Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร


“ทรูกานีนี” กับการสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์มนุษย์

บทเพลงแห่งการสูญพันธุ์ตอนที่ 4

“Extincion is forever”

ในขณะที่นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ทั่วโลกกำลังเป็นห่วงว่าเราได้เข้าสู่ยุคแห่งการสูญพันธุ์ครั้งที่หกแล้ว เพราะโลกกำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในอัตราเร่งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมมานั่งนึกดูว่า จะเป็นอย่างไร ถ้า “เรา” ในความหมายของเผ่าพันธุ์ “มนุษย์” ตกเป็นผู้ถูกกระทำในขบวนการที่ว่านี้ด้วย... จะเป็นอย่างไรถ้าผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป... บทเพลงแห่งการสูญพันธุ์ตอนนี้จะมาพิจารณากรณีตัวอย่างการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” ฟังดูอาจเป็นเรื่องเศร้า แต่ที่เศร้ายิ่งกว่าเพราะเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง

.............................................

ทุกคนคงพอมีภาพชาวอะบอริจิ้น (Aborigine) แห่งออสเตรเลียอยู่ในใจ ชนพื้นเมืองตัวดำ ผมหยิก จมูกแบน เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลีย และกระจายกันไปอยู่ในดินแดนต่างๆ ทั่วทวีป เช่นเดียวกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมทั่วโลก ชาวอะบอริจิ้นนิยมอาศัยเป็นกลุ่มเป็นเผ่า อาจมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันบ้าง แต่โดยมากได้รังสรรค์วัฒนธรรมเฉพาะตัวขึ้นมา ในจำนวนนี้มีชนเผ่าหนึ่งเลือกเดินทางลงใต้ และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอันหนาวยะเยือกของขอบทวีป ริมซีกโลกใต้ บริเวณที่เรียกกันว่าแทสมาเนียในปัจจุบัน

สมัยนั้นเกาะแทสมาเนียกับออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ยังเชื่อมต่อกันอยู่ด้วยแนวแผ่นดิน หรือ Land bridge จนกระทั่งเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว ระดับน้ำทะเลได้สูงขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลจากการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง พื้นที่บริเวณแทสมาเนียได้กลายเป็นเกาะที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเลลึก ชาวอะบอริจิ้นเผ่าดังกล่าวจึงถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิงจากกลุ่มอื่นๆ ที่เหลือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เป็นเวลากว่าหมื่นปีที่ชาวอะบอริจิ้นแห่งแทสมาเนียไม่เคยได้สัมผัสกับโลกภายนอก ชนพื้นเมืองเผ่านี้ได้วิวัฒน์ตัวเองจนมีลักษณะแตกต่างจากมนุษย์กลุ่มอื่น หรือแม้แต่ชาวอะบอริจิ้นด้วยกันเองที่อาศัยบนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ ทั้งทางกายภาพ และวัฒนธรรมประเพณี

แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่า Tasmanian Aborigines เป็นชนิดพันธุ์ที่แตกต่างจาก Hominid หรือมนุษย์ชาติพันธุ์อื่นในทางพันธุกรรม แต่ในทางชีววิทยาแล้วชาวอะบอริจิ้นเผ่านี้ ถือเป็นประชากรที่แตกต่าง (Discrete Population) จากกลุ่มอื่นๆ อย่างชัดเจน เริ่มจากสีผิวที่ออกไปทางน้ำตาลแดงไม่ใช่ดำเข้มอย่างชาวอะบอริจิ้นบนแผ่นดินใหญ่ เส้นผมมีขนาดเล็กละเอียดและฟูกว่า ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บหาของป่า มีการใช้อุปกรณ์ง่ายๆ ที่ทำจากหินหรือไม้บ้าง แต่ไม่มีการทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ปั้นหม้อ หรือประดิษฐ์อาวุธแต่อย่างใด ชาวอะบอริจิ้นแทสมาเนียไม่รู้จักบูมเมอแรง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชาวอะบอริจิ้นเผ่าอื่นๆ แม้แต่ภาพวาดบนผนังหินก็ไม่ได้มีสไตล์โดดเด่นอย่างรูปแบบเอ็กซเรย์อันโด่งดัง

มีการบันทึกว่าส่วนใหญ่คู่หนุ่มสาวอะบอริจิ้นที่นี่มักครองคู่กันไปตลอดชีวิต รายที่มีเมียพร้อมกันสองคนนั้นหายากมาก ทารกจะอยู่กับอกแม่ค่อนข้างนาน และได้รับการดูแลอย่างดีจากพ่อแม่ ส่วนคนแก่คนเฒ่าในชุมชนก็ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ราวปีค.ศ. 1800 คาดว่ามีชาวอะบอริจิ้นอาศัยอาศัยอยู่ในแทสมาเนียเกือบ 5,000 คน

“ทรูกานีนี (Truganini)” คือแม่หญิงชาวอะบอริจิ้นแห่งแทสมาเนีย เธอเกิดราวๆ ปี ค.ศ.1812 ในเผ่าพาลาวาห์ บนเกาะบรูนีย์ทางตอนใต้ เธอเกิดช้าไปสิบปีที่จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและสงบสุขของบรรพบุรุษ เพราะตั้งแต่คนขาวได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้อย่างจริงจังเมื่อปี 1803 ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

กลุ่มคนขาวที่เข้ามาบุกเบิกดินแดนแห่งนี้ในสมัยแรกคือนายทหาร และบรรดานักโทษการเมือง และนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่ถูกเนรเทศออกจากอังกฤษ บรรยากาศแบบบ้านป่าเมืองเถื่อน ความเกลียดชัง และความเชื่อฝังใจถึงความโหดร้ายของชนพื้นเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามล้างเผ่าพันธุ์

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 1803 เป็นต้นมา ชาวอังกฤษเปิดฉากรุกรานชาวอะบอริจิ้นด้วยการฆ่าทิ้ง ลักพาตัว หรือไม่ก็นำมาเป็นทาสรับใช้ ในยุคนั้นเจ้าหน้าที่ของเครือจักรภพอังกฤษแทบไม่ได้คิดเลยว่าชนพื้นเมืองเหล่านี้ก็เป็น “คน” เหมือนกัน ชาวอะบอริจิ้นแทสมาเนียจึงถูกปฏิบัติอย่างเหี้ยมโหด อย่างที่จาเร็ด ไดอะมอนด์ ศาสตราจารย์แห่ง UCLA บันทึกไว้ว่า

“ ...กลวิธีในการฆ่าแทสมาเนียนอะบอริจิ้นนั้นป่าเถื่อนอย่างผิดมนุษย์ มีตั้งแต่การขี่ม้าไล่ยิง การใช้กับดักเหล็กไปวางไว้ในป่า การวางยาพิษในอาหารและนำไปวางล่อ ถ้าจับตัวเป็นๆ ได้ผู้ชายจะถูกตัดอวัยวะเพศ แล้วปล่อยให้วิ่งไปตายด้วยความเจ็บปวด ส่วนผู้หญิงก็จับมาข่มขืน แล้วทุบหัวทิ้ง บางครั้งก็นำศพมาเป็นอาหารเลี้ยงหมา การสังหารหมู่ทีละ 20-30 คนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ”

ไม่เคยมีบันทึกว่าคนขาวรายไหนถูกลงโทษจากการฆาตกรรมชาวอะบอริจิ้น ไม่มีใครรู้สึกว่าการจับเอาคนเป็นๆ มามัดกับต้นไม้เป็นเป้าปาหอกนั้นผิด หรือการจับผู้หญิงล่ามโซ่เอาไว้ข่มขืนนั้นแปลก ถ้านึกจะเผาเด็กทารกตัวดำๆ ทั้งเป็นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะไม่รู้จะเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้ เจมส์ มอร์ริส นักประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่งบันทึกว่า “เราได้ยินเรื่องที่เด็กถูกลักพาตัวมาใช้เป็นทาส ผู้หญิงถูกล่ามโซ่ไว้เหมือนสัตว์ เราได้ยินเรื่องการสังหารหมู่ชาวอะบอริจิ้น 70 คน ที่ผู้ชายถูกยิงทิ้ง ส่วนผู้หญิงกับเด็กถูกลากออกมาจากหลืบหินแล้วทุบหัวจนสมองกระจาย เราได้ยินเรื่องที่หนุ่มคนขาวชื่อแครอทส์ บังคับให้หญิงอะบอริจิ้นนำหัวสามีของเธอที่เพิ่งถูกตัด มาร้อยเชือกแขวนคอ แล้วลากตัวกลับกระท่อม” ทรูกานีนี เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าว

เมื่อเธออายุได้ 17 ปี “ทรูกานีนี” ผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย อย่างที่ชาวแทสมาเนียนอะบอริจิ้นส่วนใหญ่ประสบ เธอถูกนักล่าแมวน้ำชาวตะวันตกข่มขืนตั้งแต่เด็ก น้องสาวสองคนถูกลักพาตัวไปเป็นทาส แม่ของเธอถูกฆ่าตายขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟ ลุงถูกยิงทิ้ง แม่เลี้ยงถูกจับขายให้คณะละครสัตว์และส่งต่อไปยังเมืองจีน

ครั้งหนึ่ง “ทรูกานีนี” ถูกกักตัวอยู่ในค่ายคุมขัง “พาราวีนา” นักรบอะบอริจิ้นหนุ่มคู่หมั้นของเธอพาเพื่อนอีกคนมาช่วย ทีแรกผู้คุมสองคนไม่อยากปล่อยเธอไป แต่เปลี่ยนใจและบอกว่าจะพายเรือกลับไปส่งที่เกาะบรูนีย์ให้ พอไปถึงครึ่งทางก็จับหนุ่มอะบอริจิ้นทั้งสองโยนลงน้ำ “พาราวีนา” และเพื่อนกระเสือกกระสนว่ายตามจนทัน ทั้งคู่เกาะกราบเรือ และพยายามปีนกลับขึ้นมา ผู้คุมทั้งสองเห็นก็คว้าขวานสับข้อมือทั้งคู่ทิ้งทันที แล้วก็พายหนีไปพร้อมกับพา “ทรูกานีนี” ที่ยังอยู่ในอาการช๊อคไปข่มขืนและปล่อยทิ้งให้อะบอริจิ้นสองนายจมน้ำตายอยู่กลางทะเลนั่นเอง

นอกเหนือจากการสังหารโหดแล้ว คนขาวที่เข้ามาอยู่ใหม่ยังเข้าครอบครองพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวอะบอริจิ้นเช่น ทุ่งหญ้าธรรมชาติใกล้แหล่งน้ำอันเป็นแหล่งรวมของจิงโจ้ อาหารหลักอย่างหนึ่งของชาวอะบอริจิ้น เมื่อถูกกดดันจนไม่มีทางเลือก ชาวอะบอริจิ้นบางส่วนเริ่มจับมือกันตอบโต้ผู้รุกรานด้วยการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นคล้ายกับสงครามย่อยๆ ที่คนทั่วไปเรียกกันว่าเป็น “สงครามมืด” (Black War) ในที่สุดทางการอังกฤษตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 1828

กฎอัยการศึกที่ว่ามอบอำนาจให้ประชาชนคนขาวทุกคนสามารถฆ่าทิ้งชาวอะบอริจิ้นได้อย่างถูกกฎหมายเมื่อพบเห็น และยังมีการตั้งค่าหัวให้กับคนที่จับชาวอะบอริจิ้นเป็นๆ ได้ในราคา 5 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ และ 2 ปอนด์สำหรับเด็ก ไม่นานประชากรชาวอะบอริจิ้นแห่งแทสมาเนียก็ลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจ จากเกือบ 5 พันคนเมื่อปี 1803 เหลือเพียง 100-200 คนในปี 1830 ชาวอะบอริจิ้นที่เหลืออยู่ต่างหลบซ่อนหนีตายอยู่ในป่า ทางการอังกฤษยังไม่ลดละ และมีปฏิบัติการพิเศษที่ชื่อว่า “แนวมรณะ” หรือ Black Line โดยรวบรวมเอาไพร่พลราว 2,000 คนพร้อมอาวุธครบมือ เดินเรียงแถวเป็นแนวเพื่อไล่ต้อนอะบอริจิ้นที่เหลืออยู่ให้จำนน โชคดีของทรูกานีนีที่ชุดปฏิบัติการดังกล่าวล้มเหลว มีการสังหารชาวอะบอริจิ้นเพิ่มอีกแค่ 2 คน พร้อมกับจับตัวหญิงชรากับเด็กผู้ชายได้อย่างละหนึ่งคน ตลอดช่วงการไล่ล่า 3 สัปดาห์

จอร์จ อาเธอร์ ผู้ว่าการรัฐแทสมาเนียในตอนนั้นคิดว่า ด้วยจำนวนที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยคน ชาวอะบอริจิ้นคงจะไม่เป็นภัยคุกคามคนขาวอีกแล้ว เขาจึงแต่งตั้งให้นักเทศน์ จอร์จ ออกัสตุส โรบินสัน เป็นหัวหน้าคณะผูกสัมพันธไมตรี และหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้ชาวอะบอริจิ้นที่เหลือมามอบตัว เพื่อจะได้อพยพประชากรทั้งหมดไปยังเกาะฟลินเดอร์สที่อยู่ห่างจากฝั่งไปเกือบ 50 กิโลเมตร

จอร์จ โรบินสัน ได้พบกับ “ทรูกานีนี” และพ่อของเธอ พร้อมกับเสนอแนวคิดดังกล่าว เขาสัญญาว่าที่เกาะฟลินเดอร์ส ชาวอะบอริจิ้นทุกคนจะได้รับการคุ้มครอง มีอาหารและที่พักให้ วัฒนธรรมของชาวอะบอริจิ้นจะได้รับการเคารพ หากอยากจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมื่อไหร่ก็ไปได้ จะไม่มีการเข่นฆ่ากันอีกต่อไป ทรูกานีนี ได้ฟังดังนั้น ก็เห็นว่านี่เป็นหนทางเดียวที่เพื่อนร่วมเผ่าของเธอจะมีโอกาสอยู่รอดต่อไปได้ เธอจึงให้ความร่วมมือกับจอร์จ และใช้เวลา 5 ปีหลังจากนั้น ช่วยค้นหา และติดต่อกับชาวอะบอริจิ้นที่หลบซ่อนตัวในป่าให้เข้ามอบตัว ในปี1835 อะบอริจิ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดจึงถูกอพยพย้ายไปอยู่ที่เกาะฟลินเดอร์ส

แต่การณ์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ทรูกานีนีคิด อะบอริจิ้นหลายคนตายระหว่างเดินทางเพราะความอ่อนเพลีย และโรคติดต่อ พอไปถึงเกาะฟลินเดอร์ส สภาพค่ายพักก็ไม่ได้ต่างอะไรจากที่คุมขัง แถมยังตั้งอยู่ในที่ทุรกันดาร ขาดแคลนน้ำจืด ด้านนักเทศน์จอร์จเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่า การสอนศาสนา และต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวอะบอริจิ้นกลุ่มนี้ให้ “ศิวิไลซ์” เหมือนคนขาว กิจวัตรประจำวันจึงประกอบไปด้วย การสวดมนต์ การอ่านไบเบิ้ล เด็กๆ ถูกจับแยกกับพ่อแม่ เพื่อจะได้ถูกเลี้ยงดูอย่างชาวตะวันตก แต่อาหารคุณภาพต่ำ ประกอบกับโรคติดต่อจากคนขาวทำให้เด็กส่วนใหญ่เสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน ส่วนทารกเกิดใหม่ก็ไม่เคยมีอายุเกิน 2-3 สัปดาห์ เมื่ออัตราการเกิดเป็นศูนย์ อัตราการตายสูง จำนวนประชากรอะบอริจิ้นบนเกาะฟลินเดอร์ส ก็ลดเหลือไม่ถึง 50 คนภายในเวลาไม่ถึงสิบปี

“ทรูกานีนี” ทนอยู่อย่างเจ็บปวดเมื่อต้องเห็นเพื่อนร่วมเผ่าของเธอล้มหายตายจากไปทีละคนๆ เธอพยายามเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพค่ายพักแต่ดูจะไม่มีใครสนใจ นักเทศน์จอร์จ โรบินสันหนีไปจากเกาะหลังทนอยู่ได้ไม่กี่ปี จนในที่สุดเมื่อปี 1847 เธอและชาวอะบอริจิ้นที่เหลือรวม 45 คนก็ได้ย้ายกลับไปอยู่บนฝั่งแทสมาเนีย บริเวณอ่าว Oyster แต่สภาพค่ายพักแห่งใหม่กลับแย่ยิ่งกว่าเก่า ชุมชนแห่งนั้นขาดแคลนทั้งอาหารและยังต้องเผชิญกับโรคร้าย พอถึงต้นปี 1860 มีชาวแทสมาเนียนอะบอริจิ้นเหลืออยู่เพียงสามคน เป็นชายหนึ่งหญิงสอง หนึ่งในนั้นคือ “ทรูกานีนี”

วิลเลียม เลนนีย์ อะบอริจิ้นชายคนสุดท้าย ป่วยด้วยโรคติดต่อจากนักล่าปลาวาฬ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1868 ศพของเขากลายเป็นของมีค่า และเป็นที่ต้องการในทางการแพทย์ ว่ากันว่าเกิดความชุลมุนวุ่นวายหลังจากเขาตาย เพราะมีคนจำนวนมากพากันมามุงดูร่างไร้ชีวิตของเขา คืนต่อมาฝาโลงถูกเปิดออก ศัลยแพทย์ผู้หนึ่งจัดการผ่าศีรษะเพื่อขโมยหัวกะโหลก โดยนำกะโหลกคนไข้รายอื่นที่เสียชีวิตในคืนเดียวกันมาเปลี่ยน เมื่อความทราบถึงกรรมการของ The Royal Society of Tasmania จึงมีมติให้ตัดแขน ตัดขา ไปเก็บไว้ทั้งหมดเพื่อกันคนมาขโมยอีก

“ทรูกานีนี” ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างปวดร้าวในเมืองโฮบาร์ต ที่ตั้งเมืองหลวงของแทสมาเนียในปัจจุบัน ชาวเมืองทุกคนจดจำเธอได้ดี เพราะเธอจะใส่ชุดประจำเผ่าพาลาวาห์ สวมหมวกแก๊บสีแดงสดอยู่ตลอดเวลา แววตาหม่นเศร้าสะท้อนถึงความทรงจำอันเจ็บปวดตลอดช่วงชีวิตของเธอ ในที่สุดวันที่ 7 พฤษภาคม 1874 ทรูกานีนี – อะบอริจิ้นแห่งแทสมาเนียคนสุดท้ายก็ได้จากโลกไปตลอดกาล

“อย่าปล่อยให้ใครมาหั่นร่างฉันนะ” เธอร้องขอกับนายแพทย์ที่รักษาก่อนตาย แต่ไม่กี่วันภายหลังพิธีฝัง ศพของเธอถูกขุดขึ้นมา คณะแพทย์หลวงจัดการเลาะกระดูกทุกชิ้น และนำมาประกอบขึ้นใหม่ โครงกระดูกของทรูกานีนีถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แทสมาเนีย และกลายเป็นของสะสมชิ้นสำคัญที่นักท่องเที่ยวพากันมาเที่ยวชม จนกระทั่งปี 1947 แทสมาเนียนมิวเซียมตัดสินใจยกเลิกการจัดแสดงชุดนี้หลังจากถูกกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเรียกร้องมาเป็นเวลานาน

ปี1974 ในวาระครบร้อยหนึ่งร้อยปีหลังการเสียชีวิต “ทรูกานีนี” จึงได้กลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างสมบูรณ์ เมื่อทางการแทสมาเนียประกอบพิธีฌาปนกิจให้เธอ อัฐิของเธอถูกนำไปลอยกลางทะเลใกล้เกาะบรูนีย์

.....................................

ถ้าวิเคราะห์ในทางชีววิทยา ปัจจัยภายในที่ทำให้ชาวอะบอริจิ้นแทสมาเนียมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์คือ การเป็นชนิดพันธุ์ที่หายาก – Rarity เพราะชาวอะบอริจิ้นแทสมาเนียมีประชากรน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กับมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่ำ ส่วนปัจจัยภายนอกที่เร่งให้เกิดการสูญพันธุ์ก็คือ การล่า การแย่งชิงแหล่งอาหาร และโรคติดต่อจากภายนอก ด้วยระยะเวลาเพียง 75 ปีหลังการมาถึงของคนขาว เผ่าพันธุ์ที่ดำรงอยู่รอดมาได้หลายหมื่นปีก็เดินทางมาถึงจุดจบ

นาฎกรรมชีวิตอันแสนเศร้าของทรูกานีนี และชาวอะบอริจิ้นแห่งเกาะแทสมาเนีย ตอกย้ำให้เห็นถึงบทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เราได้ฟังเรื่องราวของ นกโดโด นกพิราบนักเดินทาง เคยได้ยินชื่อสัตว์อย่าง สมัน กูปรี และสายพันธุ์อีกนับสิบนับร้อยที่สาบสูญไปต่อหน้าต่อตา การสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เช่นแทสมาเนียนอะบอริจิ้น สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการสูญพันธุ์มิได้มีผลเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงมนุษย์ด้วยกันเองอีกด้วย

การเข่นฆ่า ความละโมบ และมายาคติของคนกลุ่มหนึ่ง คือปัจจัยหลักที่ทำให้มนุษย์สองขากลายเป็นเครื่องมือแห่งการทำลายล้างที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลก... การจากไปของ “ทรูกานีนี” เหมือนจะบอกให้เราสำนึกรู้ว่า แท้จริงแล้วสาเหตุของการสูญพันธุ์ใดๆ ก็ตามที่เกิดจากมนุษย์นั้น ล้วนมีต้นเหตุมาจากจิตสำนึกที่บกพร่อง...จากจิตใจที่ไร้ซึ่งมโนธรรม และความรัก...


ป.ล. หลายปีหลังการเสียชีวิตของทรูกานีนี มีการค้นพบประชากรชาวอะบอริจิ้นแทสมาเนียบางส่วนที่ยังหลงเหลือบนเกาะนอกชายฝั่ง พวกเขาเหล่านั้นคือบรรพบุรุษของชาวอะบอริจิ้นแทสมาเนียราว 3,000 คนที่ยังคงอาศัยอยู่ในแทสมาเนียทุกวันนี้ ชาวอะบอริจิ้นเหล่านี้คือผู้สืบทอดจิตวิญญาณของ “ทรูกานีนี” ในมาตุภูมิอันเป็นที่รักของเธอ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter