Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
one ton
วันชัย ตัน


“มาบตาพุด” เมื่อสุขภาพเดินตามรอย ความเจริญทางเศรษฐกิจ

หากจำกันได้ เมื่อราวต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวเล็ก ๆทางหน้าหนังสือพิมพ์รายงานว่า ผลการศึกษาสถานการณ์อุบัติใหม่ของโรคมะเร็งในปี 2544-2546 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า

คนระยองป่วยเป็นโรคมะเร็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะมะเร็งในปอด

ขณะเดียวกันคนระยองยังมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศ และมีอัตราของเด็กแรกเกิดมีร่างกายผิดปกติสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบสิบปีที่ผ่านมา

หากเป็นคนนอกวิเคราะห์หาสาเหตุ ก็คงนึกว่า สาเหตุของโรคมะเร็งในปอด น่าจะเป็นเพราะคนระยองสูบบุหรี่จัด หรือสาเหตุจากควันพิษในอากาศทั่วไป

แต่หากถามคนระยองที่อยู่ในพื้นที่มานาน คำตอบที่ได้รับก็คือ คนระยองเจ็บป่วยมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะโรคมะเร็งอย่างเดียว โดยเฉพาะคนที่ทำงานและชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบ นิคมอุตสาหกรรม

ความเจ็บป่วยผิดปกติของคนแถวนั้น เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ภายหลังการสร้างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด บนที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก พื้นที่เกือบหมื่นไร่ และตามติดมาด้วยการตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่นรวมกัน สองหมื่นกว่าไร่ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก อมตะซิตี้ ผาแดง และล่าสุดนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย เพื่อที่จะให้จังหวัดระยองเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เพราะมีท่าเรือน้ำลึก พื้นที่ราบขนาดใหญ่ติดทะเล มีถนน โรงไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสาธารณูปโภคพร้อมสรรพสำหรับรองรับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมนับแสนคน

ปัจจุบันระยองมีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด 2,151 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี

นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นความภูมิใจของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นแหล่งรองรับนักลงทุนอุตสาหกรรมรายใหญ่จากทั่วโลก และนักลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ภายในประเทศด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรม น้ำมัน ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก และการผลิตไฟฟ้า ด้วยมูลค่าการลงทุนหลายล้านล้านบาท

ในแง่ของของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นธุรกิจดาวรุ่งในปัจจุบัน เป็นธุรกิจหลักที่ค้ำยันเศรษฐกิจไทย ช่วยทำให้จีดีพีของประเทศโตขึ้น บริษัทเหล่านี้ล้วนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหุ้นบลูชิป หุ้นเหล่านี้รวมๆกันแล้ว มีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าหุ้นราว 5 ล้านล้านบาท ในตลาดหลักทรัพย์ จึงได้รับการดูแลอุ้มชูอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่รัฐบาลป๋าเปรมมาจนถึงรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลขิงแก่ ราวกับไข่ในหิน

เมื่อมีข่าวความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนรอบ ๆพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ ขึ้นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ เราก็จะได้เห็นบรรดารัฐมนตรีพากันลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

ภาพที่เห็นจนชินตาตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์คือ ท่านรัฐมนตรีในชุดสวมหมวกกันน็อก ห้อมล้อมด้วยผู้ติดตามและนักข่าว เดินตรวจพื้นที่ในโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมกับรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าของโรงงาน อธิบายว่าโรงงานมีระบบเทคโนโลยีทันสมัยในการลดการปล่อยควันพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในขบวนการผลิต และปล่อยสารพิษไม่เกินมาตรฐานของทางการ จึงไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

ภาพต่อมาอาจจะเห็นบรรดาท่านเหล่านี้ไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านรอบพื้นที่ และรับปากว่าจะดูแลแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศต่อไป

รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรับปากทุกเรื่อง แต่สุดท้ายพอข่าวจางหายกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบต่อไป

อันที่จริงกรมควบคุมมลพิษได้เคยทำการสำรวจคุณภาพอากาศรอบ ๆ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พบสารอินทรีย์ระเหย ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่า 20 ชนิด ซึ่งเกือบทั้งหมดมีค่าเกินกว่าระดับมาตรฐานของหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าในตำบลมาบตาพุด พบผู้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 โรคผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้นร้อยละ 57

ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา ครูและเด็กนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร ถูกหามส่งโรงพยาบาลนับร้อย ๆ คน เพราะทนสูดกลิ่นเหม็นจากโรงกลั่นน้ำมันที่ตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนไม่ไหว

สุดท้ายก็ยอมแพ้ด้วยการย้ายโรงเรียนหนี ขณะที่ชาวบ้านรอบ ๆโรงเรียนต้องยอมทนกลิ่นเหม็น จนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันถ้วนหน้า เพราะไม่สามารถย้ายบ้านได้

ส่วนโรงพยาบาลมาบตาพุด ที่ทำการรักษาของคนเหล่านี้ ก็มีแผนจะย้ายโรงพยาบาลออกจากพื้นที่เช่นกัน เพราะมีกองขยะภูเขามาตั้งอยู่ใกล้ ๆ

ทุกวันนี้แม้ว่าจะมีผู้ป่วยในตำบลมาบตาพุดเพิ่มขึ้น แต่ทางนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้ออกมายืนยันว่า โรงงานอุตสาหกรรมสามารถลดจุดรั่วซึมที่ทำให้เกิดสารอินทรีย์ระเหยในบรรยากาศที่เกินมาตรฐานได้ และมีการตรวจสอบปริมาณการปล่อยมลพิษตลอดเวลา จึงแน่ใจว่าสามารถลดปัญหามลพิษได้

และเมื่อเร็ว ๆนี้ สำนักงานนโยบายและแผน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความเห็นชอบในการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชียเพิ่มเติมอีกจำนวน 700 ไร่ ในเขตอำเภอบ้านฉาง และอนุมัติให้สร้างโรงงานปิโตรเคมีมูลค่านับหมื่นล้านบาทเข้าในพื้นที่ได้ โดยยืนยันว่ามีกระบวนการดูแลด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างได้มาตรฐาน จะไม่สร้างปัญหาให้กับผู้คนเหมือนที่มาบตาพุด

“ทุกวันนี้ผมยืนมองปล่องควันโรงงานจากที่บ้านทุกวัน คิดว่าควันที่ออกมาเยอะอย่างนี้มันจะไปตกอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ใช่บ้านของเรา อยากจะบอกคนที่เกี่ยวข้องว่า พอแล้วครับอุตสาหกรรมที่บ้านของผม ตอนนี้เพื่อนๆ ในหลายตำบลต่างก็นอนไม่หลับ เพราะกลัวว่าถ้าสร้างโรงงานแล้วจะเดือดร้อน แต่ถ้าโรงงาน หรือโรงไฟฟ้ามา บอกได้เลยว่าน้ำคงไม่พอใช้ทำสวนอีกต่อไปแล้ว คงจะต้องเดือดร้อนมาก” นายสมบูรณ์ เพชรฉกรรจ์ คนบ้านฉาง ผู้เห็นเพื่อนบ้านหลายคนเจ็บไข้ได้ป่วย และค่อยๆ ตายลงไป เล่าให้นักข่าวฟัง

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศผลประกอบการออกมาว่า ครึ่งปีแรก กลุ่มธุรกิจพลังงานและน้ำมันมีกำไรสุทธิทั้งหมด 90,000 กว่าล้านบาท คาดว่าในปีนี้จะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทั้งหลายเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท

ดูแลเงินปันผลของผู้ถือหุ้นแล้ว เหลียวมามองชะตากรรมของคนระยองด้วยนะครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 19 สิงหาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter