15 ปีพฤษภา “บทพิสูจน์พลังประชาธิปไตย”
ในวาระครบรอบ 15 ปี เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ซึ่งในระยะหลังๆ รณรงค์ใช้คำว่า พฤษภาประชาธรรม ด้วยเหตที่เชื่อกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นชัยชนะของพลังประชาชนที่ยึดแนวทางสันติวิธีต่อสู้ขับไล่เผด็จการทหาร หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมยุติลง กระแสปฏิรูปการเมืองเริ่มเข้มข้นและเบ่งบานไปทุกปริมณฑลของสังคมการเมืองไทย โดยเฉพาะปริมณฑลที่เรียกกันว่าการเมืองภาคประชาชนนั้นขยายตัวและมีความตื่นตัวสูงขึ้นมากเป็นลำดับ เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของคนระดับล่างทางสังคม หรือคนยากคนจน โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน หรือแม้แต่บทบาทของชนชั้นกลาง นักธรุกิจ เองก็ตามก็มีการขยับตัวเคลื่อนไหวทั้งในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม หรือประเด็นที่เกี่ยวกับความเป็นไปของสาธารณะหรือส่วนรวม
กระแสความตื่นตัวทางการเมืองดังกล่าวมาถึงจุดสูงสุดในช่วง ปี 2539 – 2540 ที่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของพลังประชาธิปไตยนอกสภา และปัญญาชนนักวิชาการ กระทั่งสื่อมวลชน ที่ร่วมกันผลักดันวาระแห่งชาติให้มีการปฏิรุปการเมืองทั้งระบบ จนนำไปสู่การเกิดขึ้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. และการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งประชาชนเกือบทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง จนหลายฝ่ายมุ่งมั่นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองอย่างเข้มข้น
แต่ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2540 มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องมาหลายปี ความจริงกับความเชื่อก็เดินสวนทางกัน การเมืองในระบบนอกจากไม่ถูกปฏิรูปแล้ว ยังแสดงความเป็นเจ้าของผูกขาดกอดรัดถือเอาอำนาจอธิปไตยไปอยู่ในมือของตนเอง และกำหนดชะตากรรมของประเทศข้ามหัวประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ซ้ำร้ายมีความพยายามสถาปนาระบอบใหม่หรือที่เรียกกันว่าระบอบทักษิณ จนถูกต่อต้านจากสังคมว่าเป็นภัยต่อแผ่นดินและถูกโค่นล้มโดยการรัฐ,ประหาร 19 กันยายนและเป็นวันเดียวกันกับการตายของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกฉีกทิ้งไป
จะว่าไปแล้วคงเป็นวันฌาปนกิจศพรัฐธรรมนูญ 2540 มากกว่า เพราะเป็นที่รู้กันไปทั่วว่ารัฐธรรมนูญ 2540 สิ้นลมหายใจและมีการจัดสวดกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอาการก้าวร้าวของระบอบทักษิณที่คุกคามและพยายามผนวกองค์อำนาจต่างในสังคมที่ดรงอยู่อย่างหลากหลายเพื่อให้ขึ้นตรงกับตนเองเพียงผู้เดียว
กล่าวเฉพาะพลังประชาธิปไตย หรือพลังประชาชนนอกสภา ที่ก่อรูปเป็นพลังปฏิรูป ตั้งแต่พลังโค่นเผด็จการ รสช. ซึ่งบทบาทชนชั้นกลางมีพลังสูงเด่นเป็นหลัก สืบเนื่องมาถึงพลังธงเขียว ที่ชูธงผลักดันรัฐธรรมนูญ 2540 พลังเหล่านี้ถูกย่อยสลายหรือทอนกำลังลงจากระบอบทักษิณ อย่างเห็นได้ชัด เพราะโดยตัวนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ก็แย่งชิงฐานมวลชนของเอ็นจีโอ หรือกลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่ก่อตัวขึ้นในวงกว้าง จนหลายกลุ่มต้องตกหลุมและเข้าไปพัวพันขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมให้กับระบอบทักษิณด้วยซ้ำ
มิพักต้องพูดถึงยุทธศาสตร์ทางการเมืองของรัฐบาลทักษิณ ที่มีผู้เชี่ยวชาญงานมวลชนตั้งแต่อดีตสหาย พคท. และนักกิจกรรมคนเดือนพฤษภาเป็นขุนพลปฏิบัติการภาคสนามให้ จนสมาชิกพรรคไทยรักไทยมีมากกว่า 14 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการสถาปนา ประชาสังคมโดยรัฐ เพื่อรับเงินสนับสนุนจากรัฐและการสนับสนุนทางการเมืองจากเครือข่ายรัฐบาลทักษิณ จนขาดความเป็นอิสระและขาดพลังไป
สัญญาณของการฟื้นพลังประชาธิปไตยก็เริ่มเป็นบวกขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สะดุดขาตัวเอง ด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน แทรกแซงรัฐธรรมนูญ แทรกแซงสื่อมวลชน ฯลฯ จนเกิดกระแสขับไล่อย่างรุนแรงจากพลังนอกสภาจนรวมศูนย์อยู่ที่บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
การถกแถลงกันกรณีเสนอนายกฯ พระราชทาน ผ่านมาตรา 7 และ กรณีการรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นอีกจุดที่เกิดการปะทะกันทางความคิดอย่างรุนแรงในภาคประชาชน โดยเฉพาะแนวทางของการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่
ผมเองถือเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่อยู่ในกระแสของการปะทะ ประชัน กันทางความคิดในขณะนี้จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อมานานแล้วว่าพลังฝ่ายประชาชนจะเดินมาถึงจุดปะทะทางความคิดหรือจุดแตกหักทางความคิด ไม่ช้าก็เร็ว
เพียงแต่อดใจหายไม่ได้กับ ความเถื่อนทางความคิด ในฝ่ายประชาชนด้วยกัน ที่สวมเสื้อฝ่ายซ้ายแต่รับใช้ทุนผูกขาดหรือไม่ได้ศรัทธาอุดมการณ์อะไรเลย จนบางครั้งใช้เพียงอคติ ใส่ร้าย ป้ายสีพวกเดียวกัน
กระทั่ง ผลิตวาทกรรม แสบๆ คันๆ เพื่อทำให้อีกฝ่ายเป็นคนเลวให้ได้ บางทีวัฒนธรรมของการตอบโต้กันของฝ่ายการเมืองหรือนักเลือกตั้งยังสูงส่งกว่าการตรวจสอบกันเองในฝ่ายประชาชนด้วยซ้ำไป
จุดยืนของผมนั้นสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพิสูจน์สัจจะ ความคิด ความเชื่อและอุดมการณ์ของแต่ละฝ่าย หรือแม้แต่การสร้างวัฒนธรรมในการตรวจสอบกันเองในหมู่ประชาชน แต่ต้องสร้าง อารยะ ในการตรวจสอบที่สูงส่งกว่าวัฒนธรรมของการสาวไส้ของบรรดานักเลือกตั้งให้ได้
ไม่เช่นนั้นก็เสียโอกาสที่พลังประชาชนหรือพลังประชาธิปไตยจะถูกลอกคราบหรือเป็นพลังที่ได้รับการทบทวน ปฏิรูปเพื่อเป็นความหวังของการสร้างประชาธิปไตยประชาชนอย่างแท้จริง...



