Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


แอบมองเพื่อนบ้าน กัมพูชากับเงินดอลลาร์สหรัฐ

- ณ พัฒน์ -


วันก่อนผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของเรามาครับ เจอเรื่องน่าสนใจหลายอย่าง เลยอยากมาเล่าให้ฟังกันสักหน่อย

กัมพูชาเป็นประเทศที่น่าสนใจมากครับ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ใช้เวลาบินจากกรุงเทพฯไม่ถึงชั่วโมงดี แต่คนไทยไม่ค่อยคิดอยากจะไปกันเท่าไร (หรือจะไปก็คงไปเที่ยวแค่นครวัด) ส่วนหนึ่งคงเป็นผลมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อสามสี่ปีก่อน ที่บานปลายไปจนถึงกับมีการเผาสถานทูตไทย (แต่เขาก็สร้างให้ใหม่แล้วนะครับ ใหม่เชียว)

ถ้าใครเคยไปกัมพูชามา คงรู้ว่าที่นี่เขารับเงินดอลลาร์ด้วย แต่อาจจะไม่รู้ (ผมก็ไม่รู้มาก่อน เพิ่งมารู้ตอนไปถึงนี่แหละ) ว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีการใช้เงินตราต่างประเทศ (dollarization) สูงมากๆ ประเทศหนึ่ง เงินดอลลาร์สหรัฐถูกใช้อย่างแพร่หลายในกรุงพนมเปญ ราคาสินค้าหลายๆ อย่างอยู่ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คนงานจำนวนมากก็ได้รับค่าจ้างเป็นเงินดอลลาร์

ส่วนเงินตราประจำชาติของเขา คือ เงิน riel (KHR) เนี่ยใช้กันมากในชนบท ภาคการเกษตร และใช้ในการจ่ายเงินเดือนคนงานบางส่วนครับ นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนใช้เงิน riel มากขึ้น รัฐบาลยังจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นเงิน riel และกำหนดให้ผู้จ่ายภาษีส่วนใหญ่จ่ายเงินเป็น riel อีกด้วย

และที่น่าสนใจคือ เงินทั้งหมด (ทั้ง riel และ dollar) ที่ใช้กันในกัมพูชาทั้งหมดเป็นธนบัตร (เหรียญเคยถูกนำมาใช้ระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้รับความนิยมนัก) เงิน riel จึงถูกใช้เป็นเงินทอนในการใช้จ่ายไปโดยปริยาย ถ้าใครไปกัมพูชาแล้ว ได้เห็นธนบัตรเงิน riel ใหญ่กว่าใบละห้าพัน riel นี่ ถือว่าโชคดีสุดๆ ครับ (อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 4,000 riel ต่อดอลลาร์สหรัฐครับ)

มีการประมาณกันว่าอัตราการใช้เงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจของกัมพูชา (อัตราส่วนระหว่างปริมาณเงินในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ต่อปริมาณเงินทั้งหมด) อาจสูงถึงร้อยละ 90-95 เลยทีเดียว สาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถวัดอัตราการใช้เงินดอลลาร์ได้จริงๆ และต้องประมาณเอา ก็เพราะว่าเงินดอลลาร์จำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้อยู่ในระบบธนาคาร แต่อยู่ในรูปเงินสด ซึ่งมีการประมาณกันว่าสูงถึง 3-4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

แล้วเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐปริมาณมากขนาดนี้มาอยู่ประเทศกัมพูชาได้ยังไงเหรอครับ ?

คงยังจำกันได้ว่า ประเทศกัมพูชาอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองตั้งแต่หลังเขมรแดงถูกขับออกจากอำนาจช่วงปลายทศวรรษที่ 70s และมีการรบกันเรื่อยมา จนมีการทำสัญญาสันติภาพกันในปี 1991 และจัดให้มีการเลือกตั้งกันในปี 1993

ช่วงที่เขมรแดงมีอำนาจนั้น (นอกเหนือจากสิ่งเลวร้ายอื่นๆ ที่ผมไม่ค่อยอยากจะพูดถึง) ได้มีการยกเลิกระบบเงินตราทั้งหมด ทำให้เงินตราสมัยนั้นไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษ

แม้ว่าเงิน riel จะถูกนำกลับมาใช้ภาคหลังจากเขมรแดงพ้นจากอำนาจไปแล้ว แต่ค่าของเงินที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อที่สูงมาก ทำให้คนทั่วไปไม่เชื่อถือในตัวเงิน และเลือกที่จะเก็บทรัพย์สมบัติไว้ในรูปอื่น เช่น ทองคำ เป็นต้น

เงินดอลลาร์เริ่มไหลเข้าไปในประเทศกัมพูชาเมื่อความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเริ่มไหลเข้าสู่ประเทศ ในช่วงกลาง 1980s หลังปี 1991 องค์การสหประชาชาติได้เข้าไปดูแลประเทศกัมพูชา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 1993 และมีการนำเอากำลังทหารและบุคลากรกว่า 22,000 คนเข้าไปดูแลความเรียบร้อย แน่นอนว่าปฏิบัติการนี้มีการนำเงินดอลลาร์ปริมาณมหาศาลเข้าไปในประเทศที่เกือบจะไม่ใช้เงินในชีวิตประจำวันเลย ทำให้เงินดอลลาร์เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นทางเลือกอีกทางแก่คนกัมพูชาเพื่อใช้เก็บทรัพย์สินของตนเอง

ในอดีตประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจอันเจ็บปวด ทำให้คนกัมพูชาส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อถือในระบบธนาคาร คนยังเก็บเงินส่วนใหญ่ในรูปเงินดอลลาร์ไว้นอกธนาคาร จนมาระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ฐานเงินฝากในระบบธนาคารเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนเริ่มเอาเงินที่ซุกไว้ใต้ที่นอนเอาออกมาใช้ และเก็บไว้ที่ธนาคารมากขึ้น

แต่ยังไงๆ คนก็ยังถือเงินดอลลาร์ไว้อยู่ดี เงินฝากธนาคารส่วนใหญ่ก็อยู่ในรูปดอลลาร์ มีธนาคารเพียงไม่กี่แห่งที่รับเงินฝาก และปล่อยกู้เป็นเงิน riel ตอนที่ผมไปกด ATM ที่ธนาคาร ก็ได้เงินมาเป็นเงินดอลลาร์ครับ (และยังได้ธนบัตรหายากอย่างใบละ 50 ดอลลาร์ ที่แทบจะไม่มีใช้ในสหรัฐ !) ผมเข้าใจว่าไม่มีเครื่อง ATM เครื่องไหนจ่ายเป็นเงิน riel นะครับ หรือไม่งั้นก็คือผมอ่านภาษาเขาไม่ออก

แต่อย่างที่บอกครับว่า รัฐบาลและนายจ้างบางแห่งยังจ่ายเงินเดือนเป็นเงิน riel ในขณะที่ค่าใช้จ่ายหลายๆ อย่างของข้าราชการและลูกจ้างเหล่านี้ (โดยเฉพาะในกรุงพนมเปญ) อยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ หรือบางคนที่ได้รับรายได้เป็นเงินดอลลาร์ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงิน riel เช่นนำเงินไปจ่ายภาษี หรือนายจ้างบางคนต้องนำไปจ่ายลูกจ้าง ทำให้คนกัมพูชาต้องแลกเปลี่ยนเงินไปมาระหว่างเงินดอลลาร์กับเงิน riel กันเป็นว่าเล่น ธุรกิจการแลกเงินจึงเป็นธุรกิจที่มีจำนวนธุรกรรมสูงมากๆ

แต่ที่คนทั่วไปอาจจะรู้สึกประหลาดก็คือ เวลาไปแลกเงิน ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยไปแลกที่ธนาคารครับ แต่ไปแลกกับคนที่มีอาชีพรับแลกเปลี่ยนเงินตราที่เรียกว่า money changer ตามตลาดแทนครับ เพราะว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารเสนอ ไม่สามารถจะแข่งกับ money changer เหล่านี้ได้เลยครับ เข้าใจว่าด้วยการแข่งขันที่มีสูงมากๆ ทำให้ money changer ต้องลดส่วนต่างระหว่างอัตราเสนอซื้อกับเสนอขายให้เหลือน้อยมาก และหวังจะได้กำไรจากปริมาณการแลกเปลี่ยนที่มีปริมาณมากแทนครับ อย่างวันที่ผมไป ผมเห็นอัตราซื้อขายที่เขาติดประกาศไว้ ซื้อ 4,087 ขาย 4,095 riel ต่อดอลลาร์สหรัฐ... ดูส่วนต่างแล้วอย่างนี้ธนาคารจะสู้ไหวไหมละครับ

พอนั่งมองเงินดอลลาร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกัมพูชาแล้ว ก็อดคิดถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของกัมพูชาไม่ได้ครับ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันครับว่า การใช้เงินตราต่างประเทศ หรือ dollarization สูงมากๆ เนี่ย ก็คล้ายๆ กับการมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ยึดติดไว้กับเงินสกุลนั้น แต่เป็นการยึดติดแบบเหนียวหนึบ ยิ่งกว่าระบบ currency board เสียอีกครับ เพราะการเกินดุลชำระเงินเท่ากับเป็นการเพิ่มเงินในระบบ และการไหลออกของเงินอย่างรวดเร็วก็จะทำให้เกิดการขาดแคลนเงินที่ไหลเวียนในระบบ นอกจากนี้การตัดสิน “เลิก” ยึดติดกับเงินดอลลาร์นั้น ไม่สามารถจะทำได้ชั่วข้ามชั่วคืน เหมือนอย่างการลอยตัวค่าเงินหรือการยกเลิก currency board

ระยะเวลาที่ผ่านมา dollarization ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจของกัมพูชามีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เงินเฟ้ออยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก (เฉลี่ยเกือบร้อยละสิบในรอบห้าปีที่ผ่านมา !)

แต่เสถียรภาพนี้ก็มาพร้อมกับ “ต้นทุน” คล้ายๆ กับการมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เช่น การขาดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินของตัวเอง เพราะว่าธนาคารกลางที่ยึดค่าของเงินไว้กับอีกประเทศหนึ่ง และมีบัญชีทุนแบบเปิดเสรี ไม่สามารถจะดำเนินนโยบายการเงินต่างไปจากประเทศนั้นได้มากนัก เพราะเงินทุนที่ไหลเข้าออกจะบังคับให้ดำเนินนโยบายทางการเงินเหมือนกับอีกประเทศหนึ่ง ทั้งๆ ที่สภาพและวงจรทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว

นอกจากนี้ธนาคารกลางที่ไม่มีเงินตราของตัวเอง ยังขาดรายได้ที่เกิดขึ้นจากกำไรที่เรียกว่า seignorage (ธนาคารกลางทั่วไปได้กำไรส่วนนี้จากการออกตราสารหนี้ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย ที่เรียกว่า “ธนบัตร” ในขณะที่เงินเฟ้อจะทำให้มูลค่าหนี้ส่วนนี้ลดลง มูลค่าของสินทรัพย์ของธนาคารกลางไม่ได้ลดลงไปด้วยเพราะสินทรัพย์ของธนาคารส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกับเงินเฟ้อ เช่น เงินให้กู้ที่ได้รับดอกเบี้ย หรือทรัพย์สินมีค่าอย่างทองคำ)

แต่ถ้าเทียบๆ ดูแล้ว ที่ผ่านมาต้นทุนพวกนี้จิ๊บจ๊อยมากครับ ถ้าเทียบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ผมว่า dollarization เนี่ยมี ประโยชน์กับกัมพูชานะครับ อย่างน้อยก็ในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ระบบสถาบันและระบบการดำเนินนโยบายการเงินกำลังอยู่ในขั้นพัฒนา แต่ถ้าจะว่ากันยาวๆ คงต้องมาดูกันอีกทีครับ ชั่งข้อดีข้อเสียแล้ว อันไหนจะมากกว่ากัน

แต่ยังไงๆ การลดการใช้เงินตราต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ชั่วข้ามชั่วคืนอยู่ดีครับ แต่คงต้องใช้เวลานานพอควร การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter