การจากไปของนกลึกลับแห่งเกาะมอริเชียส
บทเพลงแห่งการสูญพันธุ์ (ตอนที่ 2)
คุณเคยได้ยินชื่อ Raphus cucullatus ไหม? แล้วถ้าใบ้ให้ว่ามันเป็นนกอ้วนๆ รูปร่างเหมือนไก่งวง แต่หน้าตาเหมือนนกพิราบยักษ์ มีปากใหญ่ยาวปลายงุ้มเป็นตะขอ ปีกสั้นเต่อ และพบแห่งเดียวในโลกบริเวณหมู่เกาะมอริเชียส ในทวีปแอฟริกา คราวนี้พอนึกออกหรือยัง? ถ้ายังไม่ออกเพราะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้เรื่องนกก็ไม่เป็นไรลองดูรูปประกอบ... ใช่แล้วผมกำลังพูดถึงนกโดโด (Dodo) นกที่ได้กลายเป็นตำนานแห่งการสูญพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ...
“Dead as a Dodo” หรือตายสนิทอย่างโดโด คือคำเปรียบเทียบที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ แต่ก่อนที่จะไปรู้จักที่มาของวลีที่ว่า ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับความชั่วร้ายทั้งสี่ของจาร์เร็ด ไดอะมอนด์ (Jared Diamond’s evil quartet) เสียก่อน จาร์เร็ด ไดอะมอนด์ นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนนามอุโฆษแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลลิส เคยสรุปสาเหตุหลักของการสูญพันธุ์ในประวัติศาสตร์ และก่อนประวัติศาสตร์ไว้ 4 ประการ คือการฆ่าเกินขนาด (Overkill) ผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Impact of introduced species) การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย (Habitat destruction) และการสูญพันธุ์แบบห่วงโซ่ (Extinction chains หรือ Secondary extinctions) ความชั่วร้ายทั้งสี่ประการนี้ได้ชื่อว่าเป็นกระบวนการอันทรงพลังที่สุดในการทำให้สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งสาบสูญไปจากโลก
เราเก็บความชั่วร้ายทั้งสี่ใส่ลิ้นชักไว้ก่อน แล้วนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในอดีตสักห้าร้อยปี บินข้ามมหาสมุทรอินเดียมุ่งหน้าไปแอฟริกา ท่ามกลางท้องทะเลสีครามห่างจากมาดากัสการ์เกือบ 900 กิโลเมตรทางด้านตะวันออก ที่นั่นคือที่ตั้งของเกาะมอริเชียส (Mauritius) ณ ที่นั้นเองที่เราจะได้พบกับตัวเป็นๆ ของนกโดโด

รูปวาดโดโดจากหนังสือ Encyclopedia of Dinosaurs and Prehistoric Creatures โดย Barry Cox, R. J.G. Savage, Brian Gardiner and Colin Harrison ปี 1999
ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่านกโดโดอาศัยอยู่บนเกาะมอริเชียสมานานแค่ไหนก่อนหน้านี้ แต่หลักฐานทางฟอสซิลบ่งชี้ว่าบรรพบุรุษของพวกมันซึ่งเป็นนกเปล้าในสกุล Treron จากแอฟริกา อาจเดินทางมาถึงเกาะแห่งนี้เมื่อ 4 ล้านปีก่อน มอริเชียสในเวลานั้นคงไม่ต่างอะไรกับสวรรค์บนดินสำหรับผู้มาใหม่ อาหารอันอุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่ไร้ศัตรูตามธรรมชาติ ทำให้นกเปล้าโบราณชนิดนี้ค่อยๆ วิวัฒน์ตัวเองจนกลายเป็น Raphus cucullatus นกตัวใหญ่อุ้ยอ้ายที่เดินหากินลูกไม้ขนาดใหญ่ที่ตกอยู่ตามพื้นป่า การมีหัวและปากขนาดใหญ่ทำให้นกโดโดกินลูกไม้ใหญ่ๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีขาอันแข็งแรง และจะงอยปากใหญ่โตสำหรับฉีกเนื้อผลไม้เปลือกแข็งอย่างลูกปาล์มพื้นเมืองที่มีอยู่ดาษดื่น ในเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องบินหนีศัตรู หรือหากินในที่สูง ปีกที่ไม่ได้ใช้จึงลีบเล็กและไม่พัฒนา ต่างจากลำตัวที่อวบอ้วนขึ้นเพราะต้องสำรองพลังงานไว้ใช้ในช่วงยามที่เกาะขาดแคลนอาหาร ในที่สุดนกโดโดก็กลายเป็นนกเดินดินสูงเกือบหนึ่งเมตร หนักกว่า 20 กิโลกรัม และบินไม่ได้อีกต่อไป
ความที่บินไม่ได้ นกโดโดจึงน่าจะทำรังอยู่บนพื้น มีหลักฐานในอดีตรายงานว่ามันนำหญ้ามาสุมรวมเป็นวัสดุรองรัง แล้ววางไข่ครั้งละใบ ไข่ใบโตสีขาวขนาดเท่าลูกแพร มีนักสำรวจยุคแรกๆ หลายคนบันทึกว่าเห็นนกโดโดกินกรวด และหินพร้อมกับการกินอาหารชนิดอื่นอยู่เสมอ สันนิษฐานกันว่านกโดโดกินกรวดเหล่านี้เพื่อช่วยบดย่อยอาหารในกระเพาะ ภาพวาดโบราณบางภาพวาดตีนนกโดโดว่ามีลักษณะเป็นพังผืดเหมือนนกน้ำ แต่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยืนยันว่าแม้โดโดอาจจะชอบลงเล่นน้ำอยู่บ่อยๆ แต่มันว่ายน้ำไม่เป็น และไม่ได้มีตีนเป็นพังผืด
ไม่มีใครจำได้ว่าเสียงร้องของนกโดโดเป็นอย่างไร นักเดินเรือชาวดัตช์เมื่อปีค.ศ. 1663 จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันร้องเสียงดังเหมือนห่านตอนที่ถูกจับแล้วหิ้วกลับมาด้วยขา แต่นั่นน่าจะเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจมากกว่าเสียงปกติ เออรอล ฟุลเลอร์ (Errol Fuller) ให้ความเห็นไว้ในหนังสือ Extinct Birds ของเขาว่า “ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องจริงๆ ของโดโด แต่มีข้อสันนิษฐานว่า ‘โดโด’ อาจจะเป็นชื่อที่ตั้งตามเสียงร้องของมันโดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกส” ส่วนในบันทึกเล่มอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ Raphus Cucullatus ไม่มีใครกล่าวถึงเสียงร้องของมันเลย ปัจจุบันคงไม่มีใครได้รู้ความจริงอีกแล้วว่าบทเพลงจากเสียงร้องของนกโดโดนั้นเป็นเช่นไร เพราะนกโดโดตัวสุดท้ายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 1681 ตามบันทึกของเบนจามิน เฮนรี เพียง 80 ปีหลังจากที่มนุษย์ค้นพบนกชนิดนี้
แม้พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกหลายแห่งจะมีโครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของนกโดโด แต่ไม่มีใครมีตัวอย่างนกโดโดสตั๊ฟเก็บไว้เลย ไม่มีตัวอย่างของไข่ และตัวอ่อน ไม่มีภาพถ่ายตัวเต็มวัยเป็นหลักฐาน ภาพวาดของนกโดโดส่วนใหญ่ก็เกิดจากคำบอกเล่าและจินตนาการ เพราะแทบจะไม่มีศิลปินคนไหนเคยเห็นนกโดโดตัวจริงในธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับนกโดโดฟังคล้ายกับเป็นเรื่องเล่า... เป็นตำนานเกี่ยวกับนกอ้วนหน้าโง่ชนิดหนึ่งที่ถูกคนจับกินทีละตัวทีละตัวจนสูญพันธุ์

รูปวาดโดโดบนปกหนังสือเรื่อง The Song of the Dodo โดย David Quammen ปี 1996
นักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่นำโดยกัปตันอัลฟองโซ อัลเบอเคอร์คิว มาถึงเกาะมอริเชียสตั้งแต่ปี 1507 ตอนนั้นยังไม่มีคนอาศัยอยู่บนเกาะ และโปรตุเกสก็ไม่ได้สนใจที่จะยึดครองพื้นที่แต่อย่างใด ยังไม่มีการบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับนกโดโดในเวลานั้น จนกระทั่งเกือบร้อยปีต่อมา จาค็อบ แวน เนค กัปตันเรือชาวดัตช์ ได้บันทึกเกี่ยวกับนกโดโดครั้งแรก จากประสบการณ์การไปเยือนเกาะมอริเชียสเมื่อปี 1598 กัปตันแวน เนค เขียนบรรยายลักษณะนกโดโด พร้อมกับให้ความเห็นเพิ่มเติมไว้ว่า
“...นอกจากนกแก้วสีเทาที่มีอยู่มากมายบนเกาะแล้ว ที่นี่ยังมีนกอีกประเภทหนึ่ง ตัวใหญ่มาก ใหญ่กว่าหงส์บ้านเรา หัวโต ตรงหน้ามีลักษณะเป็นหนังไม่มีขน ปีกขนาดเล็กดูไม่ค่อยสมประกอบ หางสั้นมีขนไม่กี่เส้น สีออกเทาๆ ... เราเรียกมันว่า Walckvogel เพราะยิ่งต้มนาน เนื้อก็ยิ่งเหนียวจนแทบจะกินไม่ได้”
Walckvogel เป็นภาษาดัตช์แปลตรงๆ ได้ว่า นกที่น่าสะอิดสะเอียน แม้จะขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียว และรสชาติที่ไม่อร่อย แต่ด้วยความที่ตัวใหญ่ และจับง่าย นกโดโดได้กลายเป็นเสบียงสำคัญสำหรับนักเดินเรือกลางมหาสมุทร เช่นเดียวกับเต่าบก และนกที่บินไม่ได้ชนิดอื่นๆ บนเกาะ ครั้งหนึ่งๆ ที่ขึ้นเกาะลูกเรือเหล่านี้อาจจับนกโดโดทีละหลายสิบตัว อุ้มบ้าง หิ้วขาบ้าง เพื่อนำมากินบนเรือ และทำเป็นเนื้อเค็มสำรองไว้กิน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบนเรือเดินสมุทรที่ผ่านไปผ่านมาในมหาสมุทรอินเดียในช่วงนั้นคงจะมีเมนูโดโดสารพัดไม่ว่าจะเป็น โดโดต้ม โดโดย่าง โดโดเค็ม สลัดโดโด ฯลฯ
แต่ยังมีบางคนเชื่อว่าชื่อโดโด มาจากคำว่า Dodoor ในภาษาดัตช์แปลว่าพวกขี้เกียจ ในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่ามาจากคำว่า doudo ซึ่งหมายถึงคนโง่เซ่อ ในภาษาโปรตุเกส ความเชื่อง ของนกตัวอ้วนที่ท่าทางไม่ค่อยฉลาดและถูกจับได้อย่างง่ายดาย ไม่น่าจะเป็น ความโง่ ของนกโดโด แต่นี่คือลักษณะปกติของสัตว์ที่ปรับตัวอาศัยอยู่บนเกาะมานับล้านปี สัตว์พวกนี้อยู่อย่างสงบ และค้นพบวิถีชีวิตอันสอดคล้องอย่างยอดเยี่ยมกับธรรมชาติของเกาะ สัตว์เหล่านี้ไม่เคยเจอมนุษย์ ไม่เคยรู้จักการถูกล่า และไม่เคยรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่เดินสองขาหลังตรงผู้มาใหม่กำลังนำจุดจบมาให้กับเผ่าพันธุ์
การฆ่าอย่างไม่ปราณีปราศรัยเป็นเวลานับสิบๆ ปี ย่อมทำให้นกโดโดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนกตัวใหญ่ที่วางไข่เพียงครั้งละฟอง แต่การล่าก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวของการสูญพันธุ์ของโดโดอย่างที่หลายคนคิด ยังมีตัวละครหลักอีกสองตัวที่มาพร้อมกับมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนฉากชีวิตอันสงบสุขบนเกาะอย่างถาวร ... หมูป่ากับลิงแสม

รูปวาดโดโดอันโด่งดังของ Roelandt Savery เมื่อปี 1626 จากหนังสือ Handbook of Bird of the World เล่ม 7
หมูและลิงที่ถูกมนุษย์นำมาปล่อยไว้บนเกาะมอริเชียสได้กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งต่อความอยู่รอดของนกโดโด หมูจำนวนหนึ่งถูกชาวโปรตุเกสนำมาปล่อยไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 15 เพื่อหวังจะใช้เป็นเสบียง ส่วนลิงแสม (Crab-eating Macaque) นั้นไม่มีใครทราบแน่ว่ามาถึงเกาะได้อย่างไร บางตำราว่ามาพร้อมกับชาวโปรตุเกสอันเนื่องมาจากรสนิยมในการบริโภคเนื้อลิง แต่บ้างแย้งว่าลิงแสมบนเกาะมอริเชียสนั้นน่าจะถูกนำมาโดยชาวดัตช์ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าลิงเหล่านี้เป็นลิงแสมจากเกาะชวา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญในการติดต่อธุรกิจของชาวดัตช์ในสมัยก่อน ไม่ว่าจะมาถึงเกาะได้อย่างไรทั้งลิงแสม และหมูก็ได้ค้นพบว่าอาณาจักรแห่งใหม่บนเกาะมอริเชียสนั้นช่างสุขสบายเหลือเกิน นอกจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ บนเกาะยังเต็มไปด้วยอาหารเสริมต่างๆ นานาทั้ง ผลไม้และลูกไม้นานาพันธุ์ ทั้งไข่เต่าบนชายหาด และไข่นกบนพื้นป่า ความที่มันกินไม่เลือกและปรับตัวได้เก่ง จำนวนของพวกมันจึงเพิ่มขึ้นจากหลักสิบหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่นภายในระยะเวลาไม่นาน
ลองคิดดูว่านกโดโดซึ่งในเวลานั้นถูกล่าอย่างหนักจากมนุษย์จะมีโอกาสเหลือรอดได้อย่างไร ในสภาพแวดล้อมที่มีหมูนับหมื่นตัวเดินตะลุยหาอาหารไปทั่ว ฝูงหมูป่าอาจจะกินลูกนกและนกโดโดที่อ่อนแอด้วย ในขณะที่ลิงแสมก็อาศัยความคล่องแคล่วว่องไวคอยขโมยกินไข่และลูกนกจากรัง และที่สำคัญจำนวนลิงและหมูที่มากอย่างมหาศาลยังเท่ากับเป็นการแย่งอาหารของนกโดโดโดยตรง โดยเฉพะผลไม้และลูกปาล์ม ในที่สุดสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยก็ทำให้สายพันธุ์นกโดโดพบจุดจบภายในเวลาไม่กี่สิบปี
สมมติ... ลองสมมติว่ายังมีนกโดโดเหลือรอดอยู่จำนวนหนึ่งในป่าเวลานั้น มันอาจเป็นซูเปอร์นกโดโดที่หลบหลีกการไล่ล่าของฝูงหมูป่าได้อย่างเหลือเชื่อ ทำรังวางไข่ในที่ลึกลับซึ่งลิงแสมหาไม่เจอ ซูเปอร์โดโดฝูงนั้นอาจมีชีวิตอยู่รอดมาได้อีกหลายสิบปีโดยที่ไม่มีใครสังเกต เคลื่อนย้ายหลบหนีไปเรื่อยทั่วผืนป่า แต่แล้วพอมนุษย์เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรบนเกาะมอริเชียสในภายหลัง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่งจากการตัดไม้ทำลายป่าและปรับเปลี่ยนสภาพบนเกาะเพื่อการเกษตร... ในที่สุดซูเปอร์โดโดอันเป็นความหวังสุดท้ายของสายพันธุ์ก็ยอมแพ้ เพราะพวกมันไม่มีที่จะหลบหนีอีกต่อไป

แสตมป์โดโดของเกาะมอริเชียส
ผลกระทบโดยตรงจากการสูญพันธุ์ของนกโดโดนั้นยังไม่มีข้อสรุป สแตนลีย์ เทมเพิล เขียนเปเปอร์ไว้ในวารสาร Science เมื่อปี1977 ว่า ต้นคาลวาเรีย (Calvaria major) ซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่มีผลขนาดใหญ่กำลังสูญพันธุ์ตามนกโดโด สแตนลีย์รายงานว่าในเวลานั้นเหลือต้นคาลวาเรีย อยู่เพียง 13 ต้นเท่านั้นบนเกาะ และทั้งหมดมีอายุประมาณ 300 ปี แต่ไม่มีต้นกล้าใหม่ปรากฏให้เห็นเลย หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีต้นกล้าใหม่เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากการสูญพันธุ์ของนกโดโด เพราะผลขนาดใหญ่ของต้นคาลวาเรียนั้นจำเป็นต้องผ่านการย่อยในกระเพาะของนกโดโดเสียก่อน เมล็ดภายในจึงจะพร้อมที่จะงอกเป็นต้นใหม่ ดังนั้นถ้าไม่มีนกโดโด ต้นคาลวาเรีย หรือต่อมามีคนตั้งชื่อให้ว่าต้นโดโด ย่อมจะสูญพันธุ์ตามไปเช่นกัน
ปัจจุบันข้อสันนิษฐานของสแตนลีย์ได้มีการพิสูจน์โดยนักพฤกษศาสตร์หลายท่านแล้วว่า เรื่องราวของต้นคาลวาเรียนั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อน และมีรายละเอียดมากกว่าจะสรุปเอาง่ายๆ เป็นสมการนกโดโด = ต้นคาลวาเรีย แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไม้พื้นเมืองกับค้างคาวกินผลไม้ นกแก้วยักษ์ และเชื้อราอสูร ยังไม่รวมพืชและสัตว์ต่างถิ่นอีกหลายชนิด เป็นมหากาพย์อีกบทหนึ่งที่มีตัวเอกชื่อ Calvaria major (ถ้ามีโอกาสจะได้นำมาเล่าให้ฟังกันต่อ)
กลับมาที่พระเอกของเรา ในวันนี้ไม่มีนกโดโดอีกแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เงา ไม่มีแม้แต่เสียงให้ได้รำลึก การสูญพันธุ์ของนกโดโดเป็นตัวอย่างอันคลาสสิกของคาถาความชั่วร้ายทั้งสี่ของจาร์เร็ด ไดอะมอนด์ เริ่มจากการถูกฆ่าแบบล้างเผ่าพันธุ์ ตามมาด้วยการซ้ำเติมของลิงแสมและหมูป่า และปิดฝาโรงแบบไม่ฟื้นด้วยการทำลายป่าและเปลี่ยนสภาพธรรมชาติบนเกาะมอริเชียส สรุปว่า “Dead as a Dodo” ตายสนิทอย่างนกโดโดจริงๆ นอกจากนี้ในยุคหนึ่งการสูญพันธุ์ของนกโดโดยังเชื่อว่าทำให้เกิดการสูญพันธุ์แบบลูกโซ่ของไม้พื้นเมืองบางชนิดอีกด้วย เป็นอันว่าครบสูตรความชั่วร้ายของท่านจาร์เร็ด ไดอะมอนด์ และช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าสาเหตุการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตโดยมากมักจะซับซ้อน และเกี่ยวโยงกับปัจจัยต่างๆ มากกว่าหนึ่งเสมอ
การสูญพันธุ์ของ Raphus cucullatus เป็นตำนานแสนเศร้าที่ถูกนำมาถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก บางทีสิ่งสำคัญที่สุดที่นกโดโดได้ทิ้งไว้ให้กับมนุษย์ก็คือ “จิตสำนึก” เพราะมันเป็นครั้งแรก... ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ “เรา” ได้ตระหนักว่ามนุษย์เป็นต้นเหตุแห่งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 12 ฉบับที่ 72



