เมื่อฟองสบู่แตก
- ณ พัฒน์ -
หลังจากที่ผมเคยพูดถึงฟองสบู่และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกากันไปหลายรอบแล้ว ช่วงนี้มีสัญญาณบอกเหตุหลายๆ อย่าง บอกว่าเราจะได้นั่งมองฟองสบู่แตกกันจะจะอีกรอบหนึ่งครับ
จะว่ากันไปแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นฟองสบู่ลูกใหญ่ๆ เติบโตและแตกกระจายกันหลายรอบแล้ว คงยังจำกันได้ว่าฟองสบู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์บ้านเราเมื่อสิบปีก่อน ที่ใครๆ ก็บอกกันว่า ราคามีแต่ขึ้นไม่มีลงแน่นอน ก็แตกไปก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแค่นิดเดียว
คนที่ติดตามหุ้นอเมริกา ก็คงจำกันได้ สมัยหุ้น dot com กำลังรุ่ง นักวิเคราะห์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่แหละคือระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ จะใช้แบบจำลองธุรกิจแบบเดิมๆ มาประเมินราคาไม่ได้แล้ว ราคาหุ้นจะขึ้นไปอย่างไร ก็ไม่แพงเกินไปหรอก ขนาดหุ้นบางตัวที่ตั้งแต่ตั้งบริษัทมา ยังไม่เคยกำไรเลย (ถึงตอนนี้ก็ยังขาดทุนอยู่) ยังถูกปั่นขึ้นไปทะลุเพดาน
แล้วเมื่อความเป็นจริงกลับมาเตือนสตินักลงทุน ฟองสบู่ก็แตกกันไปตามระเบียบ นี่ขนาดผ่านไปห้าหกปีแล้ว ทุกวันนี้ดัชนีหุ้น NASDAQ ที่เป็นศูนย์รวมของหุ้น dot com ทั้งหลาย ยังเหลือแค่ประมาณครึ่งเดียวของ ช่วงที่รุ่งโรจน์สุดๆ
หลังจากโลกเข้าสู่ภาวะอัตราดอกเบี้ยถูก หลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา เราก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์อยู่เนืองๆ ในหลายๆ ประเทศ
แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจกันมาก คือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา
ราคาบ้านในหลายๆ เมืองในอเมริกาขึ้นเอาๆ มากว่าสี่ห้าปีแล้ว ราคาบางแห่งขึ้นกันไปมากกว่าสองสามเท่า ช่วงที่ราคาขึ้นทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน (อีกเหมือนกัน) ว่าราคาบ้านไม่มีทางลงหรอก ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ เดี๋ยวเดือนหน้าราคาก็ขึ้นไปอีก แล้วจะต้องซื้อแพงกว่าเดิมนะ...คนเลยรีบแห่กันไปซื้อบ้าน ดันราคาให้สูงขึ้น
นอกจากนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปล่อยกู้ที่หละหลวมของสถาบันการเงิน
ในช่วงที่ราคาบ้านมีแต่ขึ้นกับขึ้น ผู้กู้ก็สามารถขายบ้าน แล้วเอาเงินต้นมาคืนแบบสบายๆ อัตราการจ่ายคืนหนี้จึงสูงเกินจริง ยิ่งราคาบ้านยิ่งขึ้นเร็ว สถาบันการเงินยิ่งสรรหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาล่อใจให้คนไปซื้อบ้านเก็งกำไร เพราะยังไงผู้กู้ก็สามารถจ่ายคืนเงินต้นได้อยู่แล้ว
จากเดิมที่การกู้เงินซื้อบ้านส่วนใหญ่เป็นกู้แบบดอกเบี้ยคงที่นานๆ (เช่น 30 ปี) เราก็ได้เห็นการปล่อยกู้แบบที่เรียกว่า ARM (adjustable-rate mortgage) ที่อัตราดอกเบี้ยช่วงแรกๆ ของการกู้ต่ำกว่าอัตราตลาด แต่อัตราดอกเบี้ยจะปรับได้เมื่อครบระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ (เช่น 5/25 คือดอกเบี้ยคงที่ห้าปีแรก แต่พอครบห้าปีแล้ว อัตราดอกเบี้ยสำหรับ 25 ปีที่เหลืออาจจะสูงขึ้นได้) คือ เรียกว่าล่อใจให้จ่ายค่างวดต่ำๆ ในช่วงแรกๆ
หรือบางแห่งก็มีการให้กู้แบบจ่ายคืนแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียวพอ เงินต้นไม่ต้อง เพื่อโน้มน้าวให้คนมาซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น
หรือช่วงหลังๆ มีการให้กู้แบบ negative amortization คือ ค่างวดที่จ่ายแต่ละเดือน ไม่พอจะจ่ายค่าดอกเบี้ยด้วยซ้ำ ดอกเบี้ยส่วน ที่ไม่ได้จ่ายก็ไปพอกกับเงินต้น เรียกว่าจ่ายยังไง เงินต้นไม่มีลด มีแต่จะเพิ่ม แต่ช่วงที่ราคาบ้านยังขึ้นอยู่ ผู้กู้ก็มีเงินพอมาจ่ายคืนธนาคารอยู่ดี แต่ถ้าราคาบ้านไม่ขึ้นก็ตัวใครตัวมันครับ
สถาบันการเงินหัวใสก็เอาสินเชื่ออสังหา ริมทรัพย์มารวมกัน แล้วแต่งตัวใหม่ออกเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่มีความเสี่ยงต่ำ (ด้วยพลังแห่งการกระจายความเสี่ยง ตราบใด ที่ผู้กู้ไม่เจ๊งไปพร้อมๆ กัน การรวมหนี้ไว้ด้วยกันช่วยลดความเสี่ยงได้)
ยิ่งเจอกับภาวะสภาพคล่องล้นตลาด และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนทั่วโลกไขว่คว้าหาช่องทางการลงทุน หลักทรัพย์แบบนี้ยิ่งได้รับความนิยมสูง ธนาคาร ยิ่งเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อเอาไปขายเป็นหลักทรัพย์พวกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อจากกลุ่มลูกค้า ที่เรียกว่า sub-prime หรือกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติไม่ค่อยดี ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ เพราะธนาคารสามารถเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราสูงๆ และนักลงทุนก็นิยมเพราะได้ผลตอบแทนมาก และความเสี่ยงต่ำ (ตราบใดที่ราคาบ้านยังไม่ตก) และเพราะว่าสถาบันการเงินสามารถผลักความเสี่ยง จากลูกหนี้ไปให้กับนักลงทุนในตลาดได้ส่วนหนึ่ง มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเลยเริ่มหย่อนยาน
นักลงทุนที่ถือหลักทรัพย์พวกนี้ ก็มีตั้งแต่พวก hedge fund และนักลงทุนที่สรรหาผลตอบแทนระยะสั้นเป็นหลัก ไปจนถึงกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนทรัพย์สินของรัฐบางประเทศ ที่ต้องการลงทุนในชั้นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ
ว่ากันว่าช่วงรุ่งๆ มีหลักทรัพย์ประเภทนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง นับเป็นมูลค่ากว่าแปดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในพอร์ตการลงทุนทั่วโลก
อย่างที่บอกครับ ถ้าผู้กู้ไม่หยุดจ่ายคืนเงินต้นพร้อมๆ กัน หลักทรัพย์แบบนี้ก็ดูเหมือนจะปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าผู้กู้ไม่มีเงินจ่ายพร้อมๆ กัน ท่าจะยุ่งครับ
ยิ่งช่วงนี้เริ่มมีข่าวว่า ราคาบ้านเริ่มตกอย่างต่อเนื่อง อัตราการจ่ายคืนเงินกู้เริ่มลดลง และจำนวนบ้านถูกยึดเริ่มพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ สถาบันการเงินที่เน้นปล่อยกู้ให้แก่ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มปิดตัวลง และเริ่มมีข่าวว่า hedge fund บางแห่งที่เน้นเก็งกำไรหลักทรัพย์พวกนี้ขาดทุนบานเบอะ จนบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ต้องเข้าไปอุ้ม คนที่ถือหลักทรัพย์ที่ค้ำโดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยพวกนี้ก็เริ่มอยู่ไม่สุข เริ่มเทขายกันเป็นการใหญ่
แม้ว่าช่วงนี้ดูเหมือนว่า ปัญหาจะถูกจำกัดอยู่แค่ตลาด sub-prime mortgage แต่ก็มีทีท่าว่าปัญหานี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจได้ เพราะถ้าราคาหลักทรัพย์พวกนี้ตกมากๆ เข้า อาจจะทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินเริ่มตึงๆ ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์โดยทั่วไปก็จะเพิ่มสูงขึ้น สถาบันการเงินก็ต้องคิดมากหน่อยก่อนจะปล่อยกู้ ทำให้เงินกู้เริ่มขาดแคลน ส่งผลกระทบถึงการลงทุนและการบริโภคไปด้วย
ฟองสบู่ที่กำลังแตกอยู่นี้จะแตกกันนานขนาดไหน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขนาดไหน คงต้องรอดูกันครับ
แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีอะไรที่จะขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุดหรอกครับ แม้ว่าฟองสบู่จะมีชีวิตอยู่ได้นานพอควร และกำไรจากฟองสบู่น่าเย้ายวนใจขนาดไหน อย่าเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไป ก่อนมันแตกก็แล้วกันครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550



