สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คุยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จะทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม
แต่แค่เริ่มต้นในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 20 ล้านเล่มเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนไว้ศึกษาก่อนการลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคมก็ส่อเค้าว่า มีผู้ได้รับผลประโยชน์หลายสิบล้านบาท
ในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 20 ล้านเล่มเพื่อเผยเแพร่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งมีนายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภา ส.ส.ร.เป็นประธานซึ่งคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ มีนายศิวะ แสงมณี เป็นประธานมาดำเนินการอีกต่อหนึ่ง
ในระหว่างการดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2550 มีข่าวสะพัดว่า มีผู้ได้ผลประโยชน์จากการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้หลายสิบล้านบาท ราคาที่จ้างพิมพ์ทั้งหมดประมาณ 300 ล้านบาทโดยหน่วยงานของรัฐซึ่งได้รับการว่าจ้างจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปจ้างโรงพิมพ์เอกชนไปพิมพ์ต่อในราคาต่ำกว่าราคาที่รับมาจากสำนักเลขาธิการสภาฯครึ่งหนึ่ง
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 คณะของ ส.ส.ร.นำโดยนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธาน ส.ส.ร. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายเสรี สุวรรณภานนท์ ฯลฯ พบปะกับสื่อมวลชนที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเพื่อชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญ สื่อมวลชนได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวสอบถามคณะ ส.ส.ร.
ปรากฏว่า นายเสรีชี้แจง นอกจากจะอ้างว่ารู้จักเจ้าของหนังสือพิมพ์บางฉบับแล้ว ปกติไม่มีใครกล้าทะเลาะกับสื่อจากนั้นกล่าวในทำนองตอบโต้ว่า เป็นสื่อต้องหาข้อมูล มีหลักฐานให้ถูกต้อง ไม่ใช่มาพูดแบบนี้เพราะทำให้คนอื่นเสียหาย
"การพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเผยแพร่กำหนดราคา ทำโดยหน่วยงานรัฐเสนอราคาแข่งขันกันมีประมาณ 10 กว่าแห่ง ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือโรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่เสนอราคาเข้ามาต่ำสุดที่ 14.75 บาทต่อเล่ม (ข้อเท็จจริงราคา 14.25 บาท) เราได้ใช้ราคาตรงนี้เป็นมาตรฐาน การดำเนินการทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ โดยปกติวิสัยของสื่อการพิมพ์เล่มเท่านี้ก็น่าจะรู้ว่ามีราคาเท่าไหร่ ยืนยันว่าสามารถตรวจสอบได้ ไม่มีนอกไม่มีในตามที่สอบถาม ถ้าใครทำอย่างที่กล่าวหารับรองอยู่ไม่ได้แน่" และว่า ที่ผ่านมาเมื่อสื่อมาขอรายละเอียดเรื่องการใช้เงินของ ส.ส.ร. ก็เปิดเผยหมดทุกอย่าง ทุกเรื่องมีความโปร่งใส (โพสต์ทูเดย์ หน้า เอ4/13 ก.ค.2550)
หลังจากนั้นในวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 มี ส.ส.ร.คนหนึ่งแจ้งให้ผมทราบว่า เดิมในการกำหนดเงื่อนไขในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อห้ามมิให้ว่าจ้างโรงพิมพ์เอกชนรับช่วงต่อ แต่เงื่อนไขดังกล่าวถูกตัดออก
อย่างไรก็ตามบันทึกสรุปผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 8 วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2550 ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงาน (TOR) ซึ่งมีข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาเป็นกรรมการ ได้แก้ไข TOR ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2550 โดยไม่มีการแจ้งให้คณะอนุกรรมาธิการฯทราบทั้งๆ ที่มีการประชุมร่วมกันหลายครั้ง
ทำให้ทั้งนายเสรี และนายศิวะ ใช้เป็นข้ออ้าง (แถลงเมื่อวันที่ 19 และ 20 กรกฎาคม 2550) ว่า การที่โรงพิมพ์ของรัฐ 8 แห่งซึ่งรับงานพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญในราคา 14.25 บาทสามารถจ้างโรงพิมพ์เอกชนอีกต่อหนึ่งในราคา 12 บาทเศษ เป็นการกระทำโดยพลการของข้าราชการสำนักเลขาธิการสภาฯ จึงไม่รู้ว่า มีการตัดเงื่อนไขเรื่องห้ามจ้างช่วงงานออกและไม่มี ส.ส.ร.รายใดได้ผลประโยชน์
นับว่า ทั้งนายเสรีและนายศิวะไร้เดียงสาเป็นอย่างยิ่งเพราะขนาดบุคคลภายนอกและ ส.ส.ร.ซึ่งมิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญยังได้ยินข่าวอื้อฉาวดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน จึงไม่รู้ว่า บุคคลทั้งสองเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ที่ไหน จึงเพิ่งรู้เรื่องนี้
ที่สำคัญนายเสรียังแอ่นอกออกมาปกป้องอย่างออกหน้าออกตาเมื่อถูกถามเรื่องนี้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550
แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า "ไอ้โม่ง" รายใดได้ประโยชน์จากการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ถ้ามาดูข้อมูลว่า ต้นทุนที่แท้จริงในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเล่มขนาด 16 หน้ายก ด้วยกระดาษปรู๊ฟ จำนวน 216 หน้านั้น มีราคาเพียง 7-8 บาทเท่านั้น ดังนั้น ราคาในเชิงธุรกิจที่โรงพิมพ์ทั่วไปรับพิมพ์นั้นจะประมาณ 10.50 บาท ก็มีกำไรประมาณ 30% แล้ว
อย่างไรก็ตามสำหรับการรับงานพิมพ์ของทางราชการซึ่งมักจะได้เงินช้าก็จะบวกค่าต้นทุนไปอีก 4-5% ก็จะตกที่ราคาเล่มละ 11 บาท
แต่ในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้โรงพิมพ์เอกชนรับงานมาเล่ม 12 บาทเศษถึง 13 บาท ถ้ามี "ไอ้โม่ง" ตามเก็บค่าหัวคิวเล่มละ 1 บาทเท่านั้น ก็ฟาดค่าหัวคิวไปถึง 20 ล้านบาท
ถ้าเปรียบการร่างรัฐธรรมนูญเป็นการปลูกต้นไม้เพื่อประชาธิปไตยเจริญเติบโต แต่แค่เริ่มต้น "ราก" ก็เน่าเช่นนี้แล้ว อย่างนี้จะไปหวังอะไรในอนาคต
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม 2550

