Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร


บทเรียนจากนกพิราบ

บทเพลงแห่งการสูญพันธุ์ตอนที่ 3

เป็นเรื่องปกติที่การสูญพันธุ์มักจะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตหายาก หรือมีเขตการกระจายพันธุ์ที่จำกัด สัตว์อย่างสมัน (Schomburgk’s Deer) ที่อาศัยอยู่เฉพาะบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (White-eyed River-Martin) ที่มีเพียงข้อมูลเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วจากบึงบอระเพ็ด ย่อมมีโอกาสที่จะสูญสิ้นสายพันธุ์ได้ง่ายกว่าชนิดพันธุ์ที่พบเห็นได้ดาษดื่นทั่วไป ด้วยตรรกะเช่นนี้ คงไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้านกกระจอกบ้าน หรือกระรอกหลากสีที่พบได้เกลื่อนกลาดจะสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับที่ไม่มีอเมริกันชนคนใดคิดว่า นกพิราบนักเดินทาง หรือ Passenger Pigeon นกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ectopistes migratorius ที่เคยมีอยู่นับล้านๆ ตัวจะหมดสิ้นไปจากโลกได้

“..Here in the fall, large flocks of pigeons fly, So numerous, that they darken all the sky”

บทกวีกลางฤดูใบไม้ร่วงจากเพนน์ซิลวาเนีย ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1729 ชิ้นนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานมากมายในประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่า นกพิราบนักเดินทางเป็นนกที่พบเห็นได้ง่ายมากของทวีปอเมริกาเหนือ และชุกชุมขนาดที่เวลาบินไปไหนมาไหนเป็นฝูงนั้น แทบจะบดบังขอบฟ้าจนมืดมิด คำกล่าวข้างต้นคงไม่ใช่คำเปรียบเปรยเกินจริงนัก เพราะเมื่อปี 1806 นักปักษีวิทยา นามอเล็กซานเดอร์ วิลสัน ได้ทำการสำรวจ และคำนวณจำนวนนกจากบริเวณที่มีอาณาเขตการทำรังแห่งหนึ่ง ซึ่งกว้างยาวหลายกิโลเมตรในรัฐเคนตั๊กกี้ เขาพบว่ามีนกพิราบอยู่รวมกันในฝูงนั้นฝูงเดียวถึง 2,230,272,000 ตัว อเล็กยังคำนวณไว้ด้วยว่านกพิราบกว่า 2 พันล้านตัวฝูงนี้น่าจะต้องกินเมล็ดพืชคิดเป็นปริมาตรราวๆ 140 ล้านแกลลอนต่อวัน

ภาพวาดนกพิราบพาสเซนเจอร์โดย John C. French จากหนังสือ “Flight of Pigeons”

จากตัวเลขดังกล่าว คงไม่ต้องสงสัยเลยว่านกพิราบนักเดินทางจัดเป็นนกที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกในช่วงเวลานั้น ในอเมริกาเหนือประมาณกันว่าประชากรของนกพิราบชนิดนี้มีมากถึงร้อยละ 40 ของจำนวนนกทุกชนิดรวมกัน แม้ว่าอาณาเขตการสร้างรังวางไข่ของนกชนิดนี้จะอยู่ทางด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเขตป่าไม้ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิบปี้ แต่นกชนิดนี้ก็สามารถพบเห็นได้แทบจะทั่วทวีปทั้งในแคนาดา และบางครั้งอาจพบลงไปถึงเม็กซิโกและคิวบาด้วย

นกพิราบนักเดินทางมีขนาดพอๆ กับนกพิราบในเมืองทั่วไป แต่มีปีกแหลมและหางเรียวยาว ซึ่งช่วยให้มันบินได้เร็ว และไกลเป็นพิเศษ อาหารหลักของนกชนิดนี้คือลูกไม้และเมล็ดพืชหลายชนิด เช่นลูกโอ๊ค ลูกสน ลูกเบอร์รี่ เชสท์นัท แต่บางครั้งนกก็อาจกินแมลง หนอน และหอยทากด้วย ทั้งชื่อสกุล Ectopistes และชื่อชนิด migratorius ของนกพิราบพาสเซนเจอร์ มาจากภาษาละตินที่แปลได้ว่าผู้เดินทางย้ายถิ่น อันสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายฝูงของ Passenger Pigeon เพื่อเสาะหาแหล่งอาหารที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ แล้วแต่ช่วงฤดูกาล

จอห์น เจมส์ ออโดบอน นักปักษีวิทยาชื่อดังชาวอเมริกัน เคยบรรยายไว้ว่า “ครั้งหนึ่งระหว่างที่ผมเดินทางข้ามรัฐเคนตั๊กกี้ ฝูงนกพิราบที่บินผ่านไปมีจำนวนมหาศาลจนบดบังแสงอาทิตย์เหมือนกับว่าเกิดสุริยคราส” พฤติกรรมการอยู่รวมเป็นฝูงขนาดมหึมากลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้นกชนิดนี้ตกเป็นเป้าหมายของการถูกล่าได้ง่าย ชาวอินเดียนแดงนั้นกินนกพิราบชนิดนี้มาเนิ่นนานเพราะจับได้ง่ายและมีปริมาณมาก เป็นเหมือนกับแหล่งโปรตีนที่ไม่มีวันหมด แต่การล่านกของคนขาวในยุคหลังต่างหากที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นกชนิดนี้เริ่มมีจำนวนลดลง การล่าแบบกวาดล้างที่มีตั้งแต่การเอาไม้ไล่ทุบหัวทีละตัวทีละตัว ไปจนถึงการไล่ยิง ใช้แก๊สรมควัน และขึงตาข่ายดัก

ในยุคแรกการล่านกพิราบนักเดินทางเป็นเพียงเกมกีฬาที่นิยมกันเฉพาะกลุ่ม แต่พอหมดยุคสงครามกลางเมือง การล่านกก็กลายเป็นกิจกรรมที่ทำกันอย่างจริงจังมากขึ้นเพราะอาวุธปืนกลายเป็นของแพร่หลาย และเริ่มที่จะเรียนรู้ว่านกชนิดนี้นั้นกินได้ ขายคล่อง แถมยังมีปริมาณมหาศาล ประมาณกันว่าคนๆ เดียวสามารถล่า หรือดักนกได้วันละ 500 ตัวอย่างสบายๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 นกพิราบนักเดินทางจะเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกที่สุดที่ขายกันในท้องตลาด ลูกนกพิราบก็ถือกันว่าเป็นอาหารยอดนิยมเมนูหนึ่งทีเดียว พ่อค้าในตลาดสดที่นิวยอร์กคนหนึ่งเคยบันทึกไว้ว่าสามารถขายนกพิราบได้อย่างน้อยวันละ 18,000 ตัว

พอกิจการรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างตะวันออกกับตะวันตกเริ่มเปิดดำเนินการ พรานหลายคนที่เคยล่านกพิราบเป็นงานอดิเรกก็หันมายึดอาชีพนี้อย่างจริงจัง เพราะสามารถเดินทางติดตามฝูงนกไปยังบริเวณที่สร้างรังวางไข่ได้อย่างง่ายดาย และขนส่งนกจำนวนมากกลับมาทางรถไฟได้ นอกจากนี้พรานล่านกยังสามารถส่งข่าวการพบฝูงนกระหว่างกันสะดวกขึ้น ด้วยระบบโทรเลขที่เพิ่งเปิดให้บริการ

ภาพจากแผ่นพับของ Audubon Society

นอกจากการยิงซึ่งเป็นวิธีตามปกติแล้ว กลวิธีการล่านกพิราบที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆ อีกวิธีหนึ่ง คือการสร้างกับดักขนาดใหญ่โดยใช้ตาข่าย และอาศัย “นกต่อ” นกต่อที่ว่าก็คือนกพิราบนักเดินทางที่จับมาได้เป็นๆ แล้วนำมาเย็บลูกตาให้ปิด และเอาหมุดยึดเท้าไว้กับไม้คอน การทำเช่นนี้จะทำให้นกต่อดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว พฤติกรรมอันผิดปกติของ ”นกต่อ” จะดึงดูดให้นกพิราบตัวอื่นๆ อีกนับพันพากันเข้ามาติดกับดัก

การฆ่าแบบล้างเผ่าพันธุ์ของพรานยุคใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนขาว ทำให้ชาวอินเดียนแดงที่เห็นเหตุการณ์โจษจันกันว่า “อีกสักหน่อย.. ดินแดนแห่งนี้คงไม่เหลือนกพิราบ” แต่พรานล่านกที่ได้ยินคำพยากรณ์กลับหัวเราะอย่างเย้ยหยัน และประกาศว่า “There’ll be Pigeons as long as the world lasts” ประมาณว่า ถ้าโลกนี้ไม่แตกไปเสียก่อนก็จะมีนกพิราบให้ล่าอยู่ตลอดไป พวกอินเดียนแดงหน้าโง่นี่ช่างไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย

ในปี 1878 มีรายงานว่าพ่อค้าคนหนึ่งทำเงินได้ถึง 60,000 ดอลลาร์ จากการขายนกพิราบราว 3 ล้านตัวที่ล่ามาจากแหล่งขยายพันธุ์ใกล้เมืองเปโตสกี้ในรัฐมิชิแกน แต่ที่นั่นอาจนับได้ว่าเป็นแหล่งขยายพันธุ์ขนาดใหญ่แห่งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นนกพิราบพาสเซนเจอร์ฝูงใหญ่ๆ ก็เริ่มหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่ช่วงปี 1880 เป็นต้นมา ผู้ว่าการรัฐบางแห่งในสหรัฐเริ่มไหวตัวออกกฎหมายควบคุมการดักนก และห้ามยิงนกพิราบ แต่กฎหมายที่ว่าดังกล่าวก็ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเป็นเพียงเสือกระดาษ เพราะแทบไม่มีการบังคับใช้ ไม่มีใครใส่ใจ หรือแม้แต่จะฉุกคิดว่า “ทำไมจะต้องเลิกล่านกพิราบ”

ในปี 1896 ข่าวใหญ่ของบรรดาพรานล่านกก็มาถึง เมื่อมีการพบฝูงนกพิราบนักเดินทางกว่า 250,000 ตัวที่เมืองโบว์ลิ่งกรีน ในรัฐโอไฮโอ โทรเลขหลายฉบับถูกส่งไปทั่วสารทิศเพื่อระดมพลคนล่านก พวกเขาพากันเดินทางมาด้วยตู้รถไฟเปล่า ด้วยหวังจะขนซากนกเต็มโบกี้กลับไปขายยังฝั่งตะวันออก และเมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่ นกกว่า 240,000 ตัวก็ถูกล่าอย่างรวดเร็ว นกที่พิการหรือไม่สมบูรณ์ประมาณ 40,000 ตัวถูกคัดทิ้ง ในขณะที่ลูกนกอีกเกือบแสนตัวถูกปล่อยให้ตายคารัง คาดว่ามีนกหนีรอดการสังหารหมู่ครั้งนั้นไปได้ไม่ถึง 5,000 ตัว แต่ชัยชนะก็ไม่ได้ตกเป็นของเหล่าพรานล่านก เพราะรถไฟขบวนดังกล่าวตกรางก่อนที่จะเดินทางไปถึงจุดหมาย ตั้งแต่นั้นมานกชนิดนี้ก็กลายเป็นนกหายาก และไม่มีใครรายงานว่าเห็นนกพิราบชนิดนี้เป็นฝูงใหญ่ๆ อีกเลย

ภาพวาดครอบครัวนกพิราบบนหน้าปกของ Canadian Audubon Magazine โดย Landdowne

ต้นฤดูใบไม้ผลิของเดือนมีนาคมปี 1900 ที่เมืองไพค์เคาน์ตี้ รัฐโอไฮโอ มีเด็กวัยรุ่นเห็นนกพิราบนักเดินทางตัวหนึ่งเกาะบนต้นไม้ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เขาค่อยๆ ย่องเดินเข้าไปใกล้ๆ นกตัวนั้นก็ยังไม่หนี “นกขนาดกำลังกิน” เขาคิดในใจ ว่าแล้วก็จัดการเหนี่ยวไกปืนแก็บ... ไม่มีใครรู้จนกระทั่งหลายปีต่อมาว่า นกพิราบเชื่องๆ ที่สิ้นใจตัวนั้นเป็นนกพิราบนักเดินทางตัวสุดท้ายในธรรมชาติ

ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะยังมีนกพิราบชนิดนี้เหลืออยู่ในกรงเลี้ยงอยู่บ้างแต่ก็มีจำนวนน้อยมาก พอถึง ปี 1909 มีนกพิราบนักเดินทางเหลืออยู่เพียง 3 ตัวในโลกที่สวนสัตว์ซินซิเนติ ในจำนวนนี้เป็นตัวผู้อยู่สองตัว ตัวเมียหนึ่งตัว มีความพยายามส่งคนออกตามหานกพิราบชนิดนี้ และตั้งรางวัลตอบแทนมหาศาลสำหรับคนที่พบเห็นนกพิราบนักเดินทางในธรรมชาติ แต่ความพยายามดังกล่าวก็ไม่เป็นผล ปีต่อมานกพิราบตัวผู้สองตัวก็ตายลง เหลือเพียง “มาร์ธา” นกพิราบตัวเมียที่ได้รับการตั้งชื่อตามภริยาของจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของ “มาร์ธา” คือการหานกในธรรมชาติที่เหลืออยู่ให้เจอ แต่ความหวังนั้นก็ไม่เคยเดินทางมาถึง

บ่ายโมงของวันที่ 1 กันยายน ปี 1914 “มาร์ธา” จากไปอย่างโดดเดี่ยวในกรงที่สวนสัตว์ซินซิเนติ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของคนดูแล และบรรดานักท่องเที่ยว ซากของเธอถูกแช่แข็งอย่างดี และส่งไปเก็บไว้เพื่อการศึกษา และจัดแสดงที่สถาบันสมิธโซเนียนในกรุงวอชิงตัน นั่นเป็นจุดจบแสนเศร้าของ “มาร์ธา” และตำนานแห่งนกพิราบนักเดินทาง

คนจำนวนมากในยุคนั้นยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับนกพิราบชนิดนี้ จนเกิดเป็นข่าวลือต่างๆ นาๆ บ้างว่านกจำนวนมากจมน้ำตายในมหาสมุทรแอตแลนติก บ้างบอกว่านกพากันอพยพหนีไปยังชิลี และเปรู อีกหลายปีถัดมายังคงมีคนเชื่อว่านกพิราบได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่โบลิเวียในอเมริกาใต้และหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น 40 ปีให้หลัง นายเอ ดับเบิลยู ชอร์เกอร์ (A.W. Schorgor) นักประวัติศาสตร์ได้เขียนหนังสือเรื่อง The Passenger Pigeon: Its Natural History and Extinction ขึ้น เมื่อปี 1955 เพื่อรวบรวมข้อมูล และพยายามอธิบายว่าอะไรคือสาเหตุการสูญพันธุ์ที่แท้จริงของนกพิราบชนิดนี้

ชอร์กอร์ เริ่มต้นด้วยการยืนยันว่านกพิราบนักเดินทางไม่ได้หายไปเพราะจมน้ำตาย ย้ายไปอยู่โบลิเวีย หรือด้วยเจตจำนงของพระเจ้า อย่างที่คนบางกลุ่มเลือกที่จะเชื่อ ชอร์เกอร์ได้อ้างถึงสมมติฐานหลายประการ อาทิ ไฟป่า โรคระบาด การเปิดสัมปทานทำไม้ในเขตป่าผลัดใบ ที่ทำให้นกต้องอพยพขึ้นเหนือไปพบกับสภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมาะสม แต่ที่สุดแล้ว เขาเชื่อว่าสาเหตุหลักที่ทำให้นกสูญพันธุ์ก็คือการล่าเพื่อการค้า ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่านกชนิดนี้อยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดใหญ่ จึงทำให้การล่าเป็นไปอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ จนประชากรเรือนล้านของนกลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สมมติฐานของชอร์กอร์ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามนุษย์สามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นกชนิดนี้จนกระทั่งตัวสุดท้ายได้จริงหรือ แต่เขาก็เชื่อเช่นนั้น ชอร์กอร์เชื่อมั่นว่าการล่าโดยมนุษย์คือคำตอบเบ็ดเสร็จสำหรับจุดจบของนกพิราบนักเดินทาง

ภาพวาดนกพิราบพาสเซนเจอร์โดย Tim Bramfitt จากหนังสือ The Doomsday Book of Animals

ชอร์เกอร์ไม่ได้ผิด แต่นักชีววิทยาช่างสงสัยอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า ที อาร์ ฮอล์ลิเดย์ (T. R. Halliday) ยังไม่มั่นใจว่ามนุษย์สามารถไล่ยิงนกทีละตัวๆ จนกระทั่งสูญพันธุ์ได้ เขาคิดว่าการล่าไม่น่าจะเป็นเพียงสาเหตุเดียว ส่วนข้อสันนิษฐานที่ว่าถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลายก็น่าจะตัดออกไป เพราะแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไม้ในหลายพื้นที่ก็จริง แต่ก็ยังมีผืนป่าที่อุดมไปด้วยต้นโอ๊ก ต้นบีช อยู่อีกหลายบริเวณ และนกพิราบชนิดนี้สามารถบินย้ายถิ่นในระยะไกลได้

ฮอล์ลิเดย์ จึงย้อนกลับไปศึกษานิเวศวิทยาของนกพิราบนักเดินทางอย่างละเอียด เขาพยายามคำนวณตัวเลข ขนาดของฝูงที่จำเป็นต่อการอยู่รอด (Critical colony size) หลังจากที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเลขอัตราการเกิด อัตราการตาย รวมทั้งทุ่มเทเวลาไปกับการสร้างกราฟ และโมเดลทางคณิตศาสตร์อยู่พักใหญ่ ในปี 1980 เขาก็ได้ค้นพบคำอธิบายที่น่าพอใจ

ฮอล์ลิเดย์พบว่าปัจจัยในการอยู่รอดที่สำคัญมากของนกพิราบนักเดินทางคือการต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่มหาศาล เขาอธิบายว่านกพิราบชนิดนี้ได้ปรับตัว และเลือกที่จะอยู่รวมกันจำนวนมากๆ เพราะได้ประโยชน์จากการระวังภัยเป็นหมู่คณะ การมีสายตานับล้านๆ คู่เพื่อเสาะหาอาหารในเนื้อที่อันกว้างใหญ่ รวมไปถึงการเลือกช่วงจังหวะเวลาในการผสมพันธุ์ ถ้าจำนวนของฝูงลดลงเกินระดับที่เหมาะสม หรือต่ำกว่า Critical colony size ประสิทธิภาพในการหาอาหาร การป้องกันตัวเอง และการขยายพันธุ์ก็จะลดลง ปัจจัยทางด้านสังคมที่ว่านี้เป็นตัวกำหนดอัตราการอยู่รอดของฝูงทั้งหมด ถ้าประชากรนกลดจำนวนลงจนเกินระดับดังกล่าว นกฝูงนั้นก็ไม่สามารถอยู่รอดในระยะยาวได้อีกต่อไป เรียกง่ายๆ ว่ารวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย

นกพิราบนักเดินทางที่เคยอยู่รวมฝูงกันเป็นล้านๆตัว เมื่อถูกลดขนาดจนเหลือแค่หลักหมื่นหลักพัน ย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตดังเช่นที่เป็นมาได้อีกต่อไป จำนวน 5,000 ตัว หรือ 10,000 ตัวอาจเป็นจำนวนที่มากพอสำหรับสัตว์อีกหลายชนิด แต่สำหรับนกสายพันธุ์นี้ การสูญพันธุ์คือทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่

บทเรียนจากนกพิราบ คือความประมาทว่านกที่มีจำนวนมหาศาลอย่างนกพิราบนักเดินทางคงจะไม่มีวันสูญพันธุ์ เป็นบทเรียนที่มาจากการเข่นฆ่าทำลายล้าง การเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย และสุดท้ายก็ปล่อยให้กลไกทางนิเวศวิทยาของนกพิราบนักเดินทางทำลายตัวเอง

ถึงที่สุดแล้วคงไม่ผิดที่จะบอกว่า มนุษย์คือปัจจัยหลักที่ทำให้นกพิราบนักเดินทางสูญพันธุ์.. มนุษย์จำนวนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความเขลา และความโลภ

ภาพวาดนกพิราบพาสเซนเจอร์และรังโดย Owen J. Groome จากหนังสือ Birds of Wisconsin



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter