Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


จุดจบของความเป็นอารยัน และโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ

อันที่จริงแล้ว…ถ้าหากย้อนหลังกลับไปนับร้อยปี ก่อนหน้าที่ลัทธินาซีจะปรากฏตัวขึ้นมาในประเทศเยอรมัน ความรู้สึกที่ชาวเยอรมันโดยทั่วๆ ไปมีต่อชาวยิวนั้น ก็คงไม่ต่างไปจากบรรดาชาวยุโรปอื่นๆ ซักเท่าไหร่นัก หรืออาจจะเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าด้วยซ้ำ!!! ดังเช่นในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ชาวเยอรมันเองนี่แหละ ที่รวมตัวกันเดินขบวนเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยชาวยิวที่อาศัยอยู่ในเยอรมัน ให้เป็นอิสระจากการถูกจำกัดเขตพื้นที่เอาไว้ใน “เกตโต” ต่างๆ ถึงขั้นมีการบุกเข้าไปพังเกตโตแต่ละแห่ง จนรัฐบาลเยอรมันต้องยุบเลิกเกตโต และยอมรับให้ชาวยิวเป็นประชากรของประเทศเช่นเดียวกับชาวเยอรมันทั้งหลาย….

แต่แม้นว่าน้ำใจไมตรีเหล่านี้จะทำให้ชาวยิวจำนวนไม่น้อย เกิดการปรับตัวเองจนเกิดความกลมกลืนกับชาวเยอรมันหรือกลายเป็นชาวเยอรมันไปแล้ว แม้กระทั่งชาวยิวอย่าง “ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” ก็ยังพร้อมที่จะเปล่งตะโกนคำขวัญเพื่อการรวมชาติเยอรมันร่วมกับขบวนการ “Burschenshaft” ตั้งแต่ครั้งยังเป็นหนุ่ม แต่สำหรับชาวยิวอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอำนาจครอบคลุมเครือข่ายขบวนการชาวยิวทั้งหลาย กลับดูจะไม่ได้สนใจต่อน้ำใจไมตรีของชาวเยอรมันถึงขนาดที่จะยอมสร้างความกลมกลืนใดๆ กับชาวเยอรมันกันง่ายๆ มิหนำซ้ำอาจจะยังแสดงความเคลื่อนไหวในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากพวกนาซีเยอรมัน นั่นก็คือการหมกมุ่นอยู่กับอุดมการณ์และแนวคิดในอันที่จะหาหนทางทำให้สายเลือดและเผ่าพันธุ์ตัวเองแผ่ขยายอำนาจครอบงำชนชาติอื่นๆ ให้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความแปลกแยกและความหวาดระแวงให้กับชาวเยอรมันก่อนหน้าที่พรรคนาซีจะปรากฏตัวขึ้นมาซะอีก!!! ดังจะเห็นได้จากคำประกาศของผู้นำเยอรมันรายหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแกนหลักในการรวมชาติเยอรมันได้สำเร็จนั่นก็คือคำพูดที่ “ออตโต ฟอน บิสมาร์ค” ได้กล่าวเอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๘๗๖ ถึงอำนาจอิทธิพลของเครือข่ายธุรกิจธนาคารที่อยู่ในมือชาวยิวกลุ่มหนึ่ง ด้วยอาการที่แสดงออกถึงความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อยว่า… “ถ้าหากพวกเขารวมตัวกันอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง…มันก็อาจจะยังไม่อันตรายมากนัก แต่ที่น่าเสียใจก็คือว่า…พวกเขาได้กระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ จนทำให้เครือข่ายอำนาจของเขาสามารถครอบงำโลกทั้งโลกได้…” ??? ??? ???

แต่หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก…ความรู้สึกหวาดระแวงของชาวเยอรมันที่มีต่ออำนาจของชาวยิวในลักษณะเช่นนี้ก็ไม่ได้ถูกจำกัดเอาไว้แต่เฉพาะในหมู่ระดับผู้นำอย่าง “บิสมาร์ค” อีกต่อไปแล้ว…. ท่ามกลางความแหลกยับของประเทศเยอรมันอันเนื่องมาจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๑ ภาพของเครือข่ายธนาคารชาวยิวที่มักจะทำกำไรจำนวนมหาศาลจากสงครามต่างๆ ได้เสมอๆ และสามารถตักตวงผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ให้กับเครือข่ายอำนาจตัวเองในช่วงระหว่างสงครามครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่

ภาพของชาวยิวแห่งขบวนการไซออนนิสต์อย่าง ดร. “เคม ไวซ์-แมน” ที่ได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการจากคำประกาศที่เรียกกันว่า “คำประกาศบาลฟอร์” โดยศัตรูของชาวเยอรมันหรือโดยรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งได้กล่าวถึงคุณูปการอันยิ่งยวดของชาวยิวรายนี้ที่มีต่อกองทัพอังกฤษ ในการเป็นผู้อาสาคิดค้นสูตรดินระเบิดที่ไม่ต้องผลิตจากธาตุอาซีโทน ซึ่งอังกฤษเคยต้องสั่งซื้อจากเยอรมันมาโดยตลอด จนทำกองทัพอังกฤษสามารถพลิกกลับมาเอาชนะกองทัพเยอรมนีได้ โดยแลกกับข้อตอบแทนด้วยการขอให้อังกฤษส่งกำลังเข้าไปคุ้มครองนิคมชาวยิวในปาเลสไตน์และประกาศความเห็นพ้องที่จะให้มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้นมาในพื้นที่แห่งนั้นตามความต้องการของขบวนการไซออนนิสต์…ฯลฯ บรรดาสิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ชาวเยอรมันจำนวนไม่น้อยที่กำลังตกอยู่ในสภาพเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัสจากพิษภัยสงคราม เกิดข้อสรุปง่ายๆ ขึ้นมาทันทีว่า…เพราะยิวนั่นเองที่ทำให้ชาวเยอรมันแพ้สงคราม จนเกิดการแต่งบทเพลงที่มีคำร้องออกมาในทำนองว่าว่า… “เราชาวเยอรมันไม่ได้แพ้สงคราม….แต่เป็นเพราะยิวต่างหากที่หักหลังเรา…” ??? ??? ???

ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่แหละที่ทำให้ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” อดีตช่างทาสีและนายสิบทหารบกกองทัพเยอรมัน ซึ่งได้หันมาเล่นการเมืองและเติบโตขึ้นมาท่ามกลางแนวคิดแบบ “แอนตี้ เซเมติค” อันเป็นอุดมการณ์พื้นฐานของลัทธินาซีอยู่แล้ว ได้คว้าเอาความโกรธและความเกลียดชังเหล่านี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการผงาดขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองจนกลายเป็นผู้นำประเทศเยอรมันในท้ายที่สุด…

สำหรับประวัติความเป็นมาและตัวตนของ “ฮิตเลอร์” ก็คงเป็นที่รับทราบๆ กันไปเยอะแล้ว และคงไม่ต้องเสียเวลามาอธิบายความอะไรให้มากมายนัก สรุปคร่าวๆ ว่าวิถีชีวิตแต่แรกเริ่มเดิมทีของ “ฮิตเลอร์” นั้น อาจารย์ “คึกฤทธิ์ ปราโมช” ท่านได้ให้คำจำกัดความเอาไว้สั้นๆ แต่น่าจะเรียกได้ว่ากินความได้ครอบคลุมและชัดเจนที่สุดนั่นก็คือเป็นชีวิตที่ไม่ต่างอะไรไปจาก “ของที่ถูกทิ้งเอาไว้ในถังขยะ” นับย้อนหลังไปตั้งแต่รุ่นพ่อของ “ฮิตเลอร์” ที่มีชื่อเรียกกันว่า ”อลออิส ชิคเคิลกรูเบอร์” (Alois Shicklgruber) นั้น…ก็เรียกว่าเละเป็นถังขยะกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว คือว่ากันว่าเป็นเด็กที่เกิดมาโดยไม่มีโอกาสรู้เลยว่าพ่อของตัวเองเป็นใคร???

แม่ของ “อลออิส” ที่มีชื่อว่า “มาเรีย อันนา ชิคเคิลกรูเบอร์” หรือย่าของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” นั้น…ว่ากันว่าเป็นหญิงรับใช้ที่จู่ๆ ก็ตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่ยอมบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้องกันแน่ ซึ่งในเรื่องนี้…พวกที่มีอคติกับชาวยิวได้พยายามโยงไปถึงขั้นว่า โดยประวัติของ “มาเรีย” นั้นก่อนที่จะกลับมาคลอดลูกที่บ้านเกิดในเยอรมัน ได้เคยเป็นหญิงรับใช้อยู่ในคฤหาสน์ของ “บารอนตระกูลรอทไชลด์” ในกรุงเวียนนามาก่อน และพยายามนำเอาการตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าใครเป็นสามีของย่าหรือเป็นปู่ของฮิตเลอร์นี่แหละ มาใช้เป็นตัวอธิบายความเกลียดชังที่ฮิตเลอร์มีต่อชาวยิว ไล่มาตั้งแต่ความยับเยินในชีวิตของย่า ของพ่อ มาจนถึงตัวฮิตเลอร์กันจนได้…ซึ่งเรื่องนี้ว่าไปแล้วคงจะไปหาข้อพิสูจน์อะไรไม่ได้ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม…

แต่ถึงกระนั้นก็ตามสิ่งที่พอสรุปได้แน่ชัดก็คือว่า…ไม่ว่าตั้งแต่พ่อของฮิตเลอร์มาจนถึงตัวฮิตเลอร์เอง ก็คงมีชีวิตที่สับสนวุ่นวายจากประวัติอันดำมืดของครอบครัวตัวเองมาด้วยกันทั้งสิ้น พ่อของฮิตเลอร์นั้นดูจะใช้ชีวิตอย่างไม่ได้เป็นปกติสุขมากนัก ชีวิตครอบครัวค่อนข้างสับสนวุ่นวาย มีภรรยาถึง ๓ คน และแม่ของฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นภรรยาคนที่ ๓ นั้น ก็ว่ากันว่ามีอายุคราวลูกหรือมีอายุน้อยกว่าพ่อฮิตเลอร์ถึง ๒๐ กว่าปี…ตัวฮิตเลอร์เองเมื่อเติบโตขึ้นมาก็แทบไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นฐาน หรือมีประวัติความโดดเด่นใดๆ พอที่จะทำให้ตัวเองเกิดความมั่นอก-มั่นใจในตัวตนของตนขึ้นมาได้เลย มีแต่ความล้มเหลวจากความหวังตั้งใจที่จะเป็นศิลปินแต่ต้องกลายมาเป็นช่างทาสี การหันไปรับใช้ชาติด้วยการสมัครเป็นทหารในกองทัพ ก็เป็นได้แค่ทหารชั้นผู้น้อยที่ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายมิหนำซ้ำกองทัพของตัวเองก็ยังล้มเหลวตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ยับเยิน….

วิถีชีวิตอันเต็มไปด้วยความสับสน ล้มเหลว ไร้อัตลักษณ์ในความเป็นตัวตนของตนมาตั้งแต่แรกของ “ฮิตเลอร์” นั้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงเขาถึงได้เกิดความยึดมั่น-ศรัทธากับแนวคิดในเรื่องความเป็น “สายเลือดอารยัน” อันเป็นอุดมการณ์พื้นฐานของลัทธินาซีกันอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะนอกจากมันจะช่วยทำให้เกิดความมั่นอก-มั่นใจต่อตัวตนของตน หรือเกิดความรู้สึกถึงความสำคัญของตัวเองขึ้นมาบ้าง ในฐานะที่เป็นชาวเยอรมันคนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มันยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นและเกลี้ยกล่อมชาวเยอรมันที่กำลังเต็มไปด้วยความสับสนล้มเหลว และแทบไม่หลงเหลือความมั่นใจใดๆ อีกแล้วในความเป็นชาติ หลังจากต้องประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือกำลังมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากวิถีชีวิตที่ “ฮิตเลอร์” ได้เคยประสบมาโดยตลอดนั่นเอง…และภายใต้การนำเอาแนวคิดอุดมการณ์ชาตินิยมแบบนาซีที่แฝงไปด้วยอัตตา ความก้าวร้าว ความเกลียดชังอันรุนแรงเช่นนี้มาใช้ปลุกเร้าชาวเยอรมันกันอย่างจริงๆ จังๆ มันสามารถทำให้ชาวเยอรมันที่กำลังเซื่องๆ ซึมๆ ฟื้นคืนกลับมาสู้ความฮึกเหิม อหังการ และโหดร้ายอำมหิตไม่ต่างไปจากสัตว์ป่าได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างแทบไม่น่าเชื่อ…

ในการพลิกฟื้นพลังของชาวเยอรมันขึ้นมาใหม่โดย “ฮิตเลอร์” นั้น นอกจากจะนำไปสู่การฉีก “สนธิสัญญาแวร์-ซายล์” ซึ่งเปิดโอกาสผู้ที่เป็นฝ่ายชนะชาวเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เอารัดเอาเปรียบชาวเยอรมันกันอย่างหนักหนาสาหัส ปราบปรามเล่นงาน “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ที่กำลังฉวยโอกาสจากความปั่นป่วนของสภาพสังคมเยอรมันสร้างความเติบโตขึ้นมาในขณะนั้น “ฮิตเลอร์” ก็ยังได้มุ่งเป้าไปสู่บรรดา “ชาวยิว” กันมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าการออกกฎหมายจำกัดสิทธิ์ทางการเมืองของคนที่มีสายเลือดเป็นยิว ทันทีที่พรรคนาซีได้ครองอำนาจในเยอรมันอย่างเบ็ดเสร็จ ตามมาด้วยกฎหมายห้ามคนยิวประกอบอาชีพธุรกิจในแต่ละชนิด ไปจนถึงยึดทรัพย์ชาวยิว ส่งชาวยิวไปเป็นนักโทษในค่ายกักกัน และลงท้ายด้วยการสังหารหมู่ชาวยิวในระดับการฆ่าแบบล้างเผ่าพันธุ์อย่างเหี้ยมโหด อำมหิต ในระดับที่มนุษย์โดยปกติไม่น่าจะกระทำต่อกันและกันได้ถึงขั้นนั้น….!!!

ภายใต้ความพยายามนำพา “เผ่าพันธุ์อันเหมาะสม” ไปสู่การปกครองดูแลโลก…พร้อมๆ กับทำลาย “เผ่าพันธุ์ที่ไม่เหมาะสม” ลงไปตามกฎเกณฑ์แห่งกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติ กองทัพเยอรมันได้เริ่มต้นเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นมาในเช้าของวันที่ ๑ กันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๓๙ ด้วยการบุกเข้าไปในประเทศโปแลนด์ ก่อนที่จะขยายขอบเขตสงครามลุกลามไปทั่วทั้งยุโรป ดึงผู้คนทั่วทั้งโลกเข้าสู่สมรภูมิสงครามเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึงกว่า ๕ ปี…จนกระทั่งท้ายที่สุด…สงครามก็สิ้นสุดเมื่อชนชาติที่ถูกทำให้เชื่อว่าตัวเองมีความสูงส่งกว่าชนชาติใดๆ ในโลกอย่างชาวเยอรมัน ต้องยอมรับสภาพความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงอีกคำรบหนึ่ง ในปี ค.ศ.๑๙๔๕ ….

แต่เพียงแค่ช่วงระยะเวลาประมาณกว่า ๕ ปีเท่านั้น มันได้ก่อให้เกิดการทำลายล้างผลาญมวลมนุษยชาติลงไปเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านคน ผู้ที่เป็นทหารต้องสังเวยชีวิตลงไปในสมรภูมิต่างๆ ไม่น้อยกว่า ๑๗ ล้านคน พลเรือนอีกไม่น้อยกว่า ๑๘ ล้านคนตายเพราะการทิ้งระเบิดและการปะทะของคู่สงครามในแต่ละพื้นที่ และผู้ที่ตายในที่คุมขังหรือถูกสังหารหมู่ด้วยฝีมือของทหารนาซีเยอรมันอีกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านคนซึ่งในจำนวนนั้นว่ากันว่าเป็นชาวยิวถึง ๕ ล้านคน สำหรับชาวเยอรมันที่ถูกถือว่าเป็นผู้จุดชนวนสงครามครั้งนี้ให้ระเบิดขึ้นมานั้น สูญเสียชีวิตทหารไปไม่น้อยกว่า ๓ ล้านคน ชีวิตพลเรือนอีกกว่า ๓ ล้านคน อาคารบ้านเรือนพังพินาศไปกว่า ๗ ล้านหลัง และต้องทุ่มเทเงินทองในการสร้างความพังพินาศฉิบหายให้กับตัวเองและผู้อื่นกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย…!!! !!! !!!



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter