มใจนัก แต่สำหรับยิว คราวนี้…เป็นฝ่ายออกมาไล่ยิงทั้งอาหรับและอังกฤษ…”

อย่างไรก็ตาม…แม้นว่าสภาพดังกล่าวจะสะท้อนให้เห็นถึงปมปัญหาอันยากที่จะหาข้อสรุปหรือข้อยุติกันได้ง่ายๆให้เห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ระยะนั้นแล้ว…แต่ภายใต้ความชุลมุนวุ่นวายในลักษณะเช่นนี้ บทสรุปท้ายของปัญหาระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับในดินแดนปาเลสไตน์ ก็ได้สะท้อนถึงอำนาจอิทธิพลของเครือข่ายชาวยิวในระดับโลกให้เห็นชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง…นั่นก็คือ… แม้นว่าอังกฤษจะพยายามรั้งพยายามถ่วงเพื่อคงบทบาทของตัวเองเอาไว้ในตะวันออกกลางกันถึงขั้นไหนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วโดยมติความเห็นชอบขององค์การระดับโลกที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาทำหน้าที่จัดระเบียบความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง ๒ หรือ ”องค์การสหประชาชาติ” ก็ได้สรุปออกมาเป็นมติเด็ดขาดในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๔๗ ที่จะให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับบรรดาชาวยิวทั้งหลายก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาได้อย่างเป็นทางการ…

อย่างที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า…อันที่จริงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นได้จบลงไปพร้อมๆ กับการเกิดบรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่างโลก ๒ โลกอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นก็คือโลกทุนนิยมหรือประชาธิปไตยเสรี ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ กับโลกคอมมิวนิสต์ ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ แต่ภายใต้บรรยากาศแห่งการขัดแย้งแบ่งแยกเช่นนี้…แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า…. ผู้นำโลกทั้งสองฝ่ายคือทั้งอเมริกาและรัสเซียอันเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น… กลับเกิดความเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ทราบสาเหตุ ในการที่จะเห็น “ประเทศอิสราเอล” อุบัติขึ้นมาในดินแดนปาเลสไตน์??? ??? ???

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้แม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นาย “เมนาเฮม เบกิ้น” เอง ถึงกับเขียนไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาว่า… “ชาวโลกต่างรู้สึกแปลกใจ…ที่เราได้รับความช่วยเหลือทั้งจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา…” ??? แม้นว่าจะไม่เป็นที่ชัดเจนว่า…เหตุใดที่ผู้นำโลกคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียซึ่งมักแสดงตัวเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้นำโลกทุนนิยมอย่างอเมริกาในทุกๆ เรื่อง และก็ไม่ได้แสดงความชื่นชมต่อความเป็นยิวกันซักเท่าไหร่นัก…ถึงกลับมาเห็นดีเห็นงาม เช่นเดียวกันกับฝ่ายตรงกันข้ามในการผลักดันให้เกิดประเทศอิสราเอลขึ้นมา และการที่นาย “เมนาเฮม เบกิ้น” พยายามอธิบายว่า เหตุผลของรัสเซียในเรื่องนี้ น่าจะมาจากความต้องการของรัสเซียที่จะใช้ชาวยิวสร้างแรงกดดันให้กับประเทศอังกฤษในช่วงระยะนั้น… คำอธิบายที่ว่านี้ก็ดูจะไม่ถึงกับสมเหตุสมผลหรือมีน้ำหนักมากพอที่จะใช้เป็นข้อสรุปได้แบบสมบูรณ์ซักเท่าไหร่นัก… แต่ดูเหมือนว่าภายใต้คำตอบที่ไม่ชัดเจนเหล่านี้ มันกลับสามารถใช้เป็นตัวอธิบายถึงอำนาจที่มองไม่เห็นของเครือข่ายชาวยิวทั้งหลายได้ชัดเจนยิ่งกว่า…!!!



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter