Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


ประเทศอิสราเอล และจุดเริ่มต้นในการครองโลก

ในขณะที่โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ทำลายอุดมการณ์ในการคิดจะเป็นผู้ปกครองโลกของลัทธินาซี ทำลายผู้ที่หลงใหลคลั่งไคล้ในความเป็นเผ่าพันธุ์อารยันลงไปแทบเกลี้ยง ที่เหลืออยู่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่ฝรั่งผิวขาวในยุโรปและอเมริกาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ก็แทบไม่ได้มีบทบาทหรือกิจกรรมใดๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอันอีกต่อไป แต่สำหรับกลุ่มเครือข่ายชาวยิวที่มีลักษณะเป็นเสมือนเหรียญในด้านตรงกันข้ามกับนาซีดังที่ได้อธิบายไปแล้ว….แม้นว่าจะถูกล้างผลาญไปโดยสงครามคราวนี้ เป็นจำนวนนับล้านๆ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ลดทอนความแข็งแกร่งของเครือข่ายชาวยิวลงไปแม้แต่น้อย…โดยทางตรงกันข้ามมันกลับกลายเป็นแรงกระตุ้นและเป็นตัวสร้างเสริมความยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้กับเครือข่ายชาวยิว ที่จะแผ่ขยายอำนาจออกไปครอบคลุมโลกทั้งโลกได้ยิ่งขึ้นไปอีก…

อันที่จริงแล้ว…ในระหว่างที่ “ฮิตเลอร์” กำลังเล่นงานชาวยิวในเยอรมันและในประเทศต่างๆ ที่เยอรมันเข้ายึดครอง ปฏิกิริยาของบรรดาชาวยิวที่มีบทบาทอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเป็นเครือข่ายอยู่ในขณะนั้นกลับดูจะไม่ได้แสดงออกถึงความเจ็บปวด เดือดร้อน กับการกดขี่ทรมานชาวยิวของฮิตเลอร์อย่างเท่าที่ควรจะเป็นกันซักเท่าไหร่นัก!!! ..ในปี ค.ศ.๑๙๓๓ หรือประมาณ ๖ ปีก่อนหน้าที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะระเบิดตัวขึ้นมา บริษัท “ไอบีเอ็ม” ที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเครือข่ายธุรกิจของตระกูลรอทไชลด์ ก็ยังเป็นบริษัทที่ทำมาค้าขายและเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรกลรายสำคัญให้กับนาซีมาโดยตลอด นอกจากนั้นธนาคารในเครือข่ายของรอท-ไชลด์ก็ยังเป็นผู้ปล่อยกู้รายสำคัญให้กับประเทศเยอรมันเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา…

ในปี ค.ศ. ๑๙๓๙ อันเป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ อุบัติขึ้นมา บริษัทผลิตสารเคมีและเหล็กชั้นนำในยุโรปอย่างบริษัท “I.G.Farben” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือข่ายของตระกูลรอทไชลด์ ก็ยังคงส่งเหล็กกล้าและสารเคมีให้กับกองทัพนาซีอย่างเป็นปกติ แม้กระทั่งสารที่มีชื่อเรียกว่า “Zyklon Bags” ที่ถูกพวกนาซีนำมาใช้ในการสังหารหมู่ชาวยิวในเวลาต่อมาก็ตาม นอกจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างลูกหลานตระกูลรอทไชลด์อย่าง “ไซมอน วอน รอท-ไชลด์” กับบรรดาพวกนาซีในประเทศออสเตรียก็เป็นไปอย่างใกล้ชิด โดยไม่ได้แสดงให้เห็นความชิงชัง รังเกียจ อย่างที่ควรจะเป็นกันเลยแม้แต่น้อย…

หรือแม้กระทั่งในช่วงที่สงครามดำเนินไปแล้วเกือบ ๔ ปี การเข่นฆ่าล้างผลาญชาวยิวโดยทหารนาซีเป็นข่าวคราวปรากฏให้เห็นชัดเจนไปทั่วทั้งโลก แต่ท่าทีของผู้นำเครือข่ายชาวยิวอย่าง “ขบวนการไซออนนิสต์” ในขณะนั้น กลับดูจะไม่ได้แสดงออกถึงความกระตือรือร้นต่อความเจ็บปวดทรมาน และชะตากรรมของชาวยิวที่ตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรมอย่างเป็นจริงเป็นจัง…หรือ “อย่างเท่าที่ควรจะเป็น” กันซักเท่าไหร่ แต่กลับมุ่งไปทุ่มเทให้กับการก่อตั้งพัฒนานิคมชาวยิวในปาเลสไตน์ให้กลายเป็นประเทศขึ้นมามากกว่า

ในปี ค.ศ. ๑๙๔๓ “ไอแซค กรีน บาอุม” ผู้นำขบวนการไซออนนิสต์ได้แสดงท่าทีบ่ายเบี่ยงต่อการเรียกร้องขอความช่วยเหลือของบรรดาชาวยิวในยุโรป ที่กำลังดิ้นรนหนีจากชะตากรรมอันโหดร้ายอำมหิตของนาซีอย่างเห็นได้ชัด แม้นว่าก่อนหน้านั้น นาซีจะเคยยื่นข้อเสนอให้มีการใช้เงินไถ่ตัวชาวยิวในเยอรมันแลกกับการอพยพออกไปนอกประเทศก็ตาม แต่การเจรจาในเรื่องนี้ก็ถูกปล่อยให้ยืดเยื้อคาราคาซังและล้มเหลวลงไปในท้ายที่สุด สำหรับ “ไอแซค บาอุม” แล้ว เงินในแต่ละเหรียญของขบวนการไซออนนิสต์นั้นเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับนิคมชาวยิวในปาเลสไตน์ มากกว่าที่จะถูกนำมาใช้อย่างเปล่าเปลืองไปกับบรรดาชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในยุโรปหลายต่อหลายเท่า…และบรรดาผู้นำเครือข่ายชาวยิวเหล่านี้ ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในระหว่างการผลักดันให้เกิด “ประเทศอิสราเอล” อย่างเป็นทางการภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จบสิ้นลงไปแล้ว….

ในการผลักดันให้นิคมชาวยิวในปาเลสไตน์กลายเป็นประเทศอิสราเอลขึ้นมาอย่างเป็นทางการนั้น ประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ก็คงหนีไม่พ้นอภิมหาอำนาจที่กำลังผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลกในเวลาต่อมานั่นก็คือ…สหรัฐอเมริกา ที่ประกาศให้คำรับรองอิสราเอลเป็นประเทศแรก และแน่นอนว่า…เหตุที่รัฐบาลสหรัฐเห็นดีเห็นงามในการยอมรับให้เกิดประเทศอิสราเอลขึ้นมาในดินแดนปาเลสไตน์ ทั้งๆ ที่ต่างก็รับรู้กันชัดเจนถึงปัญหาต่างๆที่จะตามมา ก็คงหนีไม่พ้นไปจากอิทธิพลของชาวยิวในอเมริกาที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังรัฐบาลสหรัฐแต่ละรัฐบาลมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามกลางเมืองในสหรัฐสิ้นสุดลงไปแล้วนั่นเอง…

ในช่วงตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา ชาวยิวในยุโรปและรัสเซียก็ได้ทยอยเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของอเมริกาไม่ว่าในรัฐนิวเจอร์ซี ในเมืองชิคาโก นิวยอร์ค ลอสแองเจลิส ฯลฯ จนจำนวนชาวยิวในอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมีปริมาณมากถึง ๕๐ ล้านคนในทุกวันนี้ และบรรดาชาวยิวเหล่านี้ ก็ได้สร้างบทบาทของตัวเองในแวดวงการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมของประเทศอเมริกาได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าในสภาท้องถิ่น สภาผู้แทน หรือวุฒิสภาของสหรัฐตามลำดับ มีบทบาทอยู่ในแวดวงปัญญาชนในมหาวิทยาลัยสำคัญๆ แต่ละมหาวิทยาลัย เข้าไปมีบทบาทอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจการเงินในย่านวอลล์สตรีท จนอาจเรียกได้ว่าในจำนวน ๑๓ ตระกูลที่ควบคุมธุรกิจวอลล์สตรีท และตลาดหุ้นดาวโจนส์อยู่ในขณะนี้ เป็นตระกูลชาวยิวจำนวนถึง ๙ ตระกูล กิจการธนาคาร สถาบันการเงิน อุตสาหกรรมบรรษัทยาข้ามชาติ อุตสาหกรรมน้ำมัน เครื่องดื่ม อาหาร เสื้อผ้า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ตลอดไปจนถึงโรงงานผลิตอาวุธ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในมือของนักธุรกิจชาวยิวแทบทั้งสิ้น….

บทบาทของชาวยิวในด้านการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม ที่มีลักษณะเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเครือข่ายและเป็นระบบเช่นนี้ นอกจากจะสามารถยึดกุมระบบเศรษฐกิจของอเมริกา และมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกันแต่ละรัฐบาลแล้ว…ในช่วงระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ กำลังจะใกล้ระเบิดขึ้นมา เครือข่ายชาวยิวในอเมริกาโดยเฉพาะในกลุ่มตระกูลอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย ก็ได้มีส่วนสำคัญเอามากๆ ในการผลักดันหรือวางแผนเพื่อที่จะดึงประเทศอเมริกาออกมาสู่ความเป็นอภิมหาอำนาจในระดับโลก ก่อนที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองฟากฝั่งแอตแลนติก หรือระหว่างอเมริกา-ยุโรป ตลอดไปจนถึงเอเชียให้กลายเป็นอำนาจในการควบคุม บงการ และกำหนดทิศทางของโลกทั้งโลกในท้ายที่สุด…!!!

ในหนังสือเรื่อง “เมื่อบรรษัทฯครองโลก” (When Corporation Rule The World) ของ “เดวิด ซี. คอร์เตน” ได้ไล่เรียงให้เห็นประวัติศาสตร์อเมริกาในช่วงนี้เอาไว้อย่างละเอียดว่า ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๓๙ หรือประมาณ ๒ สัปดาห์ก่อนหน้าที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะอุบัติขึ้น กลุ่มตระกูลอภิมหาเศรษฐีอเมริกาโดยมี “มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์” เป็นหัวหอก และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันศึกษากิจการความเป็นไประหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “สภาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” (Council on Foreign Relations-CFR) ได้มีการสรุปแนวโน้มของสงครามเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่า ฝ่ายเยอรมันและญี่ปุ่นน่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ การผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าไปมีบทบาทและสถานะภาพในอันที่จะครอบงำเศรษฐกิจของโลกทั้งโลกภายใต้ระบบเสรีนั้น มีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ!!!

ในขณะที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้นยังไม่ค่อยมีบทบาทใดๆ มากมายนัก ซึ่งเป็นไปตามทิศทางนโยบายดั้งเดิมของอเมริกาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดี “มอนโรว์” ที่เน้นการป้องกันตนเองหรือโดดเดี่ยวตัวเองเป็นหลัก สถาบันศึกษากิจการต่างประเทศของกลุ่มอภิมหาเศรษฐีในอเมริกาหรือ “CFR” ก็ได้แสดงบทบาทเหล่านี้แทนที่ ด้วยการร่วมมือกันของ “วอลเตอร์ มอลเลอรี่” ผู้อำนวยการ CFR ในขณะนั้น “แฮมิลตัน อาร์มสตรอง” บรรณาธิการวารสาร ฟอเรนจ์ แอฟแฟร์ และ ”จอร์จ เมสเซอร์สมิธ” ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศและเป็นสมาชิกคนสำคัญของCFR อีกต่างหาก ได้เริ่มต้นเสนอแผนการว่าด้วย “สงครามและสันติภาพ” ต่อผู้ที่จะมีบทบาทในฐานะประธานาธิบดีอเมริกาในเวลาต่อมานั่นก็คือ “แฟรงกลิน ดี. รูสเวลท์” ประกอบไปด้วย “บันทึกช่วยจำ” จำนวนถึง ๖๘๒ รายการ…

หนึ่งในบันทึกช่วยจำที่เรียกกันว่า “อี-บี ๓๔” ที่มอบให้กับประธานาธิบดีและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๔๑ ได้ระบุถึงแผนการที่สหรัฐควรจะต้องใช้ช่วงระยะเวลาจากสถานการณ์ดังกล่าวโดดเข้าไปมีบทบาทและอิทธิพลทั้งในทางเศรษฐกิจและการทหารใน…”พื้นที่อันใหญ่โตมโหฬาร”!!!.... ต่างๆ ของโลกอันประกอบด้วย “โลกที่ไม่ใช่เยอรมัน…หรือโลกตะวันตกทั้งหมด ไม่ว่าส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสหราชอาณาจักร และส่วนที่เหลือของจักรวรรดิอังกฤษ อันหมายถึงประเทศในอาณานิคมของอังกฤษทั้งหลาย อินเดียตะวันออกของดัทช์ จีน และญี่ปุ่น ที่จะต้องทำให้เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนในทางการเมือง-เศรษฐกิจโดยมีสหรัฐเป็นแกนกลาง หลังจากนั้นต้องขยายตัวออกไปเพื่อรวมเอาพื้นที่อื่นๆ เข้ามาอยู่ภายใต้รัศมีวงรอบ เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย….” สรุปง่ายๆ ก็คือ แผนการดังกล่าวได้สะท้อนจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ในการที่จะผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐซึ่งมีฐานะเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของบรรดากลุ่มอภิมหาธุรกิจเหล่านี้… หาทางฉวยโอกาสที่จะเข้าไปมีบทบาทในการควบคุมโลกแทบทั้งโลกเอาไว้ให้ได้นั่นเอง!!!

แม้นว่าก่อนหน้านั้น…สหรัฐอเมริกาจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ออกจะโดดเดี่ยวตัวเอง และเป็นประเทศที่ไม่ได้มีพื้นที่อาณานิคมมากมายเหมือนกับบรรดาประเทศต่างๆในยุโรป อิทธิพลทางการค้า หรือระบบการเงินของอเมริกาก็ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตไปในระดับทั่วทั้งโลก แต่ภายใต้จังหวะและโอกาสอันเนื่องมาจากสงครามนี่เอง ที่ทำให้อเมริกาสามารถผงาดขึ้นเป็นผู้นำโลก ได้ตามแผนการ และแรงผลักดันของเครือข่ายนักธุรกิจชาวยิวเหล่านี้ โดยเฉพาะในช่วงระยะที่สงครามโลกได้ดำเนินไปแล้วประมาณ ๓ ปี ความขาดแคลนเงินทองในการทำสงครามของอังกฤษกับเยอรมันทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องขอกู้เงินจากอเมริกา และภายใต้การลงนามสัญญาเงินกู้ที่เรียกว่า ”แอตแลนติก ชาร์เตอร์” ก็ได้กลายเป็นตัวเปิดทางให้กับการฉุดดึงบทบาทของอเมริกาเข้ามาสวมแทนที่จักรวรรดิอังกฤษที่กำลังบอบช้ำจากสงครามได้โดยทันที เมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับถึง ”ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ การหาตลาด และการทำการค้าอย่างเสรีได้ทั่วทุกภูมิภาคของโลก”…

แน่นอนว่า…ภายใต้บทบาทของสหรัฐอเมริกาที่จะมีต่อโลกทั้งโลกในระยะต่อไปข้างหน้า ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับอิทธิพลเครือข่ายของชาวยิวทั้งในยุโรปและอเมริกา รวมไปถึงประเทศอิสราเอลที่จะผงาดขึ้นมาหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงไปแล้ว ภายใต้สภาพเช่นนี้…ทุกสิ่งทุกอย่างมันจึงค่อนข้างสอดคล้องไปตามคำพยากรณ์ของบรรพบุรุษชาวยิวในอดีตอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ระบุเอาไว้ว่า…เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าได้ทรงรวบรวมชาวยิวให้กลับมาฟื้นฟูกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ หรือเมื่อใดก็ตามที่หัวของงูศักดิ์สิทธิ์เลื้อยกลับไปยังภูเขาไซออนได้สำเร็จแล้ว…เมื่อนั้นก็คือจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่พันธะสัญญาดั้งเดิม ที่พระเจ้าได้ทรงให้เอาไว้กับชนชาติที่พระองค์เลือกสรรแล้ว…นั่นก็คือการที่จะให้บรรดาประชาชาติทั้งหลายในโลกนี้ ได้รับรู้ถึงความมีอยู่ของพระองค์ผ่านทางชนชาติอิสราเอลเป็นสำคัญ…หรือการมอบให้ชาวยิวเป็นผู้ปกครองดูแลโลกกันในท้ายที่สุดนั่นเอง…??? ??? ???



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter