กำเนิดอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2
ในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานที่รัฐบาลประชาธิปไตยทั่วโลกพยายามใช้สื่อกระแสหลัก (และกระเป๋าหนัก) โน้มน้าวประชาชนให้คล้อยตามความเชื่อของรัฐ “สื่อกระแสรอง” ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเต็มไปด้วย “สื่อพลเมือง” ผู้มีจิตสาธารณะหลายล้านคน กำลังเริ่มเป็นพลังสำคัญในการเปิดโปงอคติ ความไม่ชอบมาพากล และพฤติกรรมการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงของผู้มีอำนาจ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่กันกระจัดกระจายทั่วโลกและแตกต่างกันมากมาย ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลเมืองนักเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้มี “จุดร่วม” ที่เหมือนกันอย่างน่าพิศวง และจุดร่วมที่เหมือนกันนั้นเองก็เป็นพลังที่สามารถผลักดันหรือกดดันรัฐบาล และแม้กระทั่งองค์กรระดับโลกได้จริงๆ
เจมส์ มัวร์ (James Moore) นักกฎหมายและนักวิเคราะห์สังคมอินเทอร์เน็ต เคยขนานนามพลเมืองนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ว่าเป็น “อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2” ในบทความคลาสสิกเรื่อง “การปรากฏตัวของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 อันสง่างาม” (Second Superpower Rears Its Beautiful Head) ที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์ http://cyber.law.harvard.edu/people/jmoore/secondsuperpower.html ตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 แต่ยัง “ทันสมัย” มากขึ้นทุกขณะ จึงขอแปลให้ทุกท่านได้อ่านกันในคอลัมน์วันนี้ :
อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 รองจากอเมริกากำลังอุบัติขึ้นในโลก แต่มันไม่ได้เป็นประเทศ หากเป็น “ผู้เล่นนานาชาติ” รายใหม่ที่ประกอบสร้างขึ้นจาก “เจตจำนงของประชาชน” ที่แสดงออกในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมระดับโลก ใบหน้าอันสวยงามแต่รุ่มร้อนของอภิมหาอำนาจแห่งนี้คือขบวนการรณรงค์เพื่อสันติภาพ แต่ตัวของมันประกอบสร้างจากคนหลายล้านคนที่สนใจในประเด็นด้านการพัฒนาสังคม สภาวะสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และสิทธิมนุษยชน ขบวนการนี้นำโดยพลเมืองนักเคลื่อนไหวผู้มองว่าประโยชน์ของพวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประโยชน์ของสังคมโลก และตระหนักดีว่าลึกๆ แล้วมนุษย์ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายไม่ต่างกัน พลเมืองนักเคลื่อนไหวเหล่านี้พยายามคิดถึงความต้องการและความฝันของประชากรโลก 6.3 พันล้านคน ไม่ใช่ในฐานะสมาชิกของประเทศใดประเทศหนึ่ง ลองนึกภาพสมาชิกขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ที่เขียนจดหมายจากมโนธรรมของตัวเอง ชาวอเมริกันหลายล้านคนที่กำลังร่วมกันส่งอีเมล์ประท้วงสงครามในอิรัก หรือแพทย์จำนวนมากที่สละเวลามาช่วยเหลือ Medecins Sans Frontieres (Doctors Without Borders-องค์กรแพทย์อาสาสมัครระดับโลก ระดมทุนและประสานงานผ่านเว็บไซต์ http://www.msf.org/)
แม้ว่า “ผู้นำ” บางคนจะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ลักษณะที่น่าสนใจที่สุดของขบวนการเคลื่อนไหวระดับโลกนี้คือ ทิศทางของมันไม่ได้ถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้นำที่เรามองเห็น หากเป็นผลจากการกระทำของประชาชนหลายล้านคนรวมกัน ผลการสำรวจพบว่าชาวอเมริกันกว่า 30 ล้านคนมองว่าพวกเขาเป็นพลเมืองนักเคลื่อนไหว คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด สัดส่วนของพลเมืองนักเคลื่อนไหวในทวีปยุโรปต้องสูงกว่านี้แน่ๆ ส่วนจำนวนพลเมืองนักเคลื่อนไหวในทวีปเอเชีย อเมริกาใต้ แอฟริกา และอินเดียยังคิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประชากรของแต่ละประเทศ แต่สัดส่วนนี้ก็กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สิ่งที่ทำให้ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายคือการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและฉับพลันระหว่างประชาชนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ประชาชนริเริ่มการรณรงค์หรือเคลื่อนไหวต่างๆ ได้เร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มพลเมืองนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ชื่อ Moveon.org (http://www.moveon.org/) ซึ่งถนัดด้านการทำแคมเปญตอบโต้แบบทันควัน มีอีเมล์ของสมาชิกกว่า 2 ล้านคนในปี ค.ศ.2002 เว็บไซต์นี้ระดมทุนได้กว่า 700,000 เหรียญสหรัฐภายในช่วงเวลาไม่กี่วันให้กับผู้สมัครวุฒิสมาชิกคนหนึ่ง ขณะนี้ Moveon.org มีเครือข่ายสื่อพลเมืองทั่วโลกที่ทุ่มเทเวลาให้กับการกดดันให้สื่อกระแสหลักทำงานอย่างสุจริตด้วยการเปิดโปงอคติในการรายงานข่าว และเผชิญหน้ากับผู้ประกาศข่าวระดับท้องถิ่น
ความนิยมของการเขียนบล็อก (blog ย่อมาจาก “เว็บล็อก” หรือ weblog) กำลังเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้เสพข่าว” กับ “ผู้ผลิตข่าว” เพราะบล็อกทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ในโลกกลายเป็นหัวข้อสนทนาในเวลาเดียวกันกับที่มันกำลังเกิดขึ้น (real time) เมื่อบล็อกเกอร์เขียนเล่าประสบการณ์ส่วนตัวรายวันให้คนอื่นอ่าน เว็บไซต์ที่รวบรวมหัวข้อจากบล็อกต่างๆ (meta-blogging site) กำลัง “ซอกแซก” ไปตามบล็อกต่างๆ โดยอัตโนมัติ เพื่อบันทึกลิ้งก์และหัวข้อการสนทนาซึ่งกำลังเป็นที่นิยม นับเป็นการสังเคราะห์และย่อย “จิตสำนึก” ของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 ออกมาเป็นบทสรุปให้เราดูได้ทุกนาที
อินเทอร์เน็ตและสื่ออื่นๆ ที่เปิดโอกาสให้คนตอบโต้กัน (interactive media) กำลังแทรกซึมลึกลงไปเรื่อยๆ ในสังคมโลก เปิดช่องทางให้คนสนทนาสื่อสารกันได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องรอเวลา เราไม่อาจมองข้ามพลังของการส่งข้อความบล็อก MSN และอีเมล์ของคนหลายล้านคนได้ และนั่นคือรูปแบบการปกครองแบบใหม่ที่เราอาจขนานนามว่า “ประชาธิปไตยอุบัติเอง” (emergent democracy) ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของรัฐบาลอเมริกัน ในขณะที่ชาวอเมริกันแสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเพียงนานๆ ครั้ง สมาชิกของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 แสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองตลอดเวลาด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการต่างๆ ที่ริเริ่มบนเว็บไซต์ เราทุกคนสามารถลงมือทำให้ไอเดียของเราแต่ละคนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ด้วยการเขียนบล็อก ส่งอีเมล์ และล่ารายชื่อผู้สนับสนุน ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางที่ไอเดียทุกชิ้นจะ “ฮิต” ในสำนึกร่วมของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 ได้ ไอเดียที่เป็นเชื้อไฟให้กับการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ล้วนจุดโดยปัจเจกชนทั้งสิ้น
อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 ทำงานอย่างไร ? ไม่ใช่จาก “บนลงล่าง” แต่จากข้างล่างล้วนๆ สัญลักษณ์ของอภิมหาอำนาจแห่งแรก (อเมริกา) คือ นกอินทรี – “นักล่า” เจ้าแห่งท้องฟ้าที่โฉบจากเบื้องบนลงมากินเหยื่อ บางทีสัญลักษณ์ที่ดีที่สุดของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 คือชุมชนของมด เจ้าแห่งพื้นดิน ถึงแม้ว่าผมอาจจะรู้สึกทึ่งเวลาเห็นนกอินทรีบินอยู่เหนือหัว เมื่อใดที่ฝูงมดบุกรุกห้องครัวของผม ผมก็ต้องเปลี่ยนความสนใจไปจดจ่ออยู่กับพวกมัน
เช่นเดียวกับมด ผมเชื่อว่าการกระทำที่ต่อเนื่องและ “ต่างคนต่างทำ” (distributed action) ของสมาชิกอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 จะได้ผลในระยะยาวเพราะการกระทำแบบ “ต่างคนต่างทำ” ของคนจำนวนมากที่สะท้อนผ่านการเดินขบวน การลงคะแนนเสียง การชุมนุม การเปิดโปงคอร์รัปชั่น และการเลือกซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้นล้วนส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อลักษณะของสังคมในอนาคต ผมเชื่อว่าขอบเขตของผลกระทบนี้จะกว้างขวางกว่าผลกระทบจากลูกระเบิดและวิธีการกดขี่อื่นๆ ที่รุนแรงกว่าแต่ไม่ยั่งยืนเท่า
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในอภิมหาอำนาจแห่งแรกมีลักษณะค่อนข้าง “เป็นทางการ” กล่าวคือ มันถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญอเมริกัน และจารีตประเพณีการออกกฎหมาย การวินิจฉัยคดี และบรรทัดฐานที่มีมาช้านาน การเมืองที่แท้จริงของอภิมหาอำนาจแห่งแรกนี้หมุนรอบการล็อบบี้อย่างหนักหน่วง และการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ที่ร่ำรวยเช่น บริษัทน้ำมัน บริษัทผลิตอาวุธ บริษัทอุตสาหกรรมเกษตร และบริษัทยาในหลายๆ กรณี ประเด็นที่รัฐบาลลงมือทำอะไรสักอย่าง คือประเด็นที่กลุ่มผลประโยชน์บางรายยินดีจ่ายเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาล ในทางกลับกันเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลอเมริกันจะส่งเสริมเป้าหมายเชิงนโยบายในประเด็นสาธารณะที่มีคุณค่าอย่างกว้างขวางและยั่งยืนสำหรับพลเมืองจำนวนมากเช่น สิ่งแวดล้อม การกำจัดความยากจน การพัฒนาในโลกที่ 3 สิทธิสตรี สิทธิมนุษยชน และการแพทย์ แต่ประเด็นเหล่านี้กลับเป็นประเด็นที่อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 มักจะให้ความสนใ
อภิมหาอำนาจ 2 แห่งนี้แตกต่างกันมากกว่านั้น ในระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมการ “ทำความเข้าใจ” เป็นแบบ “บนลงล่าง” เช่นเดียวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สมาชิกอภิมหาอำนาจแห่งแรกผู้มีความภักดีและหัวอ่อนมักจะคิดว่า “ประธานาธิบดีต้องรู้มากกว่าที่เขาพูดแน่ๆ” แต่ประชาธิปไตยรูปแบบนี้มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 สมัยที่การศึกษาและข้อมูลยังเป็น “ทรัพยากรหายาก” อยู่ ปัจจุบันคนทั่วโลกมีการศึกษาและข้อมูลข่าวสารดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาอยากคิดด้วยตัวเอง คนสมัยใหม่มองว่าการทำความเข้าใจแบบ “ยัดเยียด” จากบนลงล่างนั้นเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว
ในศตวรรษที่ 21 พลังของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 ขึ้นอยู่กับสมาชิกผู้มีการศึกษาและสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารในชุมชนของอภิมหาอำนาจแห่งนี้ พวกเราแต่ละคนมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ เอาเอง เราแสวงหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นจากข้อเท็จจริงหรือประสบการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ แล้วจากนั้นเราก็สังเคราะห์และวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็นความคิดของเราเอง ความนิยมของรายการประเภท “เรียลิตี้ทีวี” ก็สะท้อนความต้องการข้อนี้ – เราอยากเห็นสังเกตพฤติกรรมของคนธรรมดาๆ อย่างเรา เพื่อจะได้ตัดสินใจเองว่าพวกเขามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มากกว่าจะอยากดูพระเอกนางเอกแสดงตามบทที่มีคนเขียนไว้แล้ว
โดยสรุปเราพูดอะไรได้บ้างเกี่ยวกับโอกาสของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 ? ในห้วงเวลาที่ “พลังสมอง” ของอภิมหาอำนาจแห่งนี้กำลังเพิ่มพูนด้วยกล้ามเนื้อของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และกฎหมายระหว่างประเทศกำลังถูกใช้เป็นช่องทางผนึกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวแบบหัวก้าวหน้า อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 กำลังแสดงศักยภาพให้เราเห็น แต่ยังมีเรื่องที่เราต้องทำอีกมาก เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพลังของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 จะไม่ลดน้อยถอยลง ? เราจะพัฒนาสมองของอภิมหาอำนาจแห่งนี้ต่อไปได้อย่างไร ในทางที่มีปัญญาและไมตรีจิตสูงสุด ? อนาคตอยู่ในมือพวกเราทุกคน เราต้องผนึกกำลังกันเพื่อช่วยให้อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ลำดับแรก เราต้องตระหนักถึง “กระบวนการทางความคิด” (mental processes) ต่างๆ ที่เรามีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 และช่วยกันคิดวิธีที่จะทำให้กระบวนการทำความเข้าใจและปฏิบัติจริงของเรามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงการท้าทายและปรับปรุงสื่อกระแสหลัก และสนับสนุนสื่อกระแสรองที่เปิดให้คนตอบโต้กัน และมีอคติน้อยกว่า แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่านั้นคือ เราต้องพัฒนา “วิชาขั้นสูง” (meta-discipline) ที่เป็นจิตวิทยาร่วมของชุมชนเรา เพื่อวิเคราะห์ธรรมชาติของธรรมาภิบาลระดับโลกที่มีปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางแต่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ และกระบวนการติดต่อสื่อสารต่างๆ เพื่อพัฒนาให้มันดีกว่าเดิม
ลำดับที่ 2 อนาคตของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 ขึ้นอยู่กับเสรีภาพทางสังคมที่ส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดยอภิมหาอำนาจแห่งแรก เสรีภาพเหล่านี้คือเสรีภาพที่เรามีมาแต่เดิมเช่น เสรีภาพของสื่อ เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งล้วนช่วยให้อภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 หยั่งรากลึกและเติบโตขึ้นได้ จริงๆ แล้วอินเทอร์เน็ตเองก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของรัฐบาลอเมริกัน ดังนั้นในเชิงทฤษฎีรัฐบาลจึงมีข้ออ้างที่จะจำกัดเสรีภาพในนั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องให้ความสำคัญกับเสรีภาพในสังคม โดยเฉพาะเสรีภาพของอินเทอร์เน็ตซึ่งกำลังถูกคุกคามจากความพยายามของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศที่จะเซ็นเซอร์เว็บไซต์ ปิดกั้นประชาชนไม่ให้ใช้ และขีดเส้นจำกัดความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการชุมนุมในไซเบอร์สเปซ แม้ว่าเราจะคิดถึงประเทศอย่างจีนและซาอุดีอาระเบียเวลาเราพูดถึงการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในอเมริกาและยุโรปเองก็เริ่มเห็นความพยายามที่จะควบคุมเว็บอย่างเข้มงวดกว่าเดิม ผู้มีอำนาจในอภิมหาอำนาจแห่งแรกกำลังโปรโมตไอเดียเหล่านี้ในนามของการป้องกันการก่อการร้าย แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็กำลังป้องกันการสื่อสารแบบเท่าเทียมกัน (peer-to-peer) ซึ่งเป็นหัวใจของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 เราต้องยืนกรานว่าเราต้องการเว็บเสรีและไซเบอร์สเปซเสรีในทุกประเทศทั่วโลก เพราะนั่นคือพื้นที่แห่งการดำรงอยู่ของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2
ลำดับที่ 3 เราต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า วิธีใดบ้างเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสนับสนุนองค์กรระหว่างประเทศ ในทางที่พวกเขาจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้เราสามารถแสดงพลังได้ ดูเหมือนว่าเราจะโจมตีองค์กรโลกบาลอย่างธนาคารโลกบ่อยเกินไป ทั้งๆ ที่พวกเขาสามารถเป็นพันธมิตรกับเราได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ในการต่อรองกับอภิมหาอำนาจแห่งแรก องค์กรระหว่างประเทศจะต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น เปิดให้ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น และแข็งขืนต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยังเข้มแข็งพอที่จะสร้างบริบทให้พวกเราแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย
ท้ายที่สุด เราต้องทำงานหนักและทำงานร่วมกับคนในชุมชน เราต้องพูดคุยกับเพื่อนบ้าน เพราะเรารู้ว่า “ปัญญาร่วม” (collective wisdom) ของอภิมหาอำนาจแห่งที่ 2 มีรากฐานมาจากปัญญาภายในตัวเราแต่ละคน เราต้องเตือนสติตัวเองว่า การตัดสินใจส่วนตัวของเราทุกวันมีผลต่อโลกที่เราสร้างสำหรับตัวเองและลูกหลาน เราไม่จำเป็นต้องสร้างโลกที่ตัดสินความแตกต่างกันด้วยสงคราม มันไม่ใช่ชะตากรรมที่เราจะต้องอยู่ในโลกแห่งการทำลายล้าง ความซ้ำซากจำเจ และโศกนาฏกรรม พวกเราจะสร้างโลกแห่งสันติภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2550



