Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


ประกันพืชผลบนดัชนีอากาศ : ระบบการเงินโลกกับเกษตรกรรายย่อย

แม้ว่าจะหายหน้าหายตาไปจากคอลัมน์นี้นานจนท่านผู้อ่านอาจจะจำไม่ได้แล้ว มารุ โคจิโร่ หนุ่มชาวญี่ปุ่นนักการเงินในกรุงนิวยอร์ก กับลุงยอด ชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ก็ยังคงดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไปในโลกหมุนเร็วยุคโลกาภิวัตน์

เหตุที่พูดถึงทั้ง 2 คนอีกครั้ง ก็เพราะเรื่องราวที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีการที่กระแสโลกาภิวัตน์ช่วยผูกโยงชีวิตของโคจิโร่และลุงยอดเข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจไม่มีวันรู้จักกันเลยตลอดชั่วชีวิตก็ตาม เพราะในฐานะนักการเงินที่ซื้อขายตราสารอนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ในตลาดเงินตลาดทุนทุกวัน โคจิโร่อาจมีส่วนช่วยให้ลุงยอดมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในทางตรงกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวไทยที่ติดฉลาก “Fair Trade” ถ้าหากรัฐบาลไทยจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการประกันพืชผลบนดัชนีอากาศ ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยได้จริงในทางที่ยั่งยืนกว่ากรมธรรม์ประกันผลผลิตแบบดั้งเดิม

ก่อนที่จะเข้าประเด็นว่ากรมธรรม์แบบใหม่ ที่ใช้ดัชนีอากาศนั้นดีอย่างไร จำต้องอธิบายลักษณะความเสี่ยงที่เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญ และปัญหาของกรมธรรม์แบบเก่าเสียก่อน

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ปัญหาดินฟ้าอากาศไม่ปกติคือหนึ่งในปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝน ซึ่งจำเป็นต่อการเพาะปลูกพืชเกษตรส่วนใหญ่ ฝนตกน้อยไปหรือมากไปก็ทำความเดือดร้อนทั้งนั้น โดยถ้าฝนตกน้อยกว่าปกติมากๆ ก็แปลว่าเกิด “ภัยแล้ง” และถ้าฝนตกมากกว่าปกติมากๆ ก็เสี่ยงต่อการเกิด “ภัยน้ำท่วม” ซึ่งล้วนแต่ทำความเสียหายต่อผลิตผลและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มี “สายป่าน” ยาวพอที่จะรับมือกับภาวะดินฟ้าอากาศผิดปกติอาจต้องถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว

(ถึงตรงนี้ขอเสริมเล็กน้อยเพื่อให้ภาพความเดือดร้อนของเกษตรกรรายย่อยแจ่มชัดยิ่งขึ้นในมโนภาพของท่านผู้อ่าน-เกษตรกรผู้ “โชคดี” พอที่จะไม่เผชิญกับภัยธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่าทำการเพาะปลูกได้ผลผลิตตามปกติ ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งผันผวนตามราคาในตลาดโลก แม้ว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินนโยบายการประกันราคาสินค้าเกษตรมาหลายยุคหลายสมัย นโยบายนี้ก็มีปัญหามากมายใน ภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะในเมื่อพ่อค้าคนกลางและนายทุนที่ชัก “หัวคิว” จากเกษตรกรรายย่อย คือผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จากมาตรการดังกล่าว มิหนำซ้ำการคำนวณดัชนีราคาที่นำมากำหนดราคาประกันก็มีต้นทุนสูงและบิดเบือนง่ายอีกด้วย)

ภาวะโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ดินฟ้าอากาศ มีความแปรปรวนไม่แน่นอน และภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ผ่านมาในอดีต ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนา และนักการเงินหลายรายมองว่า เกษตรกรรายย่อยน่าจะมีทางออกอื่นที่ดีกว่าการเฝ้ารอคอยเงินชดเชยจากรัฐเมื่อไร่นาเกิดความเสียหาย ซึ่งนอกจากจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะขึ้นอยู่กับฐานะทางการคลังของรัฐบาลในขณะนั้น ก็ยังมีขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยากและเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชั่นระหว่างทาง

วงการประกันภัยร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาได้ออกแบบและใช้แนวคิด “ประกันภัยผลผลิตทางเกษตร” มานานนับ 10 ปีแล้ว ภายใต้ “ยี่ห้อ” มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Multi-Peril Crop Insurance (MPCI) หรือ Named Peril Crop Insurance แต่ที่ผ่านมา บริษัทประกันมักไม่รับทำประกันชนิดนี้ เนื่องจากต้องคำนวณมูลค่าความเสียหายของไร่นาแต่ละผืน ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและการบริหารจัดการสูง มีขั้นตอนซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้เกษตรกรต้องไปกู้เงินจากที่อื่นมาเป็นทุนในการเพาะปลูกรอบต่อไป ก่อนที่จะได้เงินชดเชย นอกจากนี้ บริษัทประกันส่วนใหญ่ก็มองว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับเกษตรกร ทำให้ต้องคิดเบี้ยประกันสูงตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่ารัฐจะต้องให้เงินอุดหนุนโครงการค่อนข้างสูง เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยไม่มีกำลังจ่ายเบี้ยประกันสูงๆ

ปัญหาด้านค่าใช้จ่ายที่กล่าวถึงข้างต้น ยังไม่รวมปัญหาด้านแรงจูงใจ 2 ประเด็น ที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่าปัญหา moral hazard กล่าวคือ เกษตรกรที่ทำประกันภัยผลผลิตแล้วอาจไม่ดูแลไร่นาตนเองดีเท่าที่ควร เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็จะได้รับเงินค่าชดเชยจากบริษัทประกัน และปัญหา adverse selection กล่าวคือ เกษตรกรอาจอยากปลูกแต่พืชที่ได้ประกัน แม้ว่าพืชชนิดนั้นอาจไม่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศในละแวกนั้นหรือตรงต่อความต้องการของตลาด นอกจากนั้น การที่เงื่อนไขของกรมธรรม์ชนิดนี้ มีลักษณะเฉพาะเนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับลักษณะไร่นาและผลผลิตของเกษตรกรแต่ละราย ทำให้การประกันภัยต่อ (reinsurance ซึ่งเป็นวิธีการ “ผ่องถ่ายความเสี่ยง” จากบริษัทประกันไปสู่บริษัทรับประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง ทำให้บริษัทประกันสามารถเรียกเก็บเบี้ยประกันจากลูกค้าในอัตราต่ำกว่าเดิมได้) มีน้อยหรือแทบไม่มีเลย

จวบจนปลายปี 2548 นักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาของธนาคารโลกได้ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าวิจัยกรมธรรม์แบบใหม่ โดยใช้ “ดัชนีภูมิอากาศ” (weather index) เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขประกัน แทนที่จะเป็นผลผลิตหรือมูลค่าความเสียหายในไร่นาเหมือนประกันแบบดั้งเดิม ดัชนีภูมิอากาศคือตัวแปรที่มีมูลค่าแปรผันเป็นเหตุปัจจัยกับระดับผลผลิตในไร่นา แต่ผู้เอาประกันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณน้ำฝน, อุณหภูมิ, ระดับน้ำในแม่น้ำ ฯลฯ

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกเล็งเห็นว่า ดัชนีภูมิอากาศเป็นตัวเลขที่สังเกตได้และวัดง่าย เป็นข้อมูลอัตวิสัย (objective) มีความโปร่งใส ตรวจทานได้โดยผู้ประเมินอิสระ มีความมั่นคงและยั่งยืน (ในแง่ที่เป็น “ข้อมูลดิบ” ที่วัดได้ ตลอดไป) และเป็นตัวแปรสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของไร่นาแต่ละผืน ทำให้น่าจะมีบริษัทรับประกันภัยต่อหลายรายที่สนใจรับประกันภัยต่อ ตลอดจนลดปัญหาด้าน moral hazard และ adverse selection ของเกษตรกรรายย่อยที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้นได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ดัชนีนี้จึงน่าจะสามารถนำมาใช้สร้างกรมธรรม์ที่คุ้มครองเกษตรกรรายย่อยจากความเสี่ยงด้านดินฟ้าอากาศได้

ธนาคารโลกได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยแล้ง และได้ดำเนินการไปแล้วในหลายประเทศ อาทิ แคนาดา มาลาวี ยูเครน เอธิโอเปีย อินเดีย และเม็กซิโก อินเดียถือเป็นกรณีที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 250,000 ราย และมีสถาบันการเงินชุมชนและบริษัทประกันเอกชนเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยกรมธรรม์ที่ใช้ในอินเดียนั้นเป็น “กรมธรรม์ประกันภัยแล้ง” ที่จ่ายเงินบนพื้นฐานของดัชนี น้ำฝน (rainfall index) ซึ่งสร้างจากข้อมูลปริมาณน้ำฝนในอดีตเพื่อนำมาคำนวณระดับ “ดัชนีขั้นต่ำ” (threshold) ถ้าหากดัชนีที่เกิดขึ้นจริงมีค่าต่ำกว่าดัชนีขั้นต่ำนี้ ก็เป็นเครื่องสะท้อนว่าเกษตรกรน่าจะกำลังประสบความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ซึ่งแปลว่าบริษัทประกันจะต้องจ่ายเงินชดเชยตามส่วนต่างระหว่างดัชนีที่เกิดขึ้นจริงกับดัชนีขั้นต่ำ โดยอาจระบุค่าชดเชยสูงสุดต่อไร่ไว้ และกำหนดอัตราเบี้ยประกันแตกต่างกันตามช่วงเวลาการเพาะปลูก เช่น ช่วงหยอดเม็ด ช่วงเจริญเติบโต และช่วงโตเต็มที่ เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงที่มีไม่เท่ากันในแต่ละช่วงการเพาะปลูก (เช่น ช่วงหยอดเมล็ดอาจมีอัตราค่าชดเชยสูงกว่าช่วงอื่น และใช้ดัชนีน้ำฝนขั้นต่ำต่ำกว่าช่วงอื่น เพราะพืชที่เพิ่งงอกมีความต้านทานภัยแล้งต่ำกว่าพืชที่เติบโตแล้ว ดังนั้นเกษตรกรในช่วงนี้จึงต้องได้รับความคุ้มครองมากกว่า)

ในประเทศไทย ธนาคารโลกได้มาริเริ่มโครงการนำร่องของกรมธรรม์ชนิดนี้แล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นตัวกลางในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เคยสรุปความคืบหน้าของโครงการดังกล่าวไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 (http://www.bangkokbizweek.com /20061101/localbiz/index.php?news=column_21951689.html) ดังจะคัดมาบางส่วนดังต่อไปนี้ :

ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2549 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะหน่วยงานกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทประกันภัย ได้จัดโครงการนำร่องแห่งแรกในประเทศ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เข้าร่วมทดสอบระบบ และสรุปประเมินผลการดำเนินงานเมื่อเร็วๆ นี้

บุญช่วย เจียดำรงค์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ ธ.ก.ส. บอกว่า อาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ การประกันภัยพืชผลเป็นแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศดำเนินการเพื่อคุ้มครองภาคเกษตร ในปี 2548 ธนาคารโลกเสนอให้ไทยดำเนินโครงการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ โดยธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค วิชาการทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินการในพื้นที่ให้เป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เช่น ธ.ก.ส. กรมการประกันภัย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สมาคมประกันวินาศภัย และบริษัทประกันวินาศภัย “ถือเป็นทางเลือกใหม่ ให้แก่เกษตรกร พวกเขาไม่ต้องอยู่ในความเสี่ยงกับสภาพดินฟ้าอากาศอีกต่อไป โครงการนำร่องที่ปากช่อง เกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมกว่า 100 คน รวมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 5,000 ไร่ ใช้เครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำฝนที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) เป็นตัวชี้วัดปริมาณน้ำฝนในรัศมี 25 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ปลูกของเกษตรกรทั้งหมด” บุญช่วยกล่าว

เงื่อนไขประกันภัยพืชผลจากภัยแล้งโดยดัชนีน้ำฝน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงปลูก, ระยะที่ 2 ช่วงเริ่มเติบโต และระยะที่ 3 ช่วงออกดอกออกหัว

การคำนวณค่าชดเชย 3 กรณี คือ

1.ถ้าปริมาณน้ำฝนสะสมอยู่ระหว่างดัชนีน้ำขั้นต่ำกับดัชนีสะสมขั้นสูง ถือว่าเป็นภัยแล้ง ให้คำนวณค่าชดเชยโดยใช้ดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นสูง ลบด้วยปริมาณน้ำฝนสะสมที่วัดได้จริงจากสถานี แล้วคูณด้วยอัตราค่าชดเชยต่อ 1 ม.ม. ของปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นสูง ต่อไร่

2.ถ้าปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกจริงต่ำกว่า หรือเท่ากับค่าดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นต่ำ ถือว่าเป็นภัยแล้งหนัก ให้คำนวณค่าชดเชยโดยจ่ายจำนวนเงินค่าชดเชยสูงสุดต่อไร่ คูณด้วยจำนวนพื้นที่ที่เพาะปลูกที่เอาประกัน

3.ถ้าปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกจริงสูงกว่าค่าดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นสูง ถือว่าไม่เป็นภัยแล้ง จะไม่มีการจ่ายค่าชดเชยใดๆ

“หลังการทดลองในโครงการนำร่อง เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจและพอใจ ส่วนการส่งเบี้ยประกันจริงนั้น ตอนนี้กำลังหารือกันหลายฝ่ายว่าเกษตรกรจะต้องส่งเบี้ยประกันอัตราเท่าใดต่อระยะเวลาเอาประกัน คาดว่าตัวเลขจะเสร็จก่อนการร่วมโครงการจริง ในเดือนกรกฎาคม 2550” บุญช่วยอธิบาย

ขณะที่มุมมองจำลอง นุชอนงค์ เกษตรกร ผู้เข้าร่วมโครงการนำร่องบอกว่า จุดเด่นของการประกันภัยพืชผลจากภัยแล้งทำให้เกษตรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง อย่างครอบครัวของเขาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 200 ไร่ เคยประสบปัญหาภัยแล้งปี 2548 ผลผลิตเสียหายกว่า 80% “หลักการถือว่าดีมาก แต่แนวทางการปฏิบัติบางเรื่องยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการจ่ายเบี้ยประกัน แต่ผมมองว่าน่าจะอยู่ที่ 50-80 บาทต่อไร่ ต่อการปลูก 1 ครั้ง เพราะหากเกินกว่านี้ต้นทุนการผลิตจะสูงเกินไป ชาวไร่อาจไม่ทำประกัน” จำลองกล่าว อย่างไรก็ตาม จำลองชี้ว่า ปัจจัยซึ่งทำให้เกษตรกรบางส่วนยังลังเลในการเข้าร่วมโครงการจริงปี 2550 นั้น เนื่องจากโครงการยังมีจุดอ่อนหลายประการ เช่น การกำหนดรัศมี 25 กิโลเมตรในการวัดปริมาณน้ำฝนที่ไร่สุวรรณ อยู่ห่างจากไร่มากเกินไป รัฐควรเพิ่มจุดวัดปริมาณน้ำฝน ส่วนการแบ่งช่วงจ่ายเงินชดเชย 3 ช่วง ถือว่าห่างเกินไป ควรพิจารณาเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยรับประกันการเพาะปลูกช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายนเท่านั้น ส่วนการปลูกในเดือนมีนาคม-มิถุนายน ซึ่งเกษตรกรต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภัยแล้งสูงกว่า บริษัทกลับไม่รับ”

กรมธรรม์ประกันภัยแล้งโดยอ้างอิงดัชนีน้ำฝน นับเป็นก้าวเล็กๆ ที่อาจไม่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั่วโลกเท่ากับข่าวการควบรวมกิจการหรือการเสนอขายหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ในมุมมองของผู้เขียน การพัฒนากรมธรรม์ชนิดนี้เป็นเรื่องน่าทึ่งมากกว่ากันหลายเท่า เพราะแสดงให้เราเห็นว่า กระแสโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมตลาดเงินตลาดทุนเข้าด้วยกันหมดทั้งโลกนั้น กำลังเอื้ออำนวยให้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ สามารถบรรเทาความเสี่ยงของเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาหลายล้านคน ผู้อาจไม่เคยสนใจทั้งคำว่า “การเงิน” และ “โลกาภิวัตน์”


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter