ออกแบบเพื่อคนอีก 90 เปอร์เซ็นต์
“ดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ในโลกทุ่มเททำงานเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้กับลูกค้าเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่รวยที่สุดในโลก วงการออกแบบจะต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ เพื่อให้คนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ ได้”
ดร.พอล โพแล็ค (Paul Polak), มูลนิธิ International Development Enterprises
แนวคิดการประกันพืชผลบนดัชนีอากาศที่นำมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์นี้ตอนที่แล้วอาจทำให้ท่านผู้อ่านสนใจอยากทราบว่า โลกเรามีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ อื่นใดอีกหรือไม่ ที่ออกแบบมาช่วยเหลือผู้ยากไร้ในโลกด้วยวิธีพื้นๆ ที่เข้าใจง่ายกว่านวัตกรรมทางการเงินที่จับต้องไม่ได้ ?
คำตอบอันน่ายินดีคือ ปัจจุบันมีนักออกแบบเปี่ยมจิตสาธารณะจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก ดีไซเนอร์ และวิศวกร ผู้เป็นกังวลเกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชากรส่วนใหญ่ในโลก และหลายคนในจำนวนนั้นก็กำลังใช้ทักษะของพวกเขาในการบรรเทาทุกข์ของผู้ยากไร้เหล่านั้น นักออกแบบบางคนเลือกเจียดเวลาว่างไปทำงานอาสาสมัครให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น Architecture for Humanity (สถาปัตยกรรม เพื่อมนุษยชาติ, http://www.architectureforhumanity.org/) หรือ Engineers without Borders (วิศวกรไร้พรมแดน, http://www.ewb-international .org/) ในขณะที่นักออกแบบอีกหลายคนก็เลือกที่จะทำงานเต็มเวลาให้กับองค์กรด้านมนุษยธรรมหรือองค์กรที่ใช้แนวคิด “การออกแบบที่ยั่งยืน” (sustainable design เช่น ใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงาน)
พิพิธภัณฑ์คูเปอร์-ฮูวิธ (Cooper-Hewitt Design Museum) พิพิธภัณฑ์ออกแบบอันโด่งดังในมหานครนิวยอร์ก ได้รวบรวมงานออกแบบเพื่อผู้ยากไร้จากทั่วโลกมาให้เราได้ชื่นชม ในรูปงานนิทรรศการชื่อ “Design for the Other 90%” (ออกแบบเพื่อคนอีก 90 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจัดแสดงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2550 เว็บไซต์ของนิทรรศการ (http://other. cooperhewitt.org/) อธิบายเบื้องหลังและ “จุดร่วม” ของงานที่แสดงในนิทรรศการนี้ไว้อย่างรวบรัดและได้ใจความดังต่อไปนี้ :
“ประชากรโลกจำนวนกว่า 5.8 พันล้านคน หรือ 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกทั้งหมด 6.5 พันล้านคน แทบไม่มีโอกาสได้ใช้สินค้าและบริการต่างๆ ที่พวกเราหลายคนใช้เป็นปกติ และในจำนวนนี้ ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลกไม่มีอาหารทานทุกมื้อ ไม่มีน้ำสะอาดใช้ทุกวัน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง “Design for the Other 90%” เปิดโอกาสให้ท่านสำรวจความเคลื่อนไหวในแวดวงนักออกแบบที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ที่จะออกแบบสินค้าและบริการราคาถูกให้กับ “คนอีก 90 เปอร์เซ็นต์” นักออกแบบทั้งในระดับปัจเจกชนและองค์กร กำลังใช้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ในการคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของผู้ยากไร้และคนชายขอบในโลก ทั้งในแง่การประทังชีวิต และการเสริมสร้างความมั่นคงในชีวิต
ดีไซเนอร์ วิศวกร นักเรียนนักศึกษา อาจารย์ สถาปนิก และผู้ประกอบการเพื่อสังคม (social entrepreneurs) จากทั่วทุกมุมโลกกำลังประดิษฐ์วิธีใหม่ๆ ที่คุ้มค่าเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร น้ำสะอาด พลังงาน การศึกษา สุขอนามัย ตลอดจนกิจกรรมเพิ่มรายได้และการขนส่งมวลชนราคาถูก สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการสิ่งเหล่านี้ที่สุด นอกจากนี้ โครงการจำนวนมากก็กำลังตอบสนองต่อความต้องการของผู้ยากไร้ที่ถูกละเลยในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา
นวัตกรรมด้านการออกแบบส่วนใหญ่ที่ท่านจะได้รับชมในนิทรรศการนี้ ซึ่งผูกโยงกับประเด็นด้านสังคมและเศรษฐกิจมากมาย ล้วนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจแบบยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเอาเปรียบ แต่ช่วยเหลือประเทศยากจนจริงๆ อีกทั้งยังมีผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน ยกระดับสุขภาพของประชาชนทุกระดับ และช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา
เสียงของนักออกแบบเหล่านี้เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร และพวกเขาก็มีมุมมองอันหลากหลายเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดที่จะรับมือกับความท้าทาย เหล่านี้ งานแต่ละชิ้นในนิทรรศการนี้เล่าเรื่องให้เราฟัง และเปรียบเสมือนหน้าต่างที่ช่วยให้เราติดตามวงการที่กำลังเติบโต ท้ายที่สุด นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นว่า งานดีไซน์สามารถเป็นพลังที่มีพลวัตสูงในการช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน ทั้งในบ้านตัวเองและในประเทศทั่วโลก”
นอกจากงานออกแบบกว่า 30 ชิ้น ที่ได้รับการคัดเลือกให้แสดงใน Design for the Other 90% จะตรงต่อความต้องการของผู้ยากไร้ในโลกแล้ว ยังเป็นงานที่น่าทึ่งและน่าประทับใจในแง่ที่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น กล่าวคือ มีต้นทุนต่ำ ใช้ง่าย และบำรุงรักษาง่าย ทั้งๆ ที่อาจใช้ประโยชน์จากงานค้นคว้าวิจัยล่าสุด
ยกตัวอย่างเช่น หลอดดื่มน้ำแบบพกพาชื่อ LifeStraw (http://www.lifestraw.com/) ซึ่งผลิตโดยบริษัท Vestergaard Frandsen จากเดนมาร์ก สามารถกรองน้ำสกปรกซึ่งเป็นที่อาศัยของเชื้อโรคอหิวาต์ ไข้รากสาด ฯลฯ ให้กลายเป็นน้ำสะอาดได้ ในสนนราคาไม่ถึง 3 เหรียญสหรัฐ ด้วยการใช้ส่วนผสมของแผ่นกรอง เม็ดเคลือบสารไอโอดีน และ active carbon สำหรับผู้ที่ต้องการกรองน้ำใช้ในบ้าน ผลิตภัณฑ์ “เครื่องกรองน้ำเซรามิก” (ceramic water filter) ซึ่งคิดค้นโดยนักเคมี ชาวกัวเตมาลานาม ดร.เฟอร์นานโด มาซาเรกอส (Dr. Fernando Mazareigos) และผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วโลกโดยองค์กรการกุศลชื่อ Potters for Peace (http://www.pottersforpeace.org/) ก็มีราคาสูงกว่าหลอด LifeStraw ไม่มาก คือเครื่องละ 7-12 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้เครื่องกรองน้ำนี้แล้วกว่า 500,000 คน ใน 14 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย
งานออกแบบหลายชิ้นมีความเรียบง่ายแต่ทำประโยชน์มหาศาล เช่น ถัง Q-Drum (http://www.qdrum.co.za/) ราคา 38 เหรียญสหรัฐ สร้างจากโพลีเอทิลีน (พลาสติกสังเคราะห์น้ำหนักเบา) มีรูตรงกลางไว้สำหรับร้อยเชือกลาก จุน้ำได้ถึง 75 ลิตร ถูกออกแบบมาให้ขนถ่ายน้ำอย่างสะดวกสบายด้วยการลากถังไปตามถนน ดีกว่าภาชนะบรรจุน้ำดั้งเดิมที่จุน้ำได้น้อยกว่า แถมยังต้องแบกไว้บนบ่าหรือทูนไว้บนหัว ปัจจุบันมีผู้ใช้ถัง Q-Drum นับแสนคนใน 10 ประเทศแอฟริกา ทวีปซึ่งมีประชากรกว่า 900 ล้านคน เป็น “ตลาด” ขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสินค้าในประเทศพัฒนาแล้วเคยมองข้ามมาตลอด แต่กำลังถูกเปิดหูเปิดตาด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมหาศาลอยู่ห่างเพียงชั่วเมาส์คลิกเท่านั้น
งานออกแบบในนิทรรศการบางชิ้นไม่ได้เป็นผลงานของบริษัทที่แสวงหากำไรหรือองค์กรการกุศลเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นผลผลิตของความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นรูปแบบการช่วยสังคมแบบใหม่ล่าสุดในยุคโลกาภิวัตน์ที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น แบบบ้านชั่วคราวชื่อ Global Village Shelters (http://www.gvshelters.com/) เป็นงานออกแบบของบริษัทสถาปนิก Ferrara Design Inc. ร่วมกับองค์กรการกุศลชื่อ Architecture for Humanity ซึ่งจัดหาสปอนเซอร์ให้กับสถาปนิกผู้มีจิตสาธารณะทั่วโลก
“บ้านพร้อมอยู่” ชนิดนี้ถูกออกแบบให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวสำหรับผู้สูญเสียที่อยู่จากภัยธรรมชาติ ระหว่างที่รอบ้านถาวรแห่งใหม่ บ้าน Global Village Shelter มีราคา 550 เหรียญสหรัฐต่อหลัง ประกอบเป็นบ้านได้ภายในไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ อยู่ได้นานถึง 18 เดือน และสร้างจากวัสดุที่ย่อยสลายตามธรรมชาติ (bio-degradable) ได้ทั้งหมด เช่น ไม้อัด ปัจจุบันนำไปใช้จริงแล้วสำหรับผู้ประสบภัยจากพายุหมุนในแคนาดาและสหรัฐอเมริกาผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวในปากีสถาน และผู้ประสบภัยจากสึนามิในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกเหนือจากดีไซเนอร์ที่มุ่งให้การช่วยเหลือขั้นพื้นฐานแก่ผู้ยากไร้ ดีไซเนอร์จิตสาธารณะอีกจำนวนมากก็กำลังมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา โดยเฉพาะศักยภาพในการก่อร่างสร้างตัวในฐานะผู้ประกอบการรายย่อย หรือปรับปรุงประสิทธิภาพในการประกอบกิจการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น จักรยาน Big Boda สามารถใช้บรรทุกของที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมหรือผู้โดยสารสองคน ปัจจุบันใช้เป็นพาหนะในการประกอบกิจการ (เช่น ขนพืชผักไปขายที่ตลาด หรือเป็นแท็กซี่คนยาก) ของผู้ยากไร้ในเคนยาและอูกันดา จักรยานนี้ออกแบบโดย เครือข่ายนักออกแบบจักรยานชื่อ WorldBike (http://www.worldbike.org/) ร่วมกับองค์กรการกุศล KickStart (http://www.kickstart.org/) ซึ่งมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับคนจน ผลงานของ KickStart อีกสามชิ้นที่ได้รับเลือกให้แสดงในนิทรรศการนี้ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ “MoneyMaker” ที่กำลังขายดีในกลุ่มประเทศแอฟริกา ได้แก่ เครื่องปั๊มอิฐดิน MoneyMaker Block Press (ราคา 350 เหรียญสหรัฐ) ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยผลิตอิฐดินได้ถึงวันละ 800 ก้อน จากดินผสมซีเมนต์ ในขณะที่ปั๊มน้ำรุ่น MoneyMaker Hip Pump (34 เหรียญสหรัฐ) และ Super MoneyMaker Pump (88 เหรียญสหรัฐ) ก็ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสร้างระบบชลประทานที่ให้น้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกได้ตลอดปี ทำให้สามารถยกฐานะจากการเพาะปลูกแบบพออยู่พอกิน ไปเป็นธุรกิจการเกษตรขนาดย่อมได้
KickStart ขายสินค้ายี่ห้อ MoneyMaker ในร้านค้าปลีกกว่า 500 แห่ง และคำนวณว่าสินค้ายี่ห้อนี้มีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ประชาชาติ (GDP) ของเคนยากว่า 0.06 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จส่วนหนึ่งของ KickStart มาจากความสามารถของผู้ก่อตั้งคือ มาร์ติน ฟิชเชอร์ (Martin Fisher) บัณฑิตปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้นำประสบการณ์กว่า 17 ปีที่คลุกคลีกับผู้ยากไร้ในแอฟริกามาใช้ในการดำเนินกิจการของ KickStart
หากมองในแง่ธุรกิจ การออกแบบสินค้าและบริการเพื่อผู้ยากไร้ดูจะเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเป็นตลาดที่ลูกค้ามีกำลังซื้อต่ำมาก ประกอบกับประเทศกำลังพัฒนามักขาดแคลนสาธารณูปโภค ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถตั้งโรงงานผลิตสินค้าภายในประเทศ และไม่สามารถกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความท้าทายเหล่านี้แปลว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการเพื่อคนจนจะทำกำไรได้ แต่ความสำเร็จของ KickStart และองค์กรลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่ง เช่น บริษัท Solar Electric Light Company (SELCO ขายเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในประเทศกำลังพัฒนา) ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความสำเร็จในธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ผู้ดำเนินธุรกิจเพื่อคนจนต้องอาศัยความอดทน และบางครั้งก็อาจต้องเริ่มกิจการในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไรก่อน เพื่อขอเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเงินทุนก้อนแรก ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็นธุรกิจเพื่อคนจนเต็มรูปแบบเมื่อธุรกิจเริ่มมีกำไร
นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านการออกแบบชั้นนำของโลกแล้ว พิพิธภัณฑ์คูเปอร์-ฮูวิธยังมีความเหมาะสมที่จะเป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการในครั้งนี้ด้วยเหตุผลอีกข้อหนึ่งซึ่งน่าประทับใจยิ่งกว่า นั่นคือ ตึกที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นคฤหาสน์ของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ผู้เป็น “เศรษฐีใจบุญ” คนแรกๆ ของโลก หลังจากที่เขาบริจาคทรัพย์สมบัติแทบทั้งหมดที่ได้จากธุรกิจรถไฟและเหล็กกล้า ให้กับโรงเรียนและห้องสมุดหลายแห่ง นิทรรศการนี้นับเป็นครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์คูเปอร์-ฮูวิธ จัดแสดงงานออกแบบด้านมนุษยธรรม (humanitarian design) สมดังเจตนารมณ์ของคาร์เนกี้
เราคงต้องขอบคุณกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่ช่วยให้ความเดือดร้อนของผู้ยากไร้กลายเป็นข้อมูลไร้พรมแดน ช่วยกระตุ้นให้นักออกแบบผู้มีจิตสาธารณะทั่วโลกหันมาทุ่มเทความรู้ความสามารถให้กับการช่วยเหลือพวกเขา ช่วยกระตุ้นให้นักธุรกิจเพื่อสังคมมองเห็นศักยภาพของตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่เคยถูกมองข้ามมาตลอด ช่วยกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ดังอย่างคูเปอร์-ฮูวิธ จัดนิทรรศการเพื่อชื่นชมและส่งเสริมผลงานของพวกเขา และช่วยให้ผู้เขียน ประชาชนคนธรรมดาๆ ในอีกซีกโลก ได้รับทราบข่าวชิ้นนี้ทันเวลาที่จะมาเขียนคอลัมน์ชื่นชมอีกทอด ก่อนที่งานนิทรรศการจะสิ้นสุดลง
งาน Design for the Other 90% ทำให้น่าคิดว่า ถ้าแม้แต่สินค้าและบริการที่ผลิตสำหรับคนยากจนจริงๆ ยังทำกำไรได้ เหตุใดบริษัทจำนวนมากในประเทศที่มี “รายได้ระดับกลาง” (middle income) อย่างประเทศไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยากจนข้นแค้นขนาดนั้นมานานแล้ว จะผลิตสินค้าและบริการเพื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศตัวเองบ้างไม่ได้ แทนที่จะเน้นการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปขายในประเทศพัฒนาแล้วเหมือนที่ผ่านมา ?
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกเชื่อมโยงเป็นตลาดเดียวกันโดยพฤตินัย นักลงทุนกระเป๋าหนักที่ชอบเก็งกำไรสามารถเคลื่อนย้ายเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐได้ภายในชั่วพริบตา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไม่จำเป็นต้องสะท้อนภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจอีกต่อไป และค่าเงินบาทเกิดความผันผวนง่ายและยากต่อการคาดคะเน ผู้ส่งออกทั้งหลายน่าจะหันมาสนใจตลาดภายในประเทศให้มากกว่าเดิม
เพราะในระยะยาว คงไม่มีประเทศใดในโลกที่พัฒนาอย่างยั่งยืนได้จริงโดยปราศจากเศรษฐกิจภายในที่แข็งแกร่ง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อของประชาชนในประเทศเป็นหลัก
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 2550



