ยิวกับเยอรมัน เหรียญที่มีสองด้าน
ในระหว่างที่ชาวอังกฤษได้ขยายจักรวรรดิเข้าไปครอบครองอาณาจักรอันเก่าแก่ในอินเดีย ให้เป็นอาณานิคมของตัวเองมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๑๘ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษรายหนึ่งชื่อนาย “ฮุสตัน สจ๊วร์ต แชมเบอร์เลน” ได้สร้างความชอบธรรมให้กับการยึดครองอินเดียของชาวอังกฤษได้ไม่น้อย เมื่อมีการนำเอาทฤษฏีความเชื่อมโยงทางภาษา ระหว่างชาวอารยันกับชาวยุโรปมาใช้เป็นข้อสรุปว่า แท้ที่จริงแล้วชาวอังกฤษก็คือเชื้อสายของเผ่าพันธุ์อารยันดั้งเดิมที่เคยบุกเข้าไปครอบครองอินเดียมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลนานมาแล้ว ด้วยการโยงใยกลับไปสู่อดีตอันไกลโพ้นว่าเดิมทีนั้น…ชาวอารยันนั้นก็คือชนเผ่าที่รวมตัวอาศัยอยู่ในทุ่งราบเสต็ป หรือในพื้นที่แถบเอเชียกลาง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเป็นสายๆ สายหนึ่งพุ่งขึ้นไปสู่ที่ราบสูงอิหร่านจนกลายเป็นชาวเปอร์เซีย ก่อนที่จะข้ามแม่น้ำสินธุเข้าไปครองครองอินเดียในเวลาต่อมา ส่วนอีกสายนั้นแยกย้ายเข้าไปสู่ยุโรปจนส่วนหนึ่งได้กลายเป็นฝรั่งชาวอังกฤษในเวลาต่อมา และแม้นว่าจะมีลักษณะอาการเป็นพวก “ป่าเถื่อน” หรือเป็น “อนารยชน” มานับเป็นพันๆ ปี แต่สุดท้ายก็ด้วยความสูงส่งของความเป็น ”สายเลือดอารยัน” ที่แฝงอยู่ในตัวตนของชาวอังกฤษนี่แหละ ที่ทำให้สามารถกลับเข้าไปครอบครองยึดแผ่นดินอินเดียได้อีกครั้งในยุคแห่งการล่าอาณานิคม…???
การที่ชาวยุโรปพยายามนำเอาประวัติศาสตร์มาผูกโยงปะติดปะต่อกันในลักษณะเช่นนี้ ได้ถูกนักประวัติศาสตร์อิหร่านยุคใหม่ๆ อย่างเช่น “เอ็ม. ซาเด็ค นาซมี-อัฟชาร์” แห่งสถาบัน “Iran Chamber Socity” ชี้ให้เห็นถึงความ “มั่ว” ของพวกฝรั่งเอาไว้ชัดเจนในหลายต่อหลายกรณี เช่น การไล่เรียงให้เห็นว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว บรรดาชนชาติดั้งเดิมทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในทุ่งราบเสต็ป หรือในพื้นที่เอเชียกลาง ไม่ว่าที่ถูกเรียกชื่อว่า เผ่า Saka เผ่า Masgets (เฮโร-โดตัส เรียกว่า-มาซเกตาย) เผ่า Touran เผ่า Turkish เผ่า Sougd เผ่า Kuarazm…ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีเผ่าพันธุ์ใดๆ เลยที่สามารถแสดงให้เห็นแม้แต่น้อยถึงความเชื่อมโยงกับเผ่าพันธุ์อารยัน และยังมีการชี้ให้เห็นถึงบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกหลายต่อหลายอย่าง ที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าชาวอารยันนั้นแท้จริงแล้วเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีจุดเริ่มต้นอยู่บริเวณที่ราบสูงอิหร่านเป็นเวลานับหมื่นๆ ปีมาแล้ว ไม่ได้อพยพมาจากเอเชียกลางหรือทุ่งราบเสต็ปแต่อย่างใดเลย…จนทำให้น่าเชื่อว่าความพยายามสร้างทฤษฏีประวัติศาสตร์ให้เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างชาวยุโรปกับชาวอารยันนั้น… แท้ที่จริงแล้วก็เป็นแค่เพียงความพยายามนำเอาประวัติศาสตร์มารับใช้อุดมการณ์ทางการเมือง เพื่อหาทางสร้างความสูงส่งในความเป็นชนชาติเผ่าพันธุ์ของบรรดาฝรั่งทั้งหลายนั่นเอง…
อย่างไรก็แล้วแต่…ไม่ว่าทฤษฏีที่ว่านี้มันจะมีเค้าโครงความจริงปะปนอยู่หรือไม่? เพียงใด? ก็ตาม แต่การที่ทฤษฏีประวัติศาสตร์เช่นนี้มันสามารถสนองตอบต่อ “อัตตา” ในทางชนชาติของฝรั่งแต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่าได้ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ความเชื่อในทฤษฏีดังกล่าว จึงถูกนำไปเผยแพร่จนแพร่หลายในหมู่ฝรั่งแต่ละชาติอย่างกว้างขวางในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ และต้นศตวรรษที่ ๒๐ กันอย่างเป็นระบบ…
ในอเมริกา อดีตลูกหลานชนชั้นสูงในรัสเซียรายหนึ่งชื่อว่านาง “เฮเลนา บลาวาตสกี้” ซึ่งอพยพเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาช่วงปี ค.ศ. ๑๘๗๕ และได้สร้างชื่อเสียงให้กลายเป็นที่ยอมรับด้วยการนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์มาปะติดปะต่อ รวมกับการอ้างถึงความสามารถในการหยั่งรู้ในด้านจิต หรือญาณทัศนะ (Theosophy) ก็ได้อาศัยแนวคิดทฤษฏีในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชาวยุโรปกับชาวอารยันนี่แหละ มาขยายความจนกลายเป็นการกระตุ้นลัทธิเหยียดผิวให้รุนแรงยิ่งขึ้นในหมู่ชาวอเมริกันผิวขาวที่อพยพมาจากยุโรป นาง “บลาวาตสกี้” นั้น ไปไกลถึงขั้นตั้งสมมุติฐานว่าชนชาติอารยันนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือผู้ที่ได้ก่อตั้งอาณาจักร “แอตแลนติส” หรืออาณาจักรอันเคยมีอารยธรรมสูงสุดในโลกที่นักปรัชญาอย่างเพลโตยังเคยกล่าวถึงไว้ตั้งแต่ยุคกรีกโน่นเลย และหลังจากที่อาณาจักรแอตแลนติสได้ล่มสลายลงไปด้วยภัยธรรมชาติแล้ว ชาวแอตแลนติสที่หลงเหลือและกระจัดกระจายอยู่ในเอเชียกลาง ธิเบต แอฟริกาใต้ และอียิปต์โบราณ ก็ได้เกิดการผสมผสานกับบรรดาเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อย ไร้อารยธรรมในพื้นที่ต่างๆ เช่นเผ่าพันธุ์ “เซมิติค” หรือเผ่าพันธุ์พื้นเมืองบางเผ่าพันธุ์ที่มีลักษณะออกไปในทาง “กึ่งคน-กึ่งสัตว์” (Semi-Animal creature) จนต้องสูญเสียความเป็นสายเลือดอารยันบริสุทธิ์ลงไปไม่น้อย ยกเว้นบรรดาผู้ที่อพยพจากเอเชียกลางเข้ามาสู่ยุโรป อันได้แก่บรรดาฝรั่งผิวขาวทั้งหลายเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลือความเป็นสายเลือดอารยันบริสุทธิ์เอาไว้ได้มากที่สุด??? ??? ???
ถึงแม้นว่าการตั้งทฤษฏีหรือข้อสมมุติฐานเหล่านี้ จะแสดงให้เห็นถึงอาการโม้ อาการพล่าม และอาการมั่วกันอย่างถึงที่สุดก็ตามที…แต่มันก็เป็นสิ่งที่เข้ากันได้ดีที่สุดกับ “อัตตา” ของผู้ที่พยายามหาทางลบปมด้อยต่างๆ ออกไปจากความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง และพยายามสร้างปมเด่นขึ้นมาแทนที่ เพื่ออธิบายความชอบธรรมในการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นชนชาติเผ่าพันธุ์เดียวกันกับตนเอง… ด้วยเหตุนี้มันจึงได้รับการขานรับจากฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่ต่างก็พยายามแข่งขันแย่งชิงความยิ่งใหญ่กันอยู่ในขณะนั้น และเมื่อกระแสความคิดเหล่านี้หลั่งไหลเข้าไปสู่ชนชาติเยอรมันที่มักจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากพวกฝรั่งด้วยกันเองว่าออกไปทางทึ่มๆ โง่ๆ หรือเป็นฝรั่งที่เชยซ์ซ์ซ์กันมาโดยตลอด…มันก็ยิ่งถูกหยิบไปใช้ประโยชน์กันอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังมากยิ่งขึ้นเท่านั้น…!!!
ภายใต้กระแสความคิดทฤษฏี ว่าด้วยความเกี่ยวโยงกันระหว่างฝรั่งชาวยุโรปกับชนชาติอารยันกำลังที่เป็นที่ฮือฮาไปทั่วทั้งยุโรปตลอดไปจนถึงอเมริกา…นักประวัติศาสตร์เยอรมันอย่างนาย “อัลเฟรด โรเซ็นเบอร์ก” ก็ได้พยายามขุดค้นอดีตดั้งเดิมของชาวยุโรปด้วยการเผยแพร่เอกสารข้อมูลไว้ในหนังสือเรื่อง “Race and Race History” ว่าบรรดาชาวยุโรปที่เป็นอารยันทั้งหลายนั้น อันที่จริงแล้วมีที่มาจากชนเผ่าหลักๆ อันได้แก่ เผ่าโกทธส์ (Goths) และ แวนดัลส์(Vandals) ซึ่งทั้งสองชนเผ่านี้เดิมทีต่างก็มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณที่เรียกว่า “Volkerwanderung” ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนีนั่นเอง… ด้วยเหตุนี้บรรดาชาวเยอรมันที่ปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ตั้งแต่ดั้งเดิมจึงย่อมเป็น “สายเลือดอารยันบริสุทธิ์” ยิ่งกว่าฝรั่งรายอื่นๆ…
แม้นว่าแนวความคิดเช่นนี้จะไม่ได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในหมู่ชาวเยอรมันช่วงแรกๆ จนบรรดาผู้ที่หลงใหลคลั่งไคล้ในความคิดเหล่านี้ต้องประสบความล้มเหลวอย่างน่าอเนจอนาถ ในความพยายามสร้างนิคมชาวอารยันบริสุทธิ์ขึ้นมาในอเมริกาใต้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถรักษาสายเลือดเผ่าพันธุ์ ”อารยันบริสุทธิ์” ไม่ให้ปะปนกับสายเลือดอื่นๆ…แต่ในช่วงระยะต่อมา…ภายใต้สภาพที่ชาวเยอรมันกำลังถูกกดดัน ถูกเล่นงานอย่างหนักหนาสาหัสจากความพ่ายแพ้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ การหยิบยกเอา “อัตตา” ในลักษณะเช่นนี้มาใช้ปลุกปลอบจิตใจชาวเยอรมันโดยพรรคนาซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกอธิบายผ่านคำพูดอันดุเดือด เร้าใจของคนอย่าง
“อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็ดูจะทำให้เกิดความคึกคัก ฮึกเหิมขึ้นมาในหมู่ชาวเยอรมันได้ไม่น้อย…
จนในท้ายที่สุดมันก็ได้กลายไปเป็นอุดมการณ์ของชาวเยอรมัน ถึงขั้นที่พยายามปลูกฝังกันลงไปในระดับลึกๆหรือในระดับยุวชนนาซีทั้งหลายถึงความสูงส่งของความเป็นชาวเยอรมัน และความเป็นสายเลือดอารยันบริสุทธิ์ และเพื่อที่จะรักษาความสูงส่งของเผ่าพันธุ์อารยันในหมู่ชาวเยอรมันเอาไว้ให้เข้มข้นต่อไป จึงต้องหาทางป้องกันไม่ให้สายเลือดของตัวเองต้องปะปนไปกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาว “เซมิติค” หรือบรรดาชาวยิวทั้งหลาย ที่กระจัดกระจายอยู่ในยุโรปและเยอรมัน…หรือได้ทำให้เกิดลักษณะอาการที่เรียกๆกันว่า “Anti-Semitic” ปรากฏตัวขึ้นมารองรับอุดมการณ์พรรคนาซีกันมาตั้งแต่ต้น…
ซึ่งว่าไปแล้ว…ลักษณะอาการเช่นนี้ ก็แทบไม่ได้แตกต่างไปจากการยึดมั่นในความเป็น “สายเลือดบริสุทธิ์” ของชาวยิวที่มีการสืบทอดกันมานานนับเป็นพันๆ ปีกันซักเท่าไหร่นัก ภาพของชาวเยอรมันที่หลงใหลในลัทธินาซีและภาคภูมิใจต่อความเป็น ”สายเลือดอารยัน” ที่ตัวเองโมเมขึ้นมาเอง จนถึงขั้นคิดจะไปจัดตั้ง ”นิคมชาวอารยัน”ขึ้นมาในเขตพื้นที่อาณานิคมแถบอเมริกาใต้ ว่าไปแล้วก็แทบไม่แตกต่างไปจากความพยายามจัดตั้ง “นิคมชาวยิว”ของตระกูลรอทไชลด์ขึ้นมาในดินแดนปาเลสไตน์นั่นเอง…และแม้นว่าโครงการของชาวเยอรมันกลุ่มดังกล่าว จะประสบความล้มเหลวในเวลาต่อมา…แต่ความคลั่งไคล้ในความเป็นเผ่าพันธุ์อารยันว่าสูงส่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ หรือเป็น “เผ่าพันธุ์ที่เหมาะสม” สำหรับการปกครองเผ่าพันธุ์อื่นๆ และปกครองโลกทั้งโลก ที่แทบไม่ได้แตกต่างไปจากความเชื่อมั่นของชาวยิวที่เชื่อว่า พระเจ้าได้เลือกสรรให้ชาวยิวเป็นผู้ปกครองโลก เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งสร้างความเชื่อชนิดนี้มาจากพื้นฐานความคิดในทางศาสนา ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสร้างความเชื่อนี้จากพื้นฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์ แม้นว่าพื้นฐานของทัศนะมันจะมีที่มาแตกต่างกันคนละด้านก็ตาม แต่ภายใต้จุดมุ่งหมายที่แทบไม่ได้แตกต่างกันเอาเลย มันจึงทำให้พรรคนาซีของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” นำเอาสิ่งเหล่านี้นี้มาใช้เป็นรากฐานอุดมการณ์ของพรรค และนำมาใช้กระตุ้นชาวเยอรมันกันมาโดยตลอด…
ตั้งแต่ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักวิทยาศาสตร์นาซีได้เคยถูกส่งไปค้นหาร่องรอยต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์อารยันอย่างเป็นจริงเป็นจังถึงประเทศธิเบต และตลอดช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ กำลังดำเนินอยู่นั้น สมาชิกพรรคนาซีก็ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการสำคัญ ควบคู่ไปกับการทำสงครามในพื้นที่ต่างๆ กันมาโดยตลอด นั่นก็คือโครงการที่เรียกชื่อกันว่า…”การทำให้เป็นเยอรมัน” (Lebensborn) หรือการดำเนินการคัดสรรสายเลือดอารยันบริสุทธิ์ และสนับสนุนให้มีการแพร่สายเลือดอารยันไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ถูกเยอรมันยึดครองไม่ว่าในโปแลนด์ นอร์เวย์ เช็คโกสโลวาเกีย…พร้อมทั้งหาทางขจัด ”เผ่าพันธุ์ที่ไม่เหมาะสม” ออกไปให้สิ้นซาก…ซึ่งก็น่าเวทนาเป็นยิ่งนัก ที่ในบรรดาเผ่าพันธุ์ที่ไม่เหมาะสมซึ่งนาซีพยายามขจัดกวาดล้างออกไปนั้น ก็ดันรวมไปถึงเผ่าพันธุ์อันเป็น “ชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” หรือ “ชนชาติยิว” ทั้งหลาย…ปานประดุจ “กฎแห่งกรรม” กันไปเลยทีเดียว…!!!
ซึ่งมันจะเป็นกรรมเก่าหรือกรรมใหม่ก็แล้วแต่….แต่เมื่อมันมาตกผลึกหรือมาครบรอบ “กฏแห่งกรรม” กันที่ประเทศเยอรมนีในยุคของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” พอดิบพอดี…การเผชิญหน้ากันและกัน ระหว่างเผ่าพันธุ์ที่เชื่อมั่นว่า “ชาวอารยัน” นั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ได้ถูก” กระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติ”สร้างความเหมาะสมและความสูงส่งยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ จนควรที่จะเป็นผู้ปกครองดูแลโลกใบนี้ กับเผ่าพันธุ์ที่เชื่อมั่นมานับเป็นพันๆ ปีว่า “ชาวยิว” นั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ได้ถูก “พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” ให้เป็นผู้ครอบครองโลกเช่นเดียวกัน…!!! ภายใต้ความเชื่อที่คล้ายคลึงกันปานประดุจสองด้านของเหรียญ หรือแทบไม่แตกต่างกันเลยนี่แหละ… ที่มันได้กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุด และน่าสยดสยองที่สุดนับตั้งแต่มนุษยชาติได้ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกใบนี้….??? ??? ???



