เรื่องซ่อนเร้นในบทเฉพาะกาล
เหตุผลที่ไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากมีฐานที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และมีเนื้อหาสนับสนุนให้กลับไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้ว ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจผ่านทางบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่ควรนำมาพิจารณาอีกหลายประเด็นด้วย
ประเด็นแรก กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้
บทบัญญัติในมาตรา ๒๙๔ วรรคสองกำหนดว่า “เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง” จากบทบัญญัติดังกล่าว หากมองดูผิวเผิน อาจเห็นได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีความประสงค์ดีในการป้องกันไม่ให้เกิดส่วนได้เสียในกรณีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไปดำรงตำแหน่ง ส.ส.หรือส.ว.ภายในสองปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม หากมองอย่างลึกซึ้ง จะพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญห้ามเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๕ คนเท่านั้น ไม่รวมถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก ๖๕ คน และร่างรัฐธรรมนูญห้ามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือดำรงตำแหน่งเป็นส.ว.เท่านั้น ไม่ได้ห้ามดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ความข้อนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไม่อาจดำรงตำแหน่ง ส.ส.หรือส.ว.ได้ในอนาคตอันใกล้ แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสามารถ “ผัน” ตนเองไปสู่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้ตรวจการแผ่นดินได้
น่าเสียดายที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมุ่งขจัดส่วนได้เสียของตนเฉพาะโอกาสที่ตนจะไปเป็น “นักการเมือง” แต่ไม่ขจัดส่วนได้เสียของตนในการเป็น “ผู้ตรวจสอบนักการเมือง”
ประเด็นที่สอง การสืบทอดขององค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร
ภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารได้ออกประกาศและคำสั่งตามมาจำนวนมากที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่ง เป็นการรับรองการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้มีอำนาจหน้าที่ตามเดิมต่อไป อีกส่วนหนึ่ง เป็นการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ในส่วนของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อำนาจของคณะรัฐประหาร โดยประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ ได้กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งไปทั้งคณะ และกำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่เป็นทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งคณะ อีกนัยหนึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทั้งสืบสวน สอบสวน ชี้มูลความผิด และลงมติตัดสิน ซึ่งขัดกับลักษณะขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะเห็นได้ว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ ได้ทำลายระบบการตรวจเงินแผ่นดินให้เสียสมดุลไปหมดสิ้น แต่แทนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเร่งขจัดข้อเสียที่ว่านี้ ตรงกันข้าม กลับรับรองอำนาจของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปอีกตามมาตรา ๓๐๑ วรรคสองที่กำหนดว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน”
นั่นก็หมายความว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้รับความเห็นชอบจากการลงประชามติและมีผลบังคับใช้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คนเดิมและคนเดียว) ซึ่งรับเหมาทำแทนทั้งตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งหมด และทั้งตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีก จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินชุดใหม่
ในส่วนขององค์กรอื่นๆที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่ง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ ๑๙ แต่งตั้งบุคคล ๙ คนให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป.ป.ช. เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับก็ควรกำหนดให้เริ่มกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อขจัดข้อครหาว่าเป็นบุคคลที่คณะรัฐประหารเลือกมา แต่บทบัญญัติในมาตรา ๒๙๙ วรรคสองของร่างรัฐธรรมนูญนี้ กลับรับรองให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าว ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเต็ม ๙ ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
ประเด็นที่สาม การขยายระยะเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษาและอัยการ
นับเป็นครั้งแรกที่ร่างรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษา ในมาตรา ๓๐๖ วรรคสองกำหนดว่า ภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมดำรงตำแหน่งได้ถึงอายุครบ ๗๐ ปี นอกจากนี้ ในวรรคท้ายของมาตรา ๓๐๖ ยังกำหนดให้นำบทบัญญัติดังกล่าวไปใช้กับพนักงานอัยการอีกด้วย
ความสำคัญของกรณีดังกล่าว ไม่ได้อยู่ที่ว่าการขยายเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษาและพนักงานอัยการจะเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เพราะอาจถกเถียงกันได้อีก แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่ามีความจำเป็นเพียงใดที่ต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ทั้งๆที่การกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์กรของรัฐทั้งหลาย ควรมอบหมายให้เป็นการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติตามแต่นิตินโยบาย อนึ่ง บทบัญญัติการขยายระยะเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษาและพนักงานอัยการนี้ ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นในมาตรา ๒๙๖ เพียงแค่ว่า “ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาสามารถปฏิบัติหน้าที่ในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโส”
ประเด็นที่สี่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
บทบัญญัติในมาตรา ๓๐๘ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดำเนินการที่เป็นอิสระภายในเก้าสิบวันนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ โดยให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะการจัดทำกฎหมายที่จำเป็นต้องตราขึ้นเพื่ออนุวัติการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และจัดทำกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี
เดิมบทบัญญัติดังกล่าวปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๙๗ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น และร่างรัฐธรรมนูญฉบับเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงลงประชามติกลับกำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เท่านั้นที่มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ความข้อนี้ไม่มีคำอธิบายใดๆจากสภาร่างรัฐธรรมนูญเลยว่า เหตุใดต้องเพิ่มเติมคำว่า “ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้” ต่อท้ายคำว่า “คณะรัฐมนตรี” ดังนั้น หากร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากการลงประชามติและมีผลใช้บังคับ ก็หมายความว่า คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นคณะรัฐมนตรีชุดที่มีพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อไปตรากฎหมายจำนวนมากที่ต้องออกตามความในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ห้า มาตรา ๓๐๙
มาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” เพื่อความกระจ่างชัด ขอไล่เรียงพิจารณาไปตามลำดับ ดังนี้
หนึ่ง คำว่า “การใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” ที่ปรากฏอยู่ในตอนต้นของมาตรา ๓๐๙ นั่นก็คือ มาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของคณะรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งได้เสกให้ ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. และ ๓.)การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แม้ในความเป็นจริงแล้วคำสั่ง คปค ประกาศ คปค และการกระทำเหล่านั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญก็ตาม
หากเขียนมาตรา ๓๐๙ ใหม่ให้กระชับก็จะได้เป็น “การกระทำตามมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙” และ “การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำตามมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้” ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
สอง มาตรา ๓๐๙ เป็นการรับรองซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. และ ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ (ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา ๓๖ บอกว่าชอบ) มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ การที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญชี้แจงว่า มาตรา ๓๐๙ รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเฉพาะการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้อธิบายเบื้องลึกลงไปอีกว่า การกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมาตรา ๓๐๙ รับรองนั้น ก็เพราะมันชอบด้วยกฎหมายจากผลของมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ หาได้ชอบด้วยกฎหมายโดยตัวมันเองไม่
สาม การกระทำที่เกี่ยวเนื่องจาก “การใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
จากข้อพิจารณาดังกล่าว ส่งผลทางกฎหมาย ดังนี้
หนึ่ง ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. และ ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผลคือ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แม้จะไม่มีมาตรา ๓๐๙ กำหนดไว้
สอง ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. และ ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผลคือ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ รับรองว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๓๐๙ มารับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ อีกครั้ง
สาม การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผลคือ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ อยู่แล้ว แม้จะไม่มีมาตรา ๓๐๙ กำหนดไว้
สี่ การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผลคือ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เพราะมาตรา ๓๐๙ บอกว่าชอบ
ห้า การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผลคือ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ อยู่แล้ว แม้จะไม่มีมาตรา ๓๐๙ กำหนดไว้
หก การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผลคือ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เพราะมาตรา ๓๐๙ บอกว่าชอบ
กล่าวโดยสรุป มาตรา ๓๐๙ ได้เสกให้ ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ และ ๔.) การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับ ๑-๓ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ไม่ว่าโดยแท้จริงแล้วจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทุกประการ
สมควรกล่าวด้วยว่า มีบทบัญญัติหลายมาตราที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคิดจะบัญญัติไว้ แต่กระแสสังคมไม่ยอมรับ จนในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องยอมเอาออก เช่น นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นส.ส. หรือองค์กรวิเศษแก้วิกฤตการณ์การเมือง แต่กรณีมาตรา ๓๐๙ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากสังคมมากเพียงใด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ยอมตัดมาตรา ๓๐๙ นี้ออก อาจกล่าวกันว่า จำเป็นต้องมีบทบัญญัติมาตรา ๓๐๙ เพื่อป้องกันองค์กรต่างๆที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น เช่น คตส. และ ป.ป.ช. ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเล่นงานในภายหลัง หากผู้ร่างรัฐธรรมนูญปรารถนาเช่นนั้น ก็สามารถเขียนคุ้มครองเฉพาะองค์กรเหล่านั้นได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเขียนมาตรา ๓๐๙ รับรองอย่างกว้างและเป็นการทั่วไปขนาดนี้
การพิจารณาตัดสินใจออกเสียงลงประชามติ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ ๑๙ สิงหาคมนี้ นอกจากจะให้ความสำคัญในส่วนของเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จำเป็นต้องพิจารณาบทเฉพาะกาลประกอบด้วย การยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ “ดี” “ดีกว่า ๔๐” หรือ “ดีที่สุด” ด้วยการหลงชื่นชมความงามเฉพาะส่วนหน้า เช่น บทบัญญัติในหมวดสิทธิและเสรีภาพบางมาตรา โดยละเลยไม่พิเคราะห์ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนท้าย ดังเช่นบทเฉพาะกาล ย่อมเป็นอันตรายและอาจเปิดช่องทางการสืบทอดอำนาจแบบแนบเนียนได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘ระดมสมอง’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2550



