ยุคทองของพรีเมียร์ลีก
1.
มิลาน 3 แมนฯ ยูไนเต็ด 0
นี่คือสกอร์เมื่อสิ้นเสียงนกหวีด จบการแข่งขันชิงถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบก่อนชิงชนะเลิศ ที่สนามซาน ซิโร่ ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อเช้าตรู่ของวันพฤหัสฯที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศไทย)
ความพ่ายแพ้ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากเกาะอังกฤษ ส่งผลให้พวกเขาไม่อาจย้ำรอยความสำเร็จ กินรวบ “สามแชมป์” ในฤดูกาลเดียวกัน ดังเช่นในปี 1999 ได้
ไม่เพียงเท่านั้น แฟนลูกหนังอังกฤษยังหมดโอกาสที่จะได้ชม “ศึกวันแดงเดือด” ภาคชิงถ้วยยุโรป (เนื่องจากลิเวอร์พูล ทีมคู่ปรับตลอดกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ผ่านเข้ารอบชิงไปก่อนแล้วเมื่อยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนหน้า) อีกด้วย
อย่างไรก็ดี การชิงชัยในถ้วยเกียรติยศสูงสุดของสโมสรยุโรปในฤดูกาลนี้ถือได้ว่า เป็นโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุด ที่ทีมจากลีกอังกฤษจะมาโรมรันกันเองในนัดชิงชนะเลิศ
อย่างไรก็ดี แม้ทั้งสามทีมจะได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนจากเกาะอังกฤษ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งสามทีมนี้หาใช่ “สมบัติ” ของคนอังกฤษไม่
ทั้งสามทีมล้วน มีเจ้าของเป็นผู้ถือสัญชาติ นอกสหราชอาณาจักรด้วยกันทั้งสิ้น ไล่เรียงมาตั้งแต่เชลซี ที่ถูกมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย นายโรมัน อบราโมวิช ซื้อไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ถูก นายมัลคอล์ม เกลเซอร์ เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล แทมป้าเบย์ บัคคาเนียร์ ซื้อไปเมื่อปี 2005 และเมื่อต้นปีนี้เอง ลิเวอร์พูล ก็ได้เจ้าของใหม่ เป็นสองมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน นายจอร์จ จิลเล็ตต์ และนายทอม ฮิกส์ ซึ่งทั้งคู่ต่างมีทีมฮ็อกกี้น้ำแข็งของตนเอง อยู่ในลีกของสหรัฐ (NHL) อีกด้วย
2.
โลกยกย่องให้อังกฤษเป็นต้นกำเนิดของเกมฟุตบอลในปัจจุบัน และ ฟุตบอล ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนอังกฤษตลอดมา
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมในหลากหลายมิติ รวมทั้งความเป็นสากล ที่ผู้คนในประเทศนอกสหราชอาณาจักรสามารถรู้สึกผูกพัน และกลมกลืนไปกับเกมกีฬาได้ โดยไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในเรื่องของชนชาติแต่อย่างใด
ฟุตบอลอังกฤษจึงมีเอกลักษณ์ และมีความเป็น “แบรนด์สากล” ที่ไม่มีลีกใดในโลก หรือกีฬาประเภทไหนๆ สามารถเทียบเคียงได้ กระแสโลกาภิวัตน์ได้ช่วยพัฒนาให้ฟุตบอลอังกฤษ กลายเป็น “สินค้า” ที่มิติทางด้านวัฒนธรรม ช่วยส่งเสริมการ “ขาย” สร้างรายได้อย่างมหาศาลในเวทีโลก
ผมอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความ “ใจกว้าง” ของคนอังกฤษ ที่ยอมให้ คนต่างด้าวมาครอบครอง “กิจการ” ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน อย่างสโมสรฟุตบอล
ในมุมมองของ “ผู้บริโภค” ซึ่งในบริบทนี้ก็คือ แฟนบอลของสโมสร สิ่งที่พวกเขาใส่ใจมากที่สุดคงเป็นความสำเร็จของทีมที่เขารัก หาใช่สัญชาติของเจ้าของสโมสรไม่หากคนต่างด้าวนำเงินมหาศาลเข้ามาพัฒนาสโมสรได้มีลุ้นในถ้วยรางวัลเกียรติยศ นำความสำเร็จมาสู่สโมสร นั่นคือเรื่องดีสำหรับแฟนบอล
และความสำเร็จที่ตามมาจะเพิ่มความมั่งคั่งให้กับสโมสร ทั้งในด้านการเงิน และในด้านเกียรติประวัติ
3.
ลิเวอร์พูลเป็นเพียงหนึ่งในสี่สโมสรที่ถูกคนต่างด้าวครอบครองในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา ปอร์ทสมัธ แอสตัน วิลล่า และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด คือสามทีมก่อนหน้า ที่ถูกกลุ่มทุนต่างด้าวซื้อกิจการไป
กลุ่มสโมสรที่อยู่ในมือคนต่างด้าวแล้วก่อนหน้านี้ได้แก่ ฟูแล่ม เชลซี และแมนฯ ยูไนเต็ด และกลุ่มที่มีข่าวว่าได้รับความสนใจจากกลุ่มทุนต่างด้าว ได้แก่ อาร์เซนอล และแมนฯ ซิตี้
สโมสรฟุตบอลอังกฤษกำลังเป็นสินค้าสุดฮอต ในสายตากลุ่มทุนต่างด้าว ข้อเท็จจริงในทางธุรกิจคงช่วยให้เราเข้าใจถึงปรากฏการณ์นี้ได้ เพราะปัจจุบันนี้ พรีเมียร์ลีกของอังกฤษคือฟุตบอลลีกที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก ในฤดูกาลที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกมีรายรับทั้งหมด 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือในราว 8 หมื่น 7 พัน 5 ร้อยล้านบาท เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์คำนวณ)
รายได้ที่แต่ละสโมสรได้รับมิได้มีแค่ ค่าเข้าชมเกมการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีรายได้จากสปอนเซอร์ รายได้จากการขายสินค้าที่ระลึก และส่วนแบ่งจากค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันอีกด้วย สโมสรใหญ่ๆ อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี เปิดให้บริการพิเศษกับลูกค้าระดับองค์กร โดยจัดเตรียมที่นั่งขนาดความจุ 44 ถึง 700 ที่นั่ง พร้อมเสิร์ฟอาหารระดับหรู ไว้ในสนนราคาระหว่าง 34,000 ถึง 300,000 เหรียญสหรัฐ ต่อฤดูกาล (ตกในราว 1.19 ล้านบาท ถึง 10.5 ล้านบาท)
เสื้อทีมฟุตบอลก็ถือเป็นแหล่งสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไม่แพ้กัน สนนราคาของเสื้อทีมโดยเฉลี่ยจะอยู่ในราว 65-70 เหรียญสหรัฐ ทีมที่มีฐานแฟนบอลสนับสนุนมาก ย่อมมีรายได้จากส่วนนี้มากเป็นเงาตามตัว หากขายเสื้อได้ฤดูกาลหนึ่ง 50,000 ตัว ในราคาตัวละ 70 เหรียญ สโมสรก็จะมีรายได้เข้ามาแล้ว 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 122.5 ล้านบาท บางสโมสรจะทำการ “outsource” การขายเสื้อทีมให้กับ ผู้ผลิตเสื้อไปเลย โดยรับเป็นเงินค่าลิขสิทธิ์แทน ฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯยูไนเต็ดขายสิทธิ์การจำหน่ายเสื้อทีมให้กับบริษัท ไนกี้ ในราคากว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ (มากกว่า 1,400 ล้านบาท)
ความเป็นสากลของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสะท้อนให้เห็นได้ชัดจากรายได้ที่มาจากลิขสิทธิ์การเผยแพร่ภาพการแข่งขันนอกสหราชอาณาจักร ในแต่ละสัปดาห์มีแฟนบอล 78 ล้านคนในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก เฝ้าติดตามการถ่ายทอดสดการแข่งขัน แฟนบอลเหล่านี้คือที่มาของรายได้จำนวน 1.23 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่พรีเมียร์ลีก ได้รับจากการขายสิทธิ์เผยแพร่ภาพการแข่งขันในสามฤดูกาลนับแต่ 2007/2008 เป็นต้นไป (ประมาณ 43.05 พันล้านบาท สำหรับระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะเท่ากับ 14.35 พันล้านบาทต่อปี)
ยอดตัวเลขนี้นี่เองที่ทำให้บรรดามหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่อยู่ในธุรกิจกีฬาตาลุกวาว เพราะกีฬาของอเมริกันชนไม่อาจทาบพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้เลย ในแง่ของรายได้จากตลาดนอกประเทศ แม้กระทั่งบาสเกตบอล NBA ที่เรียกได้ว่าเป็น “แบรนด์อินเตอร์” ที่สุดแล้วของกีฬาอเมริกัน ยังทำรายได้จากการขายสิทธิ์เผยแพร่ภาพเพียงแค่ปีละ 130 ล้านเหรียญสหรัฐเอง (ราว 4,500 ล้านบาท ต่อปี)
4.
พรีเมียร์ลีกอังกฤษคือภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำในรายได้ มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างคนรวย กับคนจน สโมสรใหญ่ กับสโมสรเล็กรายได้จำนวนมหาศาลที่พรีเมียร์ลีกสร้างขึ้นมาได้นั้น มิได้แบ่งปันกันอย่างเท่าเทียมกันถ้วนหน้า จากรายงาน Deloitte”s 2006 Annual Re-view of Football Finance รายได้กว่าครึ่งหนึ่งของพรีเมียร์ลีก ตกอยู่กับห้าสโมสรยักษ์ใหญ่ อันได้แก่ เชลซี แมนฯ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด รายได้ส่วนที่เหลือนั้นแบ่งปันกันระหว่างสิบห้าสโมสร
ความเหลื่อมล้ำในรายได้ระหว่างสโมสร ยิ่งเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น เมื่อพบว่า สโมสรที่รวยที่สุด มีรายรับมากกว่าสโมสรที่จนที่สุดถึง 4.7 เท่า อัตราส่วนนี้สูงกว่าอัตราส่วนที่คำนวณกับสโมสรใน NFL ถึงสองเท่า
กลไกการจัดสรรรายได้จากลิขสิทธิ์การเผยแพร่ภาพในกรณีของกีฬาในประเทศสหรัฐ มีส่วนช่วยให้เกิดความเท่าเทียมกันในรายได้มากกว่าในกรณีของพรีเมียร์ลีก เพราะ NFL จะจัดสรรรายได้นั้นให้กับทุกๆ ทีมในจำนวนเท่าๆ กัน แต่ในกรณีของพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น จำนวนเม็ดเงินที่จัดสรรให้กับแต่ละสโมสรจะถูกกำหนดจากสองปัจจัย หนึ่งคือ จำนวนครั้งที่การแข่งขันของทีมนั้นๆ ได้มีการถ่ายทอดสด และสอง อันดับในตารางเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล
ทีมที่มีฐานแฟนบอลหนา อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด หรือลิเวอร์พูล ย่อมได้รับการถ่ายทอดสดบ่อย และทีมเหล่านี้ก็จะมีทุนรอนในการสร้างขุมกำลังในการชิงชัยมากพอที่จะทำให้ทีมติดอันดับต้นๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล
ความใหญ่ของสโมสรนำมาซึ่งความสำเร็จ และความสำเร็จช่วยเพิ่มขนาดให้สโมสรใหญ่มากยิ่งขึ้น ทีมในระดับที่เล็กลงมาดูจะไม่มีหนทางใดที่จะทำลายวัฏจักรนี้ลงได้
ข้อเท็จจริงเหล่านี้สะท้อนอยู่แล้วใน “ราคา” ของสโมสร เมื่อสองคู่หู จิลเล็ตต์และฮิกส์ ซื้อ ลิเวอร์พูลจากตระกูลมัวร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ พวกเขาต้องจ่ายเงินไม่ต่ำกว่า 218.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 15,104 ล้านบาท เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยน 69 บาทต่อหนึ่งปอนด์) สำหรับหุ้นและหนี้ของสโมสร นายแรนดี้ เลอเนอร์ จ่ายเงิน 142 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 4,970 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของสโมสรแอสตัน วิลล่า
ลิเวอร์พูลมีมูลค่ามากกว่า แอสตัน วิลล่า เพราะลิเวอร์พูลมีความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตที่สูงกว่า มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในเกมลูกหนังมากกว่า อีกทั้งมีเกียรติประวัติ และมีฐานแฟนบอลหนากว่า วิลล่ามากมายนักในแง่ของธุรกิจ ลงทุนในหุ้นลิเวอร์พูลมีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นแอสตัน วิลล่า ลองมาคิดกันดูเล่นๆ สิครับว่า ถ้าลงทุนซื้อแมนฯ ซิตี้ ที่มีมูลค่าซื้อขายเพียง 100 ล้านปอนด์ จะได้อะไรตอบแทนบ้าง
ที่แน่ๆ คือ เวลาถ่ายทอดสดเกมที่แมนฯ ซิตี้แข่ง กล้องทีวีคงจับภาพใบหน้าประธานสโมสรให้คนดูทั่วโลกได้เห็นบ้างเหมือนกัน ผมกลัวเหลือเกินว่า ถึงเวลานั้น แมนฯ ซิตี้จะกลายเป็นทีมที่โดนแบน ห้ามออกอากาศในประเทศไทย!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘หอคอยงาช้าง’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2550



