Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


รัฐบาลโลก???

ในเอกสารที่มีชื่อเรียกกันว่า “บันทึกข้อสนธิสัญญา” ซึ่งมีการอ้างว่าเขียนขึ้นมาโดย “ปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” หรือโดยผู้นำเครือข่ายชาวยิวตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๙๗ หรือก่อนหน้าที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะสิ้นสุดลงไปประมาณเกือบครึ่งศตวรรษ ในบันทึกข้อที่ ๒๐ นั้นได้อธิบายถึงวิธีในการควบคุมประเทศต่างๆ ผ่านทางการจัดระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “เงินกู้” เป็นเครื่องมือเอาไว้ว่า…

“เงินกู้ทุกชนิดนั้น…ย่อมนำมาซึ่งความไม่มั่นคงให้กับประเทศต่างๆ รวมทั้งความไม่เข้าใจในสิทธิที่ประเทศตัวเองพึงมีได้โดยง่าย มันจะเป็นเสมือนดาบที่ห้อยต่องแต่งอยู่เหนือหัวของผู้ปกครองแต่ละประเทศ ผู้ซึ่งแทนที่จะพอใจอยู่เพียงแค่การรับเงินภาษีจากพลเมืองของตัวเอง…แต่กลับต้องมาแบมือขอเงินจากนายธนาคารของเรา และเมื่อพวกมันพร้อมที่จะกู้…มันก็จะไม่สามารถดึงดาบเล่มนี้ออกไปจากประเทศของมันได้ จนกระทั่งมันหล่นลงมาเองหรือจนกว่าจะมีใครมาดึงและขว้างมันทิ้งไป แต่โดยทั่วไปแล้ว ประเทศของพวกกอยยิมนั้นไม่เพียงแต่จะคิดขว้างมันทิ้งไปเท่านั้น แต่จะกลับดื้อดึงยื้อยุดมันเอาไว้มากขึ้นไปอีก แม้กระทั่งต้องตายไปเพราะถูกสูบเลือดไปหมดแล้วก็ตาม…”

และ “เงินกู้ก็คือการออกตั๋วเงินของรัฐบาลซึ่งมีดอกเบี้ยเป็นอัตราตามส่วนของเงินต้นที่กู้ไป ถ้าเงินกู้นั้นต้องเสียดอกเบี้ย 5 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 5 ปี ประเทศนั้นก็ต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยไปเท่ากับจำนวนเงินต้นที่กู้ยืมมา ในเวลา 40 ปีจะต้องจ่ายเป็นสองเท่า ใน 60 ปีต้องจ่ายเป็นสามเท่า…และตลอดเวลา เงินต้นก็ยังคงเท่าเดิมโดยไม่ได้ลดลงไปเลย…จากการคำนวณนี้จะเห็นได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วพวกมันจะต้องบีบคั้นเอาเงินเหรียญสุดท้ายจากผู้จ่ายภาษีที่ยากจนที่สุดมาให้กับผู้ที่ร่ำรวยเพื่อหักกลบลบบัญชีต่อไปเรื่อยๆ…ตราบใดที่เงินกู้เหล่านี้เป็นเงินในประเทศตัวเองพวกกอยยิมก็จะเปลี่ยนเงินจากกระเป๋าคนจนไปไว้ในกระเป๋าคนรวยเท่านั้น…แต่ถ้าหากเราสามารถทำให้พวกมันต้องโอนเงินกู้ไปสู่วงภายนอก ทรัพย์สินทั้งหมดในแต่ละประเทศก็จะหลั่งไหลเข้ามาสู่หีบเงินสดของเรา และในไม่ช้าพวกมันทั้งหมด…จะเริ่มจ่ายเครื่องบรรณาการของพลเมืองของมันมาให้เรา ผู้นำของพวกกอยยิมที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้น…ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้จริงจังอะไรมากนักกับเรื่องกิจการระหว่างประเทศ ความคดโกงในหมู่ผู้บริหาร หรือการขาดความรู้ความเข้าใจในศิลปะเรื่องการเงินของผู้ปกครองเหล่านั้น ย่อมทำให้พวกมันจะตกเป็นลูกหนี้แห่งท้องพระคลังของเราจนไม่สามารถใช้คืนได้…”

แม้นว่าบันทึกเอกสารที่ว่านี้…จะเป็นจริงหรือไม่จริง ดังที่เคยได้ชี้แจงเอาไว้แล้วในบทที่ผ่านๆ มา…แต่สิ่งที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือว่า บรรดาแนวคิดที่มีการอธิบายเอาไว้ในเอกสารเหล่านี้ ไปๆ-มาๆ แล้ว มันค่อนข้างจะสอดคล้องกับความเป็นไปของ “ระบบโลก” ที่ถูกสถาปนาขึ้นมาในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เสร็จสิ้นลงไปอยู่ไม่น้อยทีเดียว…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้เกิดการจัดระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของบรรดาประเทศต่างๆ ซึ่งเคยกระจัดกระจายอยู่ใน…”พื้นที่อันใหญ่โตมโหฬาร”…ในแต่ละซีกโลก ให้ถูกเชื่อมโยงให้เข้ามาสู่ “ศูนย์กลางอำนาจ” ทางการเมือง-เศรษฐกิจในระดับโลกที่ถูกทยอยจัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน…

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงไปแล้ว องค์กรระดับโลกอย่างองค์กร “สหประชาชาติ” ก็ได้อุบัติขึ้นมาโดยความเห็นชอบของสหรัฐอเมริกาและฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อทำหน้าที่จัดระเบียบความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ในโลก…แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๔๔ หรือในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ใกล้จะยุติและพอจะเป็นที่รับรู้กันแล้วว่าฝ่ายสัมพันธมิตรน่าจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะแน่ๆ สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสูงสุดในฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้เริ่มจัดประชุมเพื่อหาทาง “จัดระเบียบการเงินของโลก” ขึ้นมาใหม่ ที่เมืองเบรตตัน วู้ดส์ ในรัฐนิวแฮมเชียร์โดยมีประเทศจาก ๔๔ ประเทศเข้าร่วม และในการจัดประชุมครั้งนี้นี่เอง…มันได้นำไปสู่การจัดตั้งองค์กรทางการเงินระดับโลกขึ้นมา ๒ องค์กร นั่นก็คือ “ธนาคารโลก” (The Workd Bank) และ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการช่วยฟื้นฟูและพัฒนาประเทศต่างๆ หลังสงครามด้วยการให้ “เงินกู้” หรือ “ค้ำประกันเงินกู้” กันในระดับโลก…!!!

แน่นอนว่า…ไม่ว่าอิทธิพลเครือข่ายการเงินของชาวยิว ที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปจะเข้าไปมีส่วนพัวพันหรือผลักดันให้เกิดองค์กรเหล่านี้ขึ้นมาหรือไม่? เพียงใด? ก็ตาม…แต่ภายใต้บทบาทขององค์กรการเงินระดับโลกทั้งสอง มันได้ทำให้ประเทศต่างๆ ในโลกต้องตกอยู่ในสภาพที่แทบจะไม่แตกต่างไปจากคำบรรยายที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาเอกสารบันทึกสนธิสัญญาฯ กันเลยแม้แต่น้อย การให้เงินกู้ หรือค้ำประกันเงินกู้ให้กับประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาโดยธนาคารโลกที่ดำเนินไปพร้อมๆ กับการตรวจสอบสอดส่องดูแลระบบการเงินของประเทศนั้นโดย IMF มีสภาพไม่ต่างไปจากดาบที่เสียบคาเอาไว้ในแต่ละประเทศ แม้กระทั่งในรายงานของ IMF ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ เอง ก็ยอมรับกันเป็นการภายในว่า บรรดาประเทศต่างๆ ไม่ว่าใน

แอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียที่ถูกดึงเข้ามาสู่ระบบการกู้เงินเพื่อใช้ในการพัฒนาของธนาคารโลกนั้น ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสภาพหนักหนาสาหัสในลักษณะคล้ายๆ กันเสมอ เช่น ๑. สภาพรายได้ประชาชาติของประเทศลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ๒. อัตราการว่างงานสูงขึ้น ๓. ประชาชนในเมืองใหญ่ยากจนลง ๔. การใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อสวัสดิการของประชาชนลดลง การลงทุนภายในชะงักงัน ๕. ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ดีขึ้น ฯลฯ

ภายใต้สภาพเช่นนี้…ย่อมทำให้บรรดาประเทศเหล่านี้แทบไม่มีโอกาสใดๆ เลย ที่จะดิ้นรนเป็นอิสรภาพได้อย่างจริงๆ จังๆ แม้นว่าแต่ละประเทศต่างก็จะได้รับเอกราช หรือได้รับการปลดปล่อยจากความเป็นอาณานิคมหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กันไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว…แต่ทางเลือกของบรรดาประเทศเหล่านี้มักจะมีเหลืออยู่เพียงแค่ ๒ หนทางใหญ่เท่านั้น นั่นก็คือ…ถ้าหากไม่ยอมศิโรราบอยู่ภายใต้เครือข่ายอำนาจของทุนนิยมในระดับโลกอย่างอเมริกาแล้ว ก็ต้องหาทางสลัดหนีออกไปพึ่งพาอิทธิพลของประเทศคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตรัสเซีย….ซึ่งทั้งสองศูนย์อำนาจนี้ดังที่ได้อธิบายเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า…ก็ล้วนแล้วแต่มีบทบาทของเครือข่ายชาวยิวแทรกซึมอยู่ในระดับแก่นกลางด้วยกันทั้งคู่…!!!

การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่าย “ทุนนิยม” กับ “คอมมิวนิสต์” ที่เริ่มต้นขึ้นมาทันทีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งสิ้นสุดลงไปหมาดๆ และดำเนินต่อเนื่องต่อไปนับจากนั้นอีกกว่า ๔๐ ปี…แม้นว่ามันจะทำให้เกิดภาพของโลกที่ถูกแบ่งออกเป็น ๒ โลกหรือ ๓ โลกตามทฤษฏีการเมือง-เศรษฐกิจในลักษณะต่างๆ ก็ตามที แต่ท้ายที่สุดแล้วบรรดาโลกต่างๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ถูกประกอบขึ้นมาจากโลกๆ เดียวเป็นหลัก นั่นก็คือ…”โลกที่ปราศจากพระเจ้า” หรือโลกที่ความเชื่อในเรื่องศาสนาต่างๆ ล้วนแล้วแต่ถูกทำให้เสื่อมโทรมลงไปทุกที ไม่ว่าโดยฝ่ายทุนนิยมในแต่ละรูปแบบ หรือฝ่ายสังคมนิยมในแต่ละรูปแบบ…ไม่ต่างไปจากสภาพที่เคยเกิดขึ้นในหมู่ชาวคริสต์ในยุโรปหลังจากที่ได้มีการประกาศว่า “พระเจ้า…ตายแล้ว” นั่นเอง…และภายใต้โลกที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้นี่แหละ ที่มันกลับทำให้เครือข่ายอำนาจของชาวยิวสามารถเติบโตได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ…??? ??? ???

บรรยากาศความตึงเครียดทางทหารระหว่างฝ่าย “ทุนนิยม” กับฝ่าย “คอมมิวนิสต์” ที่ถูกเรียกขานกันว่า “สงครามเย็น” ซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทั้งยุโรปและโลกทั้งโลกอย่างต่อเนื่องยาวนานนั้น…กลับมีส่วนส่งเสริมให้การเติบโตขยายตัวของธุรกิจระดับยักษ์ๆ เป็นไปอย่างก้าวกระโดดกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการบิน ธุรกิจเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อิเล็คทรอนิคส์ อุตสาหกรรมต่อเรือ โทรคมนาคม อุตสาหกรรมพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมโรงงานผลิตอาวุธ งบประมาณทางการทหารของโลกทั้งโลกที่เพิ่มขึ้นทั่วกันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโลกทุนนิยมหรือโลกคอมมิวนิสต์ก็ตาม ที่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดด้วยกันทั้งคู่ จนบางประเทศนั้นถึงกับต้องจัดงบประมาณทางทหารเอาไว้ตั้งแต่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง ๓๐ เปอร์เซนต์ ของรายได้ประชาชาติ ทำให้ศูนย์กลางโรงงานผลิตอาวุธในประเทศหัวขบวนทุนนิยมอย่างรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น กลายเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก….!!! หรือท่ามกลางการล้างผลาญกันระหว่างชาวโลกที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างยืดเยื้อยาวนาน… มันกลับยิ่งทำให้เกิดอำนาจของฝ่ายที่สาม… หรืออำนาจของบรรษัทธุรกิจข้ามชาติที่ไม่ได้สนใจต่อความขัดแย้งทางอุดมการณ์หรือลัทธิการเมืองใดๆ หรือไม่ได้สนใจต่อความเป็นชาติ ความเป็นประเทศใดๆ กันโดยเฉพาะ…ได้อาศัยสถานการณ์สงครามอันยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ ทวีกำไรจำนวนมหาศาล และขยายเครือข่ายในการควบคุมโลกทั้งโลกให้แน่นเหนียวยิ่งขึ้นทุกที….!!!

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาได้พยายามกวาดต้อนเอาบรรดาประเทศในยุโรปตะวันตก ที่กำลังอ่อนแอจากพิษภัยสงครามติดต่อกันถึง ๒ ครั้งซ้อนๆ เข้ามาเป็นเครือข่ายพันธมิตร เพื่อจัดตั้งองค์กรความร่วมมือทางทหารอย่างองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เอาไว้รับมือกับองค์กรพันธมิตรทางทหารของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก หรือกลุ่มวอร์ซอ (WARSAW) กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย… บรรดาเครือข่ายธุรกิจของชาวยิวที่มีอิทธิพลครอบคลุมสองฟากฝั่งแอตแลนติก และได้แสดงบทบาทผ่านองค์กรที่มีชื่อว่า ”สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หรือ ”CFR” มาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้อาศัยจังหวะและโอกาสเช่นนี้ทำการผลักดันให้เกิดศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างเป็นจังหวะ…

ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. ๑๙๕๔ หรือประมาณ ๙ ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง…กลุ่มอภิมหาธุรกิจเหล่านี้ได้เริ่มต้นจัดการพบปะระหว่างบรรดาอภิมหานักธุรกิจ และผู้นำทางการเมือง ตลอดไปจนถึงปัญญาชนที่มีอิทธิพลในสังคมยุโรปและอเมริกาที่โรงแรม “บิลเดอร์เบอร์ก” ในเมืองอุสเตอร์บีค ประเทศฮอลแลนด์ จนเป็นที่รู้จักกันต่อมาในนามกลุ่ม “บิลเดอร์เบอร์เกอร์” ในหนังสือเรื่อง “เมื่อบรรษัทครองโลก” ของ “เดวิด ซี.คอร์เตน” ได้บรรยายถึงบทบาทของกลุ่มอภิมหาธุรกิจเหล่านี้เอาไว้ว่า…. “สมาชิกบิลเดอร์เบอร์กที่รู้เรื่องวงในดี ได้กล่าวเอาไว้ว่า…ทุกวันนี้มีบุคคลจำนวนน้อยมากที่อยู่ในรัฐบาลของทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ที่ไม่เคยเข้าประชุมบิลเดอร์เบอร์กเลยสักครั้ง” และ “ถึงแม้นว่าผู้เข้าร่วมประชุมจะเป็นสมาชิกรัฐบาล เป็นผู้นำพรรคการเมือง เป็นเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศ หรือเป็นนักธุรกิจ พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือองค์กรที่พวกเขาสังกัด บิลเดอร์เบอร์กไม่ได้จำกัดเป้าหมาย นโยบายใดๆ แต่เน้นหลักการเพียงเพื่อให้เกิดการลดความแตกต่างทางความคิดเห็นและการรอมชอมของบุคคลเหล่านี้ หรือโดยวัตถุประสงค์หลักๆ แล้วก็เพื่อหาทางทำให้คนเหล่านี้ ให้ความสนใจต่อข้อเสนอของบิลเดอร์เบอร์กเท่านั้น….”

ไม่เพียงเท่านั้น…องค์กรความร่วมมือแบบลับๆ อย่างบิลเดอร์เบอร์ก ยังได้พยายามขยายตัวด้วยการจัดตั้งองค์กรที่มีลักษณะเปิดเผยเพื่อให้เกิดการยอมรับในระดับโลกมากยิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. ๑๙๗๓ ในขณะที่ประเทศที่พ่ายแพ้สงครามอย่างญี่ปุ่นสามารถผงาดขึ้นมาเป็นพลังเศรษฐกิจอันสำคัญในภูมิภาคเอเชีย สมาชิกชั้นนำของกลุ่มบิล-เดอร์เบอร์ก ก็ได้เริ่มผลักดันแนวคิดให้มีการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือที่เรียกกันว่า ”คณะกรรมการสามฝ่าย” อันประกอบไปด้วยอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และผนวกรวมญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน โดยมอบหมายให้ “เดวิด ร็อคกี้เฟลเลอร์” ประธานธนาคารเชส แมนฮัตตันรับตำแหน่งประธานขององค์กรดังกล่าว และมีนาย “ซบิกนิว เบรสซินสกี้” ผู้ที่ต่อมาได้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลประธานาธิบดี “จิมมี่ คาร์-เตอร์” เป็นผู้อำนวยการ…และภายใต้บทบาทที่เป็นไปโดยลับๆ หรือโดยเปิดเผยก็แล้วแต่…แต่มันได้ถูกเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นเครือข่าย แทรกซึมอยู่ในองค์กรโลกบาลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในองค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ คณะกรรมการสามฝ่าย ฯลฯ ไปจนถึงการมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังรัฐบาลในยุโรป อเมริกา หรือแม้กระทั่งการมีเส้นสายอยู่ในรัฐบาลคอมมิวนิสต์หรือไม่ก็ตาม…??? แต่ท้ายที่สุดแล้วโดยอำนาจที่เชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนเช่นนี้นี่เอง… มันได้แสดงตัวให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่า เครือข่ายต่างๆ เหล่านี้นี่แหละที่จะมีฐานะเป็น…”รัฐบาลโลก” หรือเป็นผู้กำหนดทิศทางโลกทั้งโลกโดยแท้จริง…



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter