วิถีคนจน
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
ท่านผู้อ่าน “จน” หรือเปล่าครับ ? ผมคิดว่าหลายๆ ท่านคงคิดว่าตนเองจน แต่จากการคำนวณเส้นความยากจนใหม่ของสภาพัฒน์ระบุว่า “คนจน” ในประเทศไทยหมายถึงคนที่มีรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่าประมาณ 1,163 บาทต่อเดือน (ในปี พ.ศ.2545) ผมคิดว่าทุกท่านที่ได้มีโอกาสอ่านบทความนี้อยู่คงไม่ใช่คนจนตามความหมายนี้
ในระดับสากลนักเศรษฐศาสตร์เรามีระดับคร่าวๆ ในการตัดสินว่าใครเป็นคนจนอยู่สองระดับครับ โดยคน “จนมาก (Extreme Poverty)” หมายถึง ผู้ที่มีรายได้ในระดับต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ส่วนคน “จน (Poverty)” หมายถึง ผู้ที่มีรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันครับ คิดคร่าวๆ แล้วถือว่า “คนจน” ที่เมืองไทยเข้าข่าย “คนจนมาก” ในระดับสากลเช่นกัน
เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี พ.ศ.2544 ของ TDRI (จากเว็บไซต์ “เสียงจากคนจน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเว็บไซต์ของสถาบัน TDRI) ฉบับหนึ่งได้บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของคนจนในสถานที่บางแห่งของประเทศไทยครับ โดยเอกสารที่ผมสนใจมากฉบับหนึ่งบอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนจนแห่งบ้านแม่ยางส้าน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ไว้อย่างน่าสนใจ
นายเมอะเลอะเป็นชาวบ้านยากจนคนหนึ่งในบ้านแม่ยางส้าน เป็นคนขยันขันแข็ง นายเมอะเลอะแต่งงานกับนางลิลา มีลูก 10 คน แต่เสียชีวิตไป 1 คน โดยนายเมอะเลอะเป็นแรงงานหลักเพียงคนเดียวในการหาเลี้ยงครอบครัวในช่วงต้น เนื่องจากนางลิลาต้องเลี้ยงดูลูกๆ ของพวกเขา
ทุกวันนายเมอะเลอะต้องออกไปรับจ้างเพื่อหาเงินซื้อข้าวซื้อเกลือให้ครอบครัว ตั้งแต่เช้ามืดจนดึกดื่น กลับมาบ้านก็ยังสานกะลาสานเสื่อไว้ขายหรือแลกข้าวกินทุกวัน โอกาสที่คนทั่วไปจะเห็นนายเมอะเลอะอยู่นิ่งๆ ทำตัวให้ว่างนั้นมีน้อยมาก
ความขยันขันแข็งของนายเมอะเลอะตกทอดมายังรุ่นลูกครับ โดยชาวบ้านต่างพูดว่า ลูกๆ บ้านนี้ก็ขยันกันทุกคน หลายคนเชื่อถือในตัวนายเมอะเลอะและลูกๆ ทำให้ลูกชายหลายคนได้แต่งงานกับหญิงสาวในหมู่บ้านซึ่งมีที่ดินตกทอดมาจากพ่อแม่
ปัจจุบันบ้านนายเมอะเลอะมีสมาชิก 6 คน ต่างแบ่งหน้าที่กันทำ โดยบ้างปลูกข้าว บ้างเลี้ยงวัว บ้างรับจ้าง บ้างปลูกข้าวโพด ตอนนี้ (พ.ศ.2544) ครอบครัวของนายเมอะเลอะเป็นเจ้าของที่ดินส่วนหนึ่ง และมีวัวเป็นของตนเอง 3 ตัว ครอบครัวนี้เล่าว่า ช่วงชีวิตในตอนนี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว ถึงแม้ยังต้องทำงานหนัก แต่ก็ไม่ถึงกับต้องอดเหมือนเช่นในอดีต
ในทางตรงกันข้ามครับ นายแถะโมและนางปิอิเป็นครอบครัวที่ฝ่ายสามีติดยาและภรรยาติดเหล้า ครอบครัวนี้จนมาตั้งแต่บรรพบุรุษและยังซ้ำเติมตนเองด้วยการเสพยา นายแถะโมและนางปิอิมีลูกด้วยกัน 7 คน ทั้งคู่หาเลี้ยงชีพด้วยการออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้านมาโดยตลอด
ชาวบ้านเล่าว่า ทั้งคู่เป็นคนที่ไม่ค่อยทำการทำงาน และสองคนบ้านนี้พอๆ กัน นายแถะโมทำงานหาเงินมาซื้อฝิ่นสูบ ไม่มีเงินก็เอาข้าวเปลือกในบ้านไปขายเพื่อซื้อยา ส่วนนางปิอิหาเงินมาได้ก็นำไปซื้อเหล้ากิน โดยบ้านนี้มักจะทำงานซื้อเหล้าซื้อยามากกว่าซื้อข้าวกิน
เอกสารดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนจนในหมู่บ้านเดียวกัน ที่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปครับ โดยในเอกสารยังรายงานอีกว่า กรณีของครอบครัวนายเมอะเลอะนั้นถือว่ามีโอกาสหลุดพ้นจากความจน ไต่ขึ้นเป็นคนฐานะปานกลางในหมู่บ้านแล้ว ตรงกันข้ามกับครอบครัวของนายแถะโมที่ยังจมดิ่งอยู่กับความจน
วิถีชีวิตของคนจนทั้งสองน่าสนใจครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทย รวมถึงผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย
โดยถ้าหากวิถีชีวิตของคนจนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นอย่างครอบครัวของนายเมอะเลอะ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทยคงจะหมดห่วง เพราะพวกเขาคงไม่ต้องทำอะไรมาก อาจมีนโยบายสร้างงานสร้างความรู้และสนับสนุนการสร้างรายได้นิดหน่อย พวกคนจนเหล่านี้คงสามารถหลุดพ้นจากระดับความยากจนได้ไม่ยาก
ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากวิถีชีวิตของคนจนส่วนใหญ่มีลักษณะใกล้เคียงกับนายแถะโม การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทยคงเป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้นครับ การแจกจ่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ จากทางภาครัฐ เช่น การให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การให้ที่ดินทำกิน และการสร้างระบบสาธารณสุขที่ดีคงไม่เพียงพอ
ผมคิดว่าทรรศนะต่อวิถีชีวิตคนจนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจน รวมถึงผู้ที่เคยร่วมคิดและถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาก่อน คงจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้วิธีคิดและนโยบายต่างๆ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวออกมาแตกต่างกัน
Abhijit Banerjee และ Esther Duflo สองนักเศรษฐศาสตร์สายพัฒนาชื่อดังจากสถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology) ได้เขียนบทความฉบับหนึ่งในชื่อ The Economic Lives of the Poor ตีพิมพ์ใน The Journal of Economic Perspectives ฉบับที่ 21 (1) ปี ค.ศ.2007 เพื่อรายงานเกี่ยวกับวิถีชีวิตคนจนที่มีความน่าสนใจมาก และผมคิดว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าวควรที่จะได้อ่านบทความนี้
บทความดังกล่าวรายงานถึงตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนจนใน 13 ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น อินเดีย ไอเวอรีโคสต์ อินโดนีเซีย ติมอร์ตะวันออก ฯลฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มประเทศยากจนที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง (โชคดีที่ประเทศไทยเราไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ)
ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสถิติที่น่าสนใจบางประการของคนจนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ให้ฟัง โดยลักษณะร่วมของครอบครัวคนจน คือเป็นครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ และมักมีลูกจำนวนมาก การเข้าถึงเงินกู้ที่มีแบบแผนและมีดอกเบี้ยต่ำทำได้ค่อนข้างยาก ในขณะเดียวกันการเข้าถึงเงินฝากและการประกันชีวิตอย่างเป็นระบบก็ทำได้ค่อนข้างยากเช่นเดียวกัน
สถิติในด้านการใช้จ่ายเงินเป็นเรื่องน่าสนใจมากครับ เนื่องจากค่าใช้จ่ายทางด้านอาหารอยู่ในระดับเพียง 56 ถึง 78 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นรายจ่ายที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการอาหารในแต่ละวันแน่นอน โดยรายจ่ายสำคัญอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นนอกเหนือจากรายจ่ายทางด้านอาหาร คือรายจ่ายเกี่ยวกับบุหรี่และแอลกอฮอล์ ซึ่งคิดเป็นราว 1 ถึง 8.1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด (นี่ถ้ารวมเมืองไทยอาจมีรายจ่ายเกี่ยวกับหวยครับ)
นอกเหนือจากรายจ่ายข้างต้นแล้ว รายจ่ายอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ คือรายจ่ายในด้าน สันทนาการ โดยราว 99 เปอร์เซ็นต์ของครอบครัวยากจนมีรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ รวมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา และพิธีการทางประเพณี เช่น งานแต่งงาน งานศพ เป็นต้น ในส่วนของครอบครัวที่มีรายจ่ายเกี่ยวกับเทศกาลและพิธีการต่างๆ ค่อนข้างน้อย ก็มักจะเป็นเจ้าของวิทยุหรือเครื่องรับโทรทัศน์
การใช้จ่ายทางแพทย์และสาธารณสุขอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้มักจะมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) อยู่ในระดับ “ต่ำเกินไป” ซึ่งน่าจะหมายถึงสุขภาพที่ไม่สู้ดีด้วย การเข้าถึงระบบสาธารณสุขคุณภาพสูงราคาถูกเป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้
การลงทุนในการศึกษาค่อนข้างต่ำ แต่อาจจะเนื่องมาจากลูกหลานคนจนเหล่านี้มักจะเข้ารับการศึกษากับสถาบันการศึกษาของทางการซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามการศึกษาที่พวกเขาเข้าถึงได้ก็มีคุณภาพอยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน
ในด้านการหาเลี้ยงชีพ เป็นที่น่าสนใจว่าครอบครัวคนจนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้มักจะเป็น “เจ้าของกิจการ” ขนาดเล็กมากที่ตนเองทำอยู่ และประกอบกิจการในลักษณะคล้ายๆ กัน นอกจากนั้นยังประกอบอาชีพหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน โดยอาชีพรับจ้างมักสร้างรายได้ในสัดส่วนสูงกว่าอาชีพทางด้านเกษตรกรรม แต่มีความเสี่ยงสูงกว่า
การประกอบอาชีพหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันทำให้คนจนเหล่านี้ไม่สามารถสร้างทักษะและความชำนาญในอาชีพใดอาชีพหนึ่งได้ ซึ่งสร้างปัญหาในการใช้ประโยชน์จากความถนัดเฉพาะด้าน (Specialization) และการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scales) ผลลัพธ์คือการไม่สามารถแข่งขันกับผู้อื่นในการไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมได้
ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า Banerjee และ Duflo กล่าวโทษว่าคนจนเป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะเหมือนนายแถะโมที่ผมกล่าวถึงในตอนต้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นครับ ทั้งคู่พยายามอธิบายถึงพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้อย่างมีเหตุผล โดยมิได้กล่าวโทษถึงความไม่มีวินัยในการใช้ชีวิตของกลุ่มคนจนเหล่านี้แต่อย่างใด
การมีลูกมากของคนจนเข้ามาทดแทนโอกาสที่ยากในการเข้าถึงสถาบันเงินฝาก ลูกๆ เป็นเสมือนที่ฝากเงินที่ปลอดภัยของพวกเขาครับ การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันในขนาดเล็กเป็นเสมือนการประกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง เนื่องจากพวกเขาไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอในการรับความเสี่ยงจากการไม่มีรายได้ รวมทั้งการทำงานหลายๆ อย่างเกิดจากข้อจำกัดทางด้านเงินทุนและธรรมชาติของอาชีพเกษตรกรที่ทำงานได้ในช่วงเวลาจำกัดในแต่ละปี
สำหรับการใช้จ่ายทางด้านสันทนาการที่ดูเกินความจำเป็นนี้อาจเป็นเรื่องของการเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ เป็นความต้องการที่จะรักษาสถานะทางสังคมให้ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน หรือเป็นช่องทางในการพบปะติดต่อกับเพื่อนฝูง
การขาดการลงทุนทางการศึกษาที่เพียงพออาจเป็นเพราะกลุ่มพ่อแม่ยากจน ไม่สามารถที่จะประเมินคุณภาพของสถานศึกษาที่ลูกๆ ของตนเล่าเรียนอยู่ได้ พ่อแม่ที่อ่านหนังสือไม่ออกไม่สามารถบอกได้ว่าลูกของตนเองอ่านหนังสือได้หรือเปล่าครับ พ่อแม่ที่ไม่เคยร่ำเรียนสูงๆ ไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไรจากการร่ำเรียนเหล่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถประเมินคุณภาพของสถานศึกษา หรือตัดสินใจลงทุนเกี่ยวกับการศึกษาให้กับลูกๆ ได้
การแก้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การเข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขามีความสำคัญต่อการคิดหาทางออกให้กับพวกเขาเป็นอย่างมากครับ มันทำให้เรารู้ว่าเขาขาดอะไร และจะมีวิธีช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง การไม่เข้าใจวิถีชีวิตดังกล่าวรังแต่จะหยิบยื่นให้ในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างแท้จริง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม 2550



