ปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบสิทธิบัตรยา
หนึ่งใน ‘ประเด็นร้อน’ ประจำปี 2550 ที่คงจะเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมไทยไปอีกนาน คือการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License หรือ CL) เหนือยาต้นแบบราคาแพง 3 ชนิด ของกระทรวงสาธารณสุขไทยเมื่อปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากบริษัทยาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอเมริกันบางราย ถึงแม้ว่าการประกาศใช้สิทธิดังกล่าวของกระทรวงสาธารณสุขจะตรงตามเงื่อนไขในข้อตกลงกับองค์กรการค้าโลก ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาประกาศใช้ CL ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของสิทธิบัตรทราบก่อน หากการใช้ CL นั้นเป็นการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (ในกรณีของไทย กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าจะใช้ CL เพื่อจัดซื้อยาเลียนแบบให้กับผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้โครงการประกันสุขภาพของรัฐเท่านั้น) และหากรัฐบาลผู้ประกาศใช้ CL ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าของสิทธิบัตร (ในกรณีของไทย กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดค่าตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 0.5 ของมูลค่ายาเลียนแบบที่สั่งซื้อ)
แก่นแกนของปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยา มีลักษณะเหมือนกับปัญหาสำคัญเรื่องอื่นๆ ในกระแสโลกาภิวัตน์ นั่นคือ มันไม่ใช่คำถามขาว-ดำ ว่าควร ‘ทำ’ หรือ ‘ไม่ทำ’ แต่เป็นคำถามว่า ระบบสิทธิบัตรควรมีลักษณะ ‘อย่างไร’ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ในทางที่ยุติธรรมต่อผู้ผลิต และมีมนุษยธรรมต่อผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้ด้อยโอกาสในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีกำลังซื้อยาราคาแพงมารักษาโรคร้ายที่ต้อง ‘รอวันตาย’ สถานเดียว หากไม่ได้ยามารักษาอย่างทันท่วงที
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า บริษัทยาควรสามารถ ‘ถอนทุน’ จากเงินจำนวนมากที่พวกเขาหมดไปกับการวิจัยยารักษาโรค เพราะถ้าปราศจากแรงจูงใจด้านผลกำไร ก็คงเป็นเรื่องยากที่ใครจะลงทุนทำวิจัย ซึ่งนอกจากจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลแล้ว ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในการคิดค้นยารักษาโรคหลายชนิดที่สาเหตุยังไม่แน่ชัด
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ การ ‘ถอนทุน’ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ‘ผลกำไร’ ที่บริษัทยาควรได้รับนั้น ควรมี ‘ขีดจำกัด’ หรือไม่ เพียงใด? บริษัทยาที่ได้กำไรมหาศาลในแต่ละปี และกำไรกว่าร้อยละ 90 มาจากลูกค้าในประเทศพัฒนาแล้ว ควรรู้สึกว่าการประกาศใช้ CL ซึ่งจะทำให้กำไรของพวกเขาลดลงเพียงเสี้ยวเดียว แลกกับการได้ช่วยชีวิตคนจนผู้ป่วยเป็นโรคร้ายนับแสนคน เป็นเรื่อง ‘ไม่ยุติธรรม’ สำหรับพวกเขาหรือไม่?
ภายใต้ระบบสิทธิบัตรที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน บริษัทยาผู้จดสิทธิบัตรจะได้รับ ‘อำนาจผูกขาด’ ชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 10 หรือ 15 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรจะมีอำนาจผลิต กำหนดราคา และจำหน่ายยานั้นๆ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งแปลว่าจะทำกำไรเท่าไรก็ได้
ในเมื่อคนจนจำนวนมากไม่สามารถ ‘เลื่อนเวลาป่วย’ ของพวกเขาออกไปจนกว่าอายุสิทธิบัตรจะหมดลง (ซึ่งเป็นเวลาที่บริษัทอื่นๆ จะสามารถแข่งกันผลิต ‘ยาชื่อสามัญ’ ของยาต้นแบบนั้นออกมาขายในราคาย่อมเยาที่คนจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงได้) การอนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาประกาศใช้ CL ก็ดูจะเป็นวิธีการ ‘หาจุดสมดุล’ ที่สมเหตุสมผล ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวของบริษัทยา กับประโยชน์ส่วนรวมของสังคม
โดยเฉพาะในเมื่อเราไม่ควรลืมว่าสิทธิบัตรนั้นเป็น ‘สิทธิพิเศษ’ ที่รัฐมอบให้กับบริษัทยารายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ ในเมื่อรัฐเป็นผู้มอบอำนาจผูกขาดชั่วคราวให้ ก็ถูกต้องแล้วที่รัฐควรมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งเงื่อนไขในการประกาศใช้ CL ด้วย
แต่ข้อขัดแย้งรุนแรงที่ปะทุขึ้นหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขไทยประกาศใช้ CL รวมทั้ง ‘คำขู่’ จากเจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันบางราย ว่าไทยอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (ซึ่งเป็น ‘คนละเรื่อง’ กัน เพราะการประกาศใช้ CL ของไทยนั้นทำไปอย่างถูกกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ ไม่เหมือนกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ และสมควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน) ซึ่งอาจหมายความว่าไทยไม่สามารถใช้ CL ได้สำเร็จจริงๆ เริ่มสะท้อนให้เห็นปัญหาใหญ่ของระบบสิทธิบัตร อย่างน้อยก็ในประเด็นเกี่ยวกับโรคร้ายที่ผู้ป่วยจำนวนมากเป็นคนจน ปัญหานี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย และนักคิดอื่นๆ หลายคน กำลังเสนอแนะแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้คนจนได้มีโอกาสเข้าถึงยาได้มากขึ้นกว่าเดิม
ข้อเสนอส่วนใหญ่ของนักคิดหลายคนมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนแรงจูงใจของบริษัทยา เช่น ให้รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับบริษัทยา หรือให้รัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มเงินลงทุนในการวิจัยยารักษาโรคที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่โจเซฟ สติกลิทซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของอเมริกาและองค์กรโลกบาลอย่างสม่ำเสมอ ได้เสนอวิธีการปฏิรูประบบสิทธิบัตรยาที่กว้างขวางกว่านั้นและค่อนข้างเป็นรูปธรรม ในบทความชื่อ “ให้รางวัล ไม่ใช่สิทธิบัตร” (Prizes, not patents) ที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์ http://www.project-syndicate.org/commentary/stiglitz81 จึงขอแปลมาให้ทุกท่านได้อ่านกันในคอลัมน์วันนี้:
……
ความสำเร็จประการหนึ่งของวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่คือยาชนิดใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐของบริษัทยา สิทธิบัตรคือระบบที่ทำให้บริษัทยาสามารถถอนทุนคืนจากการวิจัยได้ เพราะเป็นการให้สิทธิในการผูกขาดชั่วคราว ทำให้บริษัทยาสามารถขายยาในราคาที่แพงกว่าต้นทุนในการคิดค้นยานั้นๆ หลายเท่า เราไม่สามารถคาดหวังว่านวัตกรรมจะเกิดขึ้นฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ
แต่ถ้าถามว่า แรงจูงใจที่ระบบสิทธิบัตรปัจจุบันสร้างนั้นมีความ ‘เหมาะสม’ หรือไม่ หมายความว่ามันส่งเสริมให้ทุกฝ่ายใช้เงินอย่างคุ้มค่า และผู้ป่วยโรคที่ร้ายแรงที่สุดได้รับการรักษาหรือไม่? คำตอบที่น่าเศร้าคือ ‘ไม่เลย’
ปัญหาพื้นฐานของระบบสิทธิบัตรในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมาก กล่าวคือ ระบบนี้ตั้งอยู่บนการกีดกันการใช้ความรู้ เนื่องจากการที่คนอีกหนึ่งคนจะใช้ประโยชน์จากความรู้อะไรก็ตามที่มีผู้ค้นพบแล้วนั้นไม่ต้องมีต้นทุนเพิ่มอะไรเลย การกีดกันความรู้จึงเป็นเรื่องที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่ระบบสิทธิบัตรไม่เพียงแต่กีดกันการใช้ความรู้เท่านั้น แต่การมอบอำนาจผูกขาด (ชั่วคราว) ให้กับบริษัทยายังส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่มีประกันสุขภาพไม่มีเงินพอที่จะเข้าถึงยาได้ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ปัญหานี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีกำลังซื้อยาต้นแบบราคาแพง แต่อาจมีเงินพอซื้อยาเลียนแบบ (generic drug) ที่ถูกกว่าได้ ยกตัวอย่างเช่น ยาเลียนแบบที่ใช้เป็นด่านแรก (first-line) ในการรักษาโรคเอดส์ ช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคนี้ลดลงอย่างฮวบฮาบตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 จาก 10,000 เหรียญสหรัฐต่อคน เหลือเพียง 130 เหรียญสหรัฐต่อคนเท่านั้น
แต่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับประโยชน์น้อยมากเมื่อเทียบกับราคาแพงที่พวกเขาต้องจ่าย บริษัทยาใช้เงินค่าโฆษณาและทำการตลาดจำนวนมหาศาลกว่าเงินที่พวกเขาใช้ทำวิจัยหลายเท่า ใช้เงินในการวิจัยยาที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนรวย (เช่น อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และผมร่วง) มากกว่าคิดค้นยารักษาโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิต และแทบจะไม่ใช้เงินวิจัยยารักษาโรคที่คนจนหลายร้อยล้านคนต้องประสบ เช่น โรคมาเลเรีย เรื่องนี้อธิบายได้โดยหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กล่าวคือ บริษัทยาทุ่มทุนวิจัยเฉพาะในเรื่องที่พวกเขาสามารถทำกำไรได้ โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าต่อสังคม เนื่องจากคนจนไม่มีเงินซื้อยา บริษัทยาจึงแทบจะไม่ใช้เงินในการวิจัยโรคที่พวกเขาเป็น ไม่ว่าต้นทุนต่อสังคมโดยรวมจะสูงเพียงใดก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่น ยาที่มีคุณสมบัติเหมือนกันกับยาต้นแบบ (ซึ่งผู้เขียนขอแปลให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ยา ‘กูเอาด้วย’) ที่แย่งรายได้ส่วนหนึ่งจากบริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบ อาจเป็นยาที่ทำกำไรดีมากให้กับบริษัทผู้ผลิตยา ‘กูเอาด้วย’ ตัวนั้น แม้ว่าคุณค่าต่อสังคมอาจมีน้อยมาก เช่นเดียวกัน บริษัทหลายแห่งกำลังแข่งกันเอาชนะโครงการถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ (human genome project) ที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘ยีน’ (gene) เพื่อที่จะจดสิทธิบัตรยีนบางตัว เช่น ยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม คุณค่าของการแข่งขันระหว่างบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีมากมายอะไร เพราะมันแปลว่าการค้นพบที่นำไปสู่ความรู้จะเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยเท่านั้น แต่ต้นทุนของการแข่งขันที่สังคมต้องแบกรับนั้นมีมูลค่ามหาศาล เช่น ราคาสูงลิบลิ่ว (ระหว่าง 3,000 ถึง 4,000 เหรียญสหรัฐ) ที่บริษัท Myriad เจ้าของสิทธิบัตร ตั้งไว้สำหรับกระบวนการตรวจสอบมะเร็งเต้านมทางพันธุกรรม อาจแปลว่าผู้หญิงจำนวนหลายพันคนที่ควรได้รับการตรวจสอบ ค้นพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม และได้รับการป้องกันหรือรักษาอย่างถูกวิธี ต้องเสียชีวิตจากโรคนี้เพราะไม่มีเงินจ่ายให้กับ Myriad (หมายเหตุเพิ่มเติมของผู้แปล: ในปี 2004 สำนักงานสิทธิบัตรแห่งยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรกลางของสหภาพยุโรปที่ทำหน้าที่ออกสิทธิบัตร ได้ประกาศยกเลิกสิทธิบัตรบนยีนที่ออกให้กับ Myriad ด้วยเหตุผลว่ายีนมะเร็งเต้านมที่ Myriad ค้นพบและขอจดสิทธิบัตรนั้น ไม่ใช่ ‘นวัตกรรม’ ที่สมควรออกสิทธิบัตรให้ คำตัดสินครั้งนี้จะส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบดังกล่าวในสหภาพยุโรปมีราคาถูกลงมาก เพราะไม่ต้องจ่ายเงินให้ Myriad ทุกครั้ง)
เรามีทางเลือกที่สามารถมอบแรงจูงใจและเงินทุนให้กับบริษัทยาในการทำวิจัย ในทางที่เป็นประโยชน์กว่าระบบสิทธิบัตร อย่างน้อยก็ในบางกรณี ทั้งในแง่ของการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และทำให้เรามั่นใจได้ว่า สังคมจะได้ใช้ประโยชน์ของความรู้นั้นอย่างกว้างขวาง ผมกำลังพูดถึงรางวัลด้านการแพทย์ ที่มอบให้กับผู้ใดก็ตามที่ค้นพบยารักษาโรคหรือวัคซีนต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลกำลังจ่ายเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการวิจัยยาเป็นจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ทั้งทางตรงและทางอ้อม (เช่น เงินภาษีที่ใช้อุดหนุนสถาบันการศึกษา ซึ่งวิจัยจนค้นพบยาใหม่ๆ แล้วขายลิขสิทธิ์ไปให้กับบริษัทยาอีกทอดหนึ่ง) รัฐบาลจึงน่าจะสามารถให้เงินอุดหนุนกองทุนเงินรางวัล (prize fund) เช่นเดียวกัน กองทุนนี้มีหน้าที่มอบเงินรางวัลก้อนใหญ่ที่สุดให้กับผู้ค้นพบยาหรือวิธีป้องกันโรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนกว่าหลายร้อยล้านคนทั่วโลก
ในเมื่อเรากำลังพูดถึงโรคร้ายในประเทศกำลังพัฒนา เงินรางวัลส่วนหนึ่งก็ควรจะมาจากงบประมาณช่วยเหลือต่างชาติ (ของรัฐบาลอเมริกา) เพราะการช่วยเหลือน้อยวิธีที่จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตหรือแม้กระทั่งผลิตภาพของคน ได้เท่ากับการต่อสู้กับโรคร้ายที่ประเทศพัฒนาจำนวนมากประสบอยู่ คณะทำงานด้านวิทยาศาสตร์สามารถเรียงลำดับความสำคัญของโรคต่างๆ ได้ ด้วยการวิเคราะห์จำนวนผู้ป่วย และผลกระทบของโรคแต่ละโรคต่ออัตราการตาย อัตราการป่วย และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ หลังจากยานั้นถูกค้นพบแล้ว ผู้คิดค้นก็จะได้รางวัล และรัฐก็จะสามารถออกใบอนุญาตให้กับใครก็ตามที่ต้องการผลิตมันออกมา
จริงๆ แล้ว ระบบสิทธิบัตรก็เป็นระบบรางวัลชนิดหนึ่ง แต่มันเป็นการให้รางวัลที่ค่อนข้างแปลก เพราะ ‘รางวัล’ นั้นคืออำนาจผูกขาดชั่วคราว ซึ่งนำไปสู่ราคาสูงลิบลิ่วและการจำกัดการเข้าถึงประโยชน์จากความรู้ ในทางกลับกัน ระบบรางวัลที่ผมแนะนำจะใช้การแข่งขันในระบบตลาดเพื่อกดดันให้ยามีราคาถูกลง และทำให้คนได้รับประโยชน์จากความรู้อย่างทั่วถึง ถ้าเราสามารถกำหนดแรงจูงใจได้อย่างตรงประเด็นมากขึ้น (เช่น ใช้เงินวิจัยมากขึ้นในการคิดค้นยารักษาโรคสำคัญๆ ที่กระทบคนจนหลายล้านคน และใช้เงินน้อยลงในการทำการตลาดที่สิ้นเปลืองและบิดเบือนข้อเท็จจริง) ประชากรทั่วโลกก็จะสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม
ผมอยากย้ำว่า กองทุนเงินรางวัลนี้ไม่ควรใช้แทนที่ระบบสิทธิบัตรโดยสิ้นเชิง แต่มันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดวิธีที่เราสามารถเลือกใช้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยยา กองทุนเงินรางวัลจะทำงานได้ดีในสาขาที่เรารู้ความต้องการดีอยู่แล้ว เช่น โรคร้ายจำนวนมากที่กระทบต่อคนจนทั่วโลก ในขณะเดียวกัน ระบบสิทธิบัตรก็ยังใช้ได้ต่อไปสำหรับนวัตกรรมอื่นๆ ที่แก้ปัญหาหรือสนองความต้องการที่ไม่เร่งด่วนเท่า
ระบบตลาดและแรงจูงใจในการทำกำไรของบริษัทเอกชน ได้นำไปสู่มาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูงลิบลิ่วในหลายๆ ประเทศ แต่ตลาดการแพทย์ไม่ใช่ตลาดสินค้าทั่วไป เพราะในตลาดนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกซื้อสินค้า(ยา)ที่พวกเขาใช้ด้วยตัวเอง แต่ต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญมาบอกว่าพวกเขาควรจะใช้อะไรบ้าง และราคาของสินค้าเหล่านั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ ในทางที่มันเป็นสำหรับสินค้าทั่วไป เนื่องจากตลาดการแพทย์เต็มไปด้วยการบิดเบือน เราจึงไม่ควรแปลกใจที่ระบบสิทธิบัตรเป็นระบบที่ล้มเหลวในหลายแง่มุม ถึงแม้ว่ากองทุนเงินรางวัลทางการแพทย์จะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันก็เป็นก้าวหนึ่งในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะมันจะช่วยปรับเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรที่หายากของสังคม ไปในทางที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม และทำให้ประโยชน์ของการวิจัยตกถึงมือคนจำนวนมากที่กำลังถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึง.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 2550



