Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


บาทแข็ง โทษใครดี?

- ณ พัฒน์ -


ช่วงนี้เรื่องค่าเงินบาทแข็งปึ๋งปั๋งเป็นประเด็นร้อนของสังคม เห็นทีจะไม่พูดถึงไม่ได้เสียแล้วครับ

ผมว่าเป็นเรื่องดีนะครับ ที่ประเด็นด้านเศรษฐกิจเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นักเศรษฐศาสตร์อย่างผมจะได้เลิกอธิบายเพื่อนบ้านเสียทีว่า เรียนเศรษฐศาสตร์ไปทำไม

แต่เท่าที่อ่านดูตามหน้าหนังสือพิมพ์ เหมือนว่าแบงก์ชาติจะเป็นแพะบูชายัญปรากฏการณ์บาทแข็งรอบนี้ไปแล้ว ผมอยากลองอธิบายดูสักหน่อยว่า ที่ผ่านมาทำไมบาทถึงแข็ง แล้วบาทแข็งเป็นความผิดของใคร แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ยังไงดี

ก่อนอื่นคงต้องขอเสนอความเห็นส่วนตัวก่อนว่า ค่าของเงินบาทที่แข็งตัวอยู่ในขณะนี้ ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายขนาดชาติจะล่มจม แบบที่หลายๆ คนกำลังพะวงกันอยู่ เพราะอย่าลืมนะครับ แค่เมื่อสิบปีที่แล้วค่าเงินบาทก็เคยแข็งกว่านี้ตั้งเยอะ ไม่เห็นผู้ส่งออกสมัยนั้นจะออกมาตีโพย ตีพายว่า ค่าเงินบาทแข็งเกินไปเลย

และระหว่างสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่คิดว่าต้นทุนการผลิตสินค้าบ้านเราจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประเทศ คู่แข่ง จนทำให้ค่าเงินที่อ่อนค่ากว่าตอนก่อนวิกฤตกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะนี้จะทำให้ผู้ส่งออกบ้านเราแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ (เมื่อเทียบกับตอนก่อนเกิดวิกฤต) แต่ผมเข้าใจว่า ผู้ผลิต ห่วงมากกว่า คือความมีเสถียรภาพของเงินบาท เพราะสินค้าส่งออกของไทยต้องพึ่งพาส่วนประกอบจากการนำเข้าไม่น้อย ถ้าผู้ผลิตต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศตอนค่าเงินบาทอ่อน แล้วส่งสินค้าออกตอนค่าเงินบาทแข็ง กำไรก็คงหดหาย หรืออาจจะขาดทุนได้ และแน่นอนครับ ผู้ส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเยอะๆ เช่น สินค้าเกษตร คงได้รับผลกระทบมากกว่า ผู้ผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากการนำเข้า

แต่อย่าลืมนะครับ ว่าบาทแข็งก็มีคนได้ประโยชน์เหมือนกัน บริษัทที่มีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศคงได้เห็นหนี้ก้อนเล็กลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท หรือคนที่ใช้ของนำเข้าก็คงได้จ่ายน้อยลง ถ้าโชคดีเราคงได้เห็นราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวลงในไม่ช้า (ถ้าเราจ่ายเงินคืนกองทุนน้ำมันหมด) หรือถ้าใครกำลังจะซื้อรถยนต์ ก็ฝากบอกบริษัทรถด้วยครับ ว่าลดราคาลงได้แล้ว บาทแข็งมาตั้งเยอะแล้ว (!)

เรื่องค่าเงินแข็งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับ ค่าเงินบาทเท่านั้นนะครับ มันเป็นแฟชั่นที่กำลังนิยมกันอยู่ในขณะนี้ และเป็นแฟชั่นที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศเกาหัวกันแกรกๆ

ดังนั้นเวลาผมได้ยินหลายๆ คนพูดว่า เงินบาทแข็งที่สุดในโลก ผมเถียงครับว่าไม่จริงเด็ดขาด อย่างแรกคือบอกไม่ได้หรอกครับว่า “แข็ง” ที่สุดเนี่ย แปลว่าอะไร ถ้าเทียบกับระดับราคาในประเทศ ค่าที่แท้จริงของเงินบาทยังอ่อนกว่าชาวบ้านเขาอีกเยอะครับ

จะบอกว่าแข็งค่าขึ้นเร็วที่สุด ก็ยังถูกแค่ครึ่งเดียว จริงอยู่เงินบาทเราอาจจะแข็งขึ้นเร็วที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับค่าเงินเมื่อปีที่แล้ว ถ้าเทียบกันยาวกว่านั้น เราเทียบประเทศอื่นอย่างเกาหลีไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนี้เงินวอนของเกาหลีใต้เกือบจะกลับไปยืนที่ระดับก่อนวิกฤตแล้วครับ ทั้งๆ ที่ตอนหลังเกิดวิกฤต เงินวอนของเกาหลีใต้ ก็อ่อนตัวไปไกลกว่าเงินบาทของเราเสียอีกครับ

หรือจะดูอย่างบราซิล ที่ค่าเงินอ่อนตัวลงไปถึงเกือบๆ 4 reals ต่อดอลลาร์ หลังวิกฤตปี 2002 แต่ตอนนี้เงินเขาแข็งไปจนเหลือไม่ถึง 2 reals ต่อดอลลาร์แล้ว แบบนี้น่าปวดหัวแทนไหมละครับ

ถ้าถามว่าทำไมเงินบาทถึงแข็ง ถ้าตอบแบบเอากำปั้นนักเศรษฐศาสตร์ทุบดิน คงต้องบอกว่าเพราะดีมานด์เงินบาทมันเยอะกว่าซัพพลาย หรือตอบแบบฟังรู้เรื่องหน่อยก็คงต้องบอกว่า เพราะมีความต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าความต้องการขายเงินบาท

ถ้าจะวิเคราะห์กันลึกลงไปกว่านั้น ผมแนะนำให้ผู้สนใจลองแวะเข้าไปดูที่ดุลบัญชีชำระเงิน ในเว็บของแบงก์ชาติครับ ที่น่าสนใจคือแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทแข็งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ได้มาจากเงินทุนไหลเข้าอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งได้รับผลมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (เพราะเราส่งออกมากกว่านำเข้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเป็นต้นมา เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนละกว่าพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ในขณะที่ดุลบัญชีการเงินบวกบ้าง ลบบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ที่เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งๆ ที่เงินบาทแข็ง เป็นเครื่องชี้ว่าความสามารถทางการแข่งขันของเรายังสู้เขาได้ (แต่ถ้าแข็งมากกว่านี้ก็ไม่แน่) และส่วนหนึ่งยังได้รับผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนที่อ่อนปวกเปียก ตัวเลขเบื้องต้นของบัญชีรายได้ประชาชาติชี้ว่าการลงทุนในไตรมาสที่หนึ่งของปีนี้ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งผลให้การนำเข้าชะลอตัว (ทั้งๆ ที่ราคาสินค้านำเข้าถูกลงเพราะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น)

ดูเหมือนว่าแรงกดดันต่อค่าเงินบาทดูเหมือนส่วนหนึ่งจะเป็นสาเหตุด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แรงเก็งกำไรค่าเงินอย่างเดียว ดังนั้นการแทรกแซงค่าเงินคงทำไปไม่ได้ตลอดแน่ๆ

ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากเถียงแทนแบงก์ชาติ คือประเด็นที่ว่าแบงก์ชาติออกพันธบัตร ธปท. ออกมาปริมาณมากเพื่อดูดซับสภาพคล่อง จนทำให้แบงก์ชาติขาดทุนมหาศาล เพราะมีคนเข้าใจผิดกันเยอะ

สาเหตุที่แบงก์ชาติขาดทุนไม่ใช่เพราะว่าแบงก์ชาติออกพันธบัตรนะครับ แต่เป็นเพราะค่าเงินบาทแข็งต่างหาก มันยังไงเหรอครับ

เวลาแบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท คือการเข้าซื้อดอลลาร์แล้วขายเงินบาท ในทางบัญชีคือแบงก์ชาติเพิ่มฝั่งสินทรัพย์ (คือเงินดอลลาร์) แล้วเพิ่มฝั่งหนี้สิน ซึ่งอาจจะเป็นในรูปเงินบาทที่หมุนเวียนในระบบ หรือเงินบาทในบัญชีของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้ที่แบงก์ชาติ

การแทรกแซงค่าเงินของแบงก์ชาติจึงเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (หรือที่คนชอบพูดกันว่าเป็นการพิมพ์แบงก์นั่นแหละครับ) เพื่อไม่ให้ปริมาณเงินในระบบมีมากเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ แบงก์ชาติจึงต้องดูดซับเงินบาทออกจากระบบบ้างเป็นครั้งคราว การดูดซับเงินบาทนี้ แบงก์ชาติก็สามารถทำได้ด้วยการขายสินทรัพย์ในประเทศ (เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่แบงก์ชาติถือไว้) หรือการออกหนี้สินเพิ่ม (เช่น ออกพันธบัตร ธปท.)

ถ้าแบงก์ชาติออกพันธบัตรก็เป็นการเปลี่ยน รูปแบบของหนี้สินของแบงก์ชาติ จากหนี้ที่ทุกคน รู้จักดีในชื่อ “ธนบัตร” (อย่าลืมนะครับว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราใช้อยู่เนี่ย ถือเป็น “หนี้” ของธนาคารกลาง) หรือจากบัญชีของธนาคารพาณิชย์ มาเป็นพันธบัตร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ธนบัตรและบัญชีของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับแบงก์ชาติเนี่ย นับเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงิน แต่พันธบัตรไม่นับครับ ปริมาณเงินในระบบจึงลดลง แต่มูลค่ารวมฝั่งหนี้สินของแบงก์ชาติไม่ได้เปลี่ยนไปเลย จากการดูดซับสภาพคล่องดังกล่าว

แต่แบงก์ชาติเกิดขาดทุนก็ตอนที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น (หรือมูลค่าเงินสกุลต่างประเทศอ่อนตัวลง) เพราะฝั่งสินทรัพย์ของแบงก์ชาติอยู่ในรูปเงินสกุลต่างประเทศ แต่หนี้สินอยู่ในรูปเงินบาท

นอกจากนี้ธนบัตรเป็นหนี้ที่แบงก์ชาติไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่แบงก์ชาติต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร แต่ตราบใดที่ผลตอบแทนที่ได้จากเงินสำรองสกุลต่างประเทศมากกว่าต้นทุนของพันธบัตรที่ใช้ดูดสภาพคล่อง แบงก์ชาติก็ไม่ต้องห่วงเรื่องต้นทุนการดูดซับสภาพคล่อง แต่มันมีปัญหาตรงที่แบงก์ชาติต้องเข้าไปรับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในอนาคต (เพราะพันธบัตรส่วนใหญ่มีระยะเวลาไถ่ถอนสั้น ต้อง rollover อยู่บ่อยๆ) ถ้าดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น หรืออัตราดอกเบี้ยต่างประเทศลดลง บัญชีแบงก์ชาติอาจจะโผล่ตัวแดงมากกว่าที่ควรได้ครับ

แม้ว่าการขาดทุนเหล่านี้จะเป็นการขาดทุนทางบัญชีไม่มีผลต่อความมั่นคงของแบงก์ชาติแต่อย่างใด (ในระยะสั้น) เพราะแบงก์ชาติเป็นคนพิมพ์ธนบัตรเอง ถ้าใครเอาพันธบัตรมาขอเงินคืน แบงก์ชาติก็มีธนบัตรพอใช้หนี้ได้ตามกฎหมายแน่นอนครับ แต่เรื่องบัญชีอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ครับ ถ้าหนี้นี้พอกพูนขึ้นมากๆ จนไปสร้างความบิดเบือนในตลาดการเงิน หรือถ้าธนาคารกลางต้องออกหนี้ใหม่เพื่อจ่ายหนี้เก่าบ่อยๆ ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของธนาคารกลางได้ หรือถ้ารัฐบาล (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของแบงก์ชาติ) เกิดหงุดหงิดเมื่อเริ่มรู้สึกว่าแบงก์ชาติขาดทุนบ่อย และไม่ส่งผลกำไรเข้าคลังสักที หรือถ้าแบงก์ชาติต้องบากหน้าไปขออนุญาตรัฐบาลเพิ่มทุนในกรณี ที่แบงก์ชาติขาดทุนจนส่วนทุนหดหาย

แต่ในระยะสั้นปัญหาเรื่องแบงก์ชาติขาดทุน ไม่ได้อยู่ที่ว่าแบงก์ชาติออกพันธบัตรหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่าแบงก์ชาติควรเข้าไปแทรกแซงค่าเงินหรือเปล่า ถ้าแบงก์ชาติไม่แทรกแซงเลย ค่าเงินก็อาจจะแข็งแบบพรวดพราดมากกว่านี้ คนคงบ่นเยอะกว่านี้ และแบงก์ชาติก็คงขาดทุนเยอะกว่านี้

แต่ถ้าแบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงเต็มที่ แบงก์ชาติก็คงสะสมเงินสำรองได้มากกว่านี้ และในขณะเดียวกันก็คงต้องมีหนี้สินมากกว่านี้ แต่เงินบาทก็คงแข็งอยู่ดีแหละครับ เพราะสุดท้ายแล้ว แบงก์ชาติคงไม่สามารถฝืนแรงกดดันได้ทั้งหมด และแบงก์ชาติก็ต้องคงขาดทุนอยู่ดี

ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์แบบที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้กำหนดนโยบายเลยครับ ยิ่งถูกแรงกระหน่ำทั้งจากฝั่งดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลบัญชีการเงินพร้อมๆ กัน ด้วยเครื่องมือการดำเนินนโยบายที่จำกัด และเป้าหมายการดำเนินนโยบายที่ค้ำคออยู่ (เป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินไม่ใช่รักษาค่าเงินนะครับ แต่คือการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ) น่าเห็นใจคนเป็นธนาคารกลางของประเทศครับ (จริงๆ แล้วเรื่องทำให้เงินบาทอ่อนนี่ง่ายมากครับ แค่ทำตัวแบบไร้ระเบียบ แทรกแซงแบบไม่ต้องดูดซับสภาพคล่องไปเรื่อยๆ รับรองครับเงินบาทอ่อนแน่นอน แต่สิ่งที่จะเสียไปคือความเชื่อมั่นในธนาคารกลาง และอัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งไม่หยุด ซึ่งผมว่ามันเลวร้ายกว่าค่าเงินบาทแข็งหลายเท่าครับ)

แต่ผมว่ามีประเทศอื่นโชคร้ายกว่าเราอีกครับ บ้านเรายังสามารถลดดอกเบี้ยกล้อมแกล้มไปได้ เพราะเงินเฟ้อไม่สูงนัก และยังอยู่ในช่วงขาลง แต่บางประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อแถมด้วยอย่าง Iceland หรือ New Zealand นี่สิครับ ดอกเบี้ย ก็ลดไม่ได้ เพราะจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น พอเห็นดอกเบี้ยสูง เงินต่างประเทศยิ่งวิ่งเข้าหา เงินก็ยิ่งแข็งขึ้นไปอีก แก้ยากครับแบบนี้

สิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเงินแข็งของเราในปัจจุบันได้ คือนโยบายการคลังน่าจะมีส่วนร่วมด้วยครับ อย่างน้อยก็ในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว กระทรวงการคลังน่าจะเข้ามาเป็นผู้นำในการเพิ่มการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต ใช้ประโยชน์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำ ไม่ต้องไประดมทุนต่างประเทศให้เสี่ยงเปล่าๆ แม้ว่าอาจจะไม่ได้เห็นผลทันตา แต่ก็น่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจกระเตื้อง พร้อมๆ ค่าเงินที่น่าจะอ่อนตัวลงจากการนำเข้าที่สูงขึ้น

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เมื่อเราดำรงอยู่ในระบบการเงินโลกที่พลิกผันได้อย่างรวดเร็ว ก็อย่าชะล่าใจว่าเงินบาทจะแข็งตลอดไปแล้วกันครับ พรุ่งนี้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกอาจจะหดหาย และเงินบาทอาจจะอ่อนพรวดพราดก็ได้ใครจะรู้ บริหารความเสี่ยงกันให้ดีๆ ครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter