Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


United Fruit Company บริษัทข้ามชาติแห่งแรกของโลก

เมื่อเขียนถึงกระแส Corporate Social Responsibility (CSR) ในตอนที่แล้วของคอลัมนี้ทำให้ผู้เขียนพลอยนึกถึงเรื่องราวของ ‘บรรษัทข้ามชาติ’ แห่งแรกของโลก ที่มีสีสันและผาดโผนจนกลายเป็นตำนานบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ทุนนิยม คอลัมน์ ‘ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์’ ในวันนี้จึงอยากพาท่านผู้อ่านย้อนยุคไปหนึ่งศตวรรษเศษ สมัยที่คลื่นระลอกแรกของโลกาภิวัตน์กำลังก่อตัวขึ้น โดยผู้เขียนจะขอแปลและต่อเติมบทความเรื่อง “Rotten Fruit” ซึ่งลงในหนังสือพิมพ์ Financial Times (http://www.ft.com/cms/s/778739c4-f869-11db-a940-000b5df10621.html) ของปีเตอร์ แชปแมน (Peter Chapman) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Jungle Capitalists: A Story of Globalisation, Greed and Revolution” ดังต่อไปนี้:

เช้าตรู่วันที่ 3 กุมภาพันธุ์ ค.ศ. 1975 ชายผู้หนึ่งเอากระเป๋าเอกสารกระแทกกระจกหน้าต่างสำนักงานของเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะปีนออกไปยืนนอกหน้าต่างและพุ่งหลาวลงสู่พื้นดิน 44 ชั้นเหนือถนนปาร์ค (Park Avenue) ในมหานครนิวยอร์ค

ชายผู้นั้นคือ อีไล แบล็ค (Eli Black) กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต คอมปานี (United Fruit Company) ผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา บริษัทนี้มีอิทธิพลสูงมากในเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศแถบทวีปอเมริกากลางทั้งทวีป และอาจกล่าวได้ว่าเป็น ‘บริษัทข้ามชาติ’ แห่งแรกของโลก (ถ้านับแต่บริษัทสมัยใหม่ที่เป็นของเอกชนล้วนๆ ไม่รวมบริษัทที่รัฐเป็นหุ้นส่วนใหญ่ เช่นบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ) การเข้าแทรกแซงการเมืองภายในประเทศแถบอเมริกากลางอย่างดุเดือด แปลว่ายูไนเต็ด ฟรุ๊ต ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรู้จักผลไม้เมืองร้อนชื่อ ‘กล้วย’ เท่านั้น แต่ยังทำให้คำว่า “banana republic” (ซึ่งสื่อนัยยะในแง่ลบถึงประเทศเล็กๆ ที่การเมืองไม่มั่นคง พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกเป็นหลัก และระบอบเศรษฐกิจถูกครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติ) เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายจวบจนทุกวันนี้

จากการสอบสวนของตำรวจพบว่า ก่อนหน้านั้นไม่นาน แบล็คไปติดสินบนประธานาธิบดีของประเทศฮอนดูรัสในขณะนั้น คือ ออสวาลโด โลเปซ อาเรลลาโน (Oswaldo Lopez Arellano) จำนวน 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้ถอนตัวออกจากกลุ่มบริษัทค้ากล้วยที่เป็นคู่แข่งรายสำคัญของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต เรื่องนี้กำลังจะเป็นข่าว ในขณะเดียวกัน แบล็คก็กำลังกลัดกลุ้มกับปัญหาที่ไร่กล้วยของบริษัทจำนวนมากเพิ่งประสบกับความเสียหายจากพายุเฮอริเคนและโรคกล้วยชนิดใหม่ ความล้มเหลวและความอัปยศอดสูที่กำลังจะมาเยือนทำให้เขาตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง

ความตายของแบล็คช็อคธุรกิจอเมริกันทั้งวงการ เพราะเขามีชื่อเสียงว่าเป็น ‘คนดี’ ตลอดชีวิต นักลงทุนมากมายก่นด่าบริษัทที่ปิดบังความฉ้อฉลเอาไว้ ราคาหุ้นของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ดิ่งลงเหว รัฐบาลอเมริกันฉวยโอกาสนี้ยึดทรัพย์สินของบริษัทเพื่อ “ป้องกันการทำผิดกฎหมายอีกในอนาคต” ทรัพย์สินของบริษัทถูกรัฐนำออกประมูล และผู้ชนะประมูลไร่กล้วยปริมาณมหาศาลในอเมริกากลางก็คือ เดล มอนเต้ (Del Monte) ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทข้ามชาติที่มุ่งทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว ไม่เจริญรอยตามนโยบายอื้อฉาวของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต

ผู้ให้กำเนิดยูไนเต็ด ฟรุ๊ต คือไมเนอร์ คีธ (Minor Keith) นักธุรกิจชาวนิวยอร์คผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำธุรกิจในประเทศคอสตาริกาเมื่อปลายทศวรรษ 1870 คีธเริ่มปลูกกล้วยเป็นธุรกิจเสริมธุรกิจก่อสร้างทางรถไฟในประเทศ และไม่นานธุรกิจทั้งสองก็ไปได้ดีจนกระทั่งพอถึงปี 1890 คีธก็แต่งงานกับลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีคอสตาริกา และกลายเป็นเจ้าของไร่กล้วยอันกว้างใหญ่ไพศาลบนที่ดินซึ่งรัฐบาลมอบให้กับเขาฟรีๆ คีธจับมือกับแอนดรูว์ เพรสตัน (Andrew Preston) นักธุรกิจชาวบอสตันผู้นำเข้ากล้วยของคีธ ก่อตั้งบริษัทยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ขึ้นในปี 1899

ในสมัยนั้น กล้วยเป็น ‘ผลไม้ต่างแดนหายาก’ ที่คนรวยเท่านั้นที่มีกำลังซื้อ แต่ผลผลิตของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ราคาตกลง จนกระทั่งบริษัทประสบความสำเร็จในการสร้างตลาด (mass market) ให้กับกล้วย ทำให้กลายเป็นผลไม้ของคนธรรมดาสามัญ ปัจจุบัน กล้วยเป็นผลไม้ที่ชาวอเมริกันและชาวอังกฤษนิยมบริโภคที่สุด (อันดับสองคือแอปเปิล) โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่ชอบกินกล้วยกับไอศกรีมและซีเรียล (cereal) ยามเช้า

ย้อนกลับไปที่ต้นเรื่องของเรา กิจการของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนในทศวรรษ 1920 อาณาจักรไร่กล้วยส่งออกของบริษัทก็ขยายจากคอสตาริกาเข้าไปในประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกากลาง เช่น จาไมก้า คิวบา และสาธารณรัฐโดมินิกัน ตลอดจนอเมริกาใต้บางประเทศ เช่น โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ บริษัทเป็นผู้ครองตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้วยกองเรือติดห้องเย็นกว่า 100 ลำ ซึ่งเป็นกองเรือเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น

ถึงแม้ว่าพันธุ์กล้วยทั่วโลกจะมีมากกว่า 300 ชนิด ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต เลือกที่จะปลูกและส่งออกกล้วยพันธุ์เดียวเท่านั้น คือ Gros Michel หรือที่คีธขนานนามว่า “Big Mike” เพราะกล้วยพันธุ์นี้มีขนาดกำลังดี ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ไม่เหลืองเกินไปและไม่หวานเกินไป (รสชาติออกจะจืดเสียด้วยซ้ำ) Big Mike ของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต คือบรรพบุรุษของสินค้าข้ามชาติที่เราเห็นกันเจนตาทุกวันนี้

แต่การผลิตกล้วยในปริมาณมากๆ ใช่ว่าจะปราศจากความเสี่ยง ในปี 1903 โรคกล้วยระบาดในไร่ของบริษัทในประเทศปานามาอย่างรุนแรง และบริษัทก็ค้นพบว่ากล้วยมีความอ่อนแอทางพันธุกรรม (โดยเฉพาะเมื่อกล้วยต้องปลูกแบบแตกหน่อ ทำให้กล้วยรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นเพียงกล้วย ‘เลียนแบบ’ ย่อมอ่อนแอกว่ากล้วย ‘ต้นแบบ’) แต่ถึงแม้ว่ากล้วยของบริษัทจะติดโรค ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ก็โฆษณาว่ากล้วยเป็นสัญลักษณ์ของ ‘สุขภาพดี’ บริษัทย้ำว่า โรคในกล้วยไม่ติดต่อไปสู่คน และกล้วยก็สามารถช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยนานาชนิด ตั้งแต่โรคอ้วน ความดันสูง ท้องผูก ไปจนถึงอาการซึมเศร้า ในปี 1929 บริษัทจัดตั้ง “ฝ่ายการศึกษา” ซึ่งมีหน้าที่จัดทำและเผยแพร่เอกสารสำหรับครูที่แจกแจงประโยชน์ของกล้วย ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ตั้ง “ฝ่ายคหกรรมศาสตร์” ขึ้นมาสอนสูตรอาหารที่มีกล้วยเป็นส่วนผสมให้กับแม่บ้านทั้งหลาย ความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดและโฆษณาของบริษัททำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นได้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นความเจริญทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศที่บริษัทเข้าไปทำธุรกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าบริษัทเดียวกันนี้ได้นำปัญหาใหม่ๆ มาสู่ประเทศเหล่านั้น และตอกย้ำปัญหาดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วให้สาหัสกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าลูกจ้างของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต จะได้ค่าแรงสูงกว่าที่อื่น บริษัทก็จ้างพวกเขาในฐานะลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อคิดค่าจ้างตลอดทั้งปีจึงออกมาสูงกว่าที่อื่นนิดเดียว นอกจากนี้ บริษัทยังต่อต้านความพยายามของแรงงานที่จะรวมตัวกันด้วยวิธีการที่ดุเดือดและไร้มนุษยธรรม เช่น ทิ้งไร่กล้วยไปทันทีที่แรงงานในบริเวณนั้นทำท่าว่าจะตั้งสหภาพสำเร็จ ทุกครั้งที่ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ตัดสินใจย้ายถิ่นการเพาะปลูก บริษัทจะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น บ้านพักคนงาน และโรงเรียนสำหรับลูกหลานคนงาน ลงอย่างราบคาบ ปล่อยให้บริเวณนั้นตกอยู่ในสภาพแร้นแค้นดังเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ยังดำเนินนโยบายเหยียดผิวในเมืองที่พลเมืองแทบทั้งหมดทำงานให้กับบริษัท (เมืองแบบนี้เรียกว่า ‘company town’) ด้วยการบังคับให้พลเมืองที่ไม่ใช่คนผิวขาวยอมยกสิทธิในการใช้พื้นที่ให้กับคนผิวขาว และอันที่จริง บริบทแรกๆ ของคำว่า “banana republic” ก็เป็นการอธิบายสถานการณ์ของประเทศกัวเตมาลาระหว่างปี 1920 ถึง 1944 เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารร่วมมือกับยูไนเต็ด ฟรุ๊ต อย่างเต็มใจ ในการพยุงโครงสร้างสังคมแบบระบอบศักดินาซึ่งแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนเอาไว้ เพื่อให้บริษัทมั่นใจได้ว่าจะมีแรงงานถูกๆ ใช้อย่างเหลือเฟือ ดังนั้นจะเห็นว่า ถึงแม้ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต จะไม่ได้เป็นผู้สร้างระบอบศักดินาในกัวเตมาลา พวกเขาก็ช่วยส่งเสริมมันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

นอกจากจะเอาเปรียบแรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านนโยบายเหยียดผิวแล้ว ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ยังแทรกแซงกิจการภายในของประเทศแถบทวีปอเมริกากลางอย่างเข้มข้น รวมทั้งให้เงินสนับสนุนการก่อสงครามหรือรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่ยอมทำตามความประสงค์ของบริษัท ‘ด้านมืด’ ของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต เผยโฉมให้โลกเห็นครั้งแรกในปี 1911 เมื่อหน่วยทหารรับจ้างของแซม เซอเมอร์เรย์ (Sam Zemurray) เจ้าพ่อชาวรัสเซียที่มาตั้งรกรากในอเมริกา ผู้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต บุกเข้าโจมตีฮอนดูรัส โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาลฮอนดูรัสในขณะนั้น ซึ่งปฏิเสธไม่ให้บริษัทเข้าไปทำไร่กล้วยในประเทศเพราะกลัวว่าจะมีอำนาจเหนือรัฐบาล หลังจากรบกับกองทัพของรัฐบาลได้เพียง 6 สัปดาห์ กองทหารรับจ้างของเซอเมอร์เรย์ก็ประกาศชัยชนะ รัฐบาลฮอนดูรัสถูกบีบให้ลาออกและจัดการเลือกตั้งใหม่ (ซึ่งแน่นอนว่าผู้สมัครล้วนเข้าข้างบริษัท) หลังจากนั้น รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งก็ประกาศมอบที่ดินจำนวนมหาศาลให้เซอเมอร์เรย์ทำไร่กล้วย และยกเว้นภาษีเงินได้ให้เขาเป็นเวลาถึง 25 ปี

ต่อมาในปี 1954 ที่ปรึกษาของบริษัทนาม เอ็ดวาร์ด เบอร์เนย์ส (Edward Bernays – ท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้อาจคุ้นชื่อของ ‘บิดาแห่งอาชีพประชาสัมพันธ์’ ผู้นี้ จากตอนที่ผู้เขียนอธิบายแนวคิดของเขาคร่าวๆ ไว้ในตอน “กระบวนการ “ผลิตความยินยอม” ยุคสื่อเรืองอำนาจ”) ใช้ความสามารถในการบิดเบือนสื่อและเส้นสายของเขาในการช่วยให้บริษัทโค่นรัฐบาลกัวเตมาลาลงได้สำเร็จ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดนั้นทำให้ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะดำเนินนโยบายแบบสังคมนิยม โดยเฉพาะการให้สัญญากับประชาชนว่า จะจัดสรรที่ดินว่างเปล่าบางส่วนในประเทศซึ่งยังไม่มีใครใช้ประโยชน์ คืนให้กับเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นประชากรร้อยละ 90 ของประเทศ (กรรมสิทธิ์ที่ดินในกัวเตมาลาสมัยนั้นมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก กล่าวคือ ประชากรร้อยละ 2.2 เป็นเจ้าของที่ดินกว่าร้อยละ 70 และที่ดินส่วนใหญ่ก็เป็นที่ดินว่างเปล่าที่คนรวยชอบถือไว้เก็งกำไร ไม่ต่างจากคนรวยในเมืองไทย) เนื่องจากยูไนเต็ด ฟรุ๊ต เป็นเจ้าของที่ดินว่างเปล่าจำนวนมากในกัวเตมาลา บริษัทจึงอนุมัติให้เบอร์เนย์ส์ดำเนินการตาม ‘แผนใต้ดิน’ ของเขา ด้วยการว่าจ้างกองทัพนักข่าวให้ออกไปหา ‘ข่าวปลอม’ เกี่ยวกับสงครามกองโจรและขุมระเบิดที่ไม่เคยมีอยู่จริง เพื่อวาดภาพให้ชาวอเมริกันเชื่อและหวาดกลัวว่า กัวเตมาลาเป็นประเทศที่กำลังตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของ “ระบอบคอมมิวนิสต์อันน่าพรั่นพรึง”

หลังจากที่กองทัพนักข่าวซึ่งทำงานให้กับยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ประสบความสำเร็จในการทำให้รัฐบาลอเมริกันในขณะนั้นเชื่อว่ากัวเตมาลาเป็น ‘ประเทศคอมมิวนิสต์’ ที่ ‘อันตราย’ ถึงระดับที่อเมริกา ‘ควรกำจัด’ แล้ว เพราะเป็น ‘รัฐลูก’ (satellite state) ของสหภาพโซเวียต ขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องง่าย ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต อาศัยเส้นสายที่บริษัทมีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอเมริกันหลายคน โดยเฉพาะจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลัส (John Foster Dulles) รัฐมนตรีต่างประเทศ และน้องชายของเขาคือ อัลเลน ดัลลัส (Allen Dulles) ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ซึ่งทั้งสองคนเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัท พี่น้องตระกูลดัลลัสสองคนนี้ช่วยกันวางแผนและจัดตั้งคณะรัฐประหารติดอาวุธหนัก ซึ่งโค่นรัฐบาลกัวเตมาลาลงได้สำเร็จในปี 1954

ต่อมาในปี 1961 ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ให้ซีไอเอยืมเรือของบริษัทบางลำไปใช้ในแผนโค่นฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ผู้นำคิวบา ปฏิบัติการอันล้มเหลวในครั้งนั้นโด่งดังไปทั่วโลกในชื่อ “Bay of Pigs Invasion” (การบุกรุกที่อ่าวหมู) และเป็นชนวนที่เกือบทำให้โลกเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์

ถ้าไม่นับการโค่นล้มรัฐบาลที่บริษัทมองว่าไม่เป็นมิตร จุดยืนโดยรวมของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ไม่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ มากนัก กล่าวคือ พวกเขาต่อต้านการเก็บภาษีในอัตราสูงและการแทรกแซงของภาครัฐ ในแง่นี้ การที่ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ดำเนินกิจการส่วนใหญ่นอกเขตประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้บริษัทค่อนข้างโชคดีกว่าบริษัทจำนวนมากที่ตกเป็นเป้าของรัฐบาลอเมริกันและยุโรป ซึ่งตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดอย่างจริงจังเพื่อสร้างเวทีการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบตลาดเสรี และเพิ่มอัตราภาษีเงินได้ที่เก็บจากบริษัทเอกชน เพื่อนำไปใช้สร้างระบบสวัสดิการ หรือ ‘ตาข่ายสังคม’ สำหรับประชาชน

เรื่องราวของ ยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ยังมีเกร็ดที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิเช่น อีไล แบล็ค ซีอีโอคนสุดท้ายของบริษัทที่กระโดดตึกตาย มีส่วนร่วมในการบัญญัติคำว่า “Corporate Social Responsibility” เมื่อเขาพูดในงานแถลงข่าวว่า เงินบริจาคที่บริษัทมอบให้กับผู้เคราะห์ร้ายจากแผ่นดินไหวในนิคารากัวเมื่อปี 1972 นั้น เป็นการแสดง “ความรับผิดชอบทางสังคม” ของบริษัท แต่ไม่ว่ายูไนเต็ด ฟรุ๊ต จะประชาสัมพันธ์กิจกรรมการกุศลเพียงใด ก็ไม่อาจยับยั้งกระแสความไม่พอใจในวิธีการทำธุรกิจของบริษัท ที่ก่อตัวจนเป็นคลื่นต่อต้านสหรัฐอเมริกาลูกใหญ่ ซึ่งส่งผลดีต่อการปลุกระดมมวลชนของนักปฏิวัติฝ่ายซ้ายหลายคน เช่น เช กูวารา (Che Guevara) และทำให้ความไม่ไว้วางใจอเมริกาฝังใจประชาชนสืบเนื่องยาวนานจวบจนปัจจุบัน

แม้ว่าบริษัทจะปิดฉากไปนานแล้ว เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการ ‘เถลิงอำนาจผูกขาด’ ของยูไนเต็ด ฟรุ๊ต ยังเป็นอุทาหรณ์สอนใจเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่โครงสร้างต่างๆ เช่น กฎหมายป้องกันการผูกขาด ยังใช้การไม่ได้จริง ทำให้เศรษฐกิจเป็นได้อย่างมากเพียง ‘ทุนนิยมสามานย์’ ที่รัฐตกอยู่ใต้อาณัติของนายทุนผู้ครองตลาดจำนวนไม่กี่รายเท่านั้น.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter