Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


การใช้ “การเมืองแห่งความกลัว” ในการปกครองของบรรดาพันธมิตรรัฐประหาร

การเมืองแห่งความกลัว (Politics of Fear) คือ หัวใจของการปกครองของบรรดาพันธมิตรรัฐประหาร

บรรดาพันธมิตรรัฐประหาร คือ ผู้ที่ “ผนวกตัวเอง” หรือ “ถูกผนวกเข้าไป” อยู่ในฐานะเป็นแขนขาของคณะรัฐประหาร เพื่อทำให้คณะรัฐประหารนั้นสามารถดำรงอำนาจและควบคุมทิศทางทางการเมืองได้

สิ่งพิเศษที่พันธมิตรรัฐประหารมีไม่ใช่ความรู้ความสามารถที่คนอื่นไม่มี (ซึ่งจะมีหรือไม่มีไม่ใช่ประเด็น) หรือคุณธรรมความดีงาม (ที่พวกเขาเชื่อว่ามี)

แต่พวกเขามีความรู้ความสามารถพิเศษในการสร้างความกลัวให้กับสังคม

เริ่มตั้งแต่การให้เหตุผลว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดและป้องกันความแตกแยกในสังคม มาจนถึงการสร้างบรรยากาศว่า ถ้าประชาชนไม่รับหลักการรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร จะเกิดความแตกแยกในสังคมและเกิดการนองเลือด

ว่าง่ายๆ ว่า ถ้าประชาชนไม่ยอมเดินตามที่ผู้ปกครองและคณะพันธมิตรรัฐประหารต้องการ หรือไม่ยอมเดินอยู่ในขอบเขตที่ท่านเหล่านี้เห็นชอบ (ซึ่งตรงข้ามกับการที่ผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้การกำกับและเห็นชอบของประชาชนตามหลักการของประชาธิปไตย) ก็จะถือว่าเป็นการสร้างความแตกแยกในสังคม และเกิดการนองเลือดนั่นแหละ

ว่าง่ายๆ ว่า ทำเหมือนว่าอยากให้อิสระ แต่ถ้าไม่ไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการก็ขู่ ถ้าขู่ไม่สำเร็จก็บังคับเอาอยู่ดี

ว่าง่ายๆ ว่า ความแตกแยกและการนองเลือดนั้นเกิดจากคนอื่น ไม่ใช่พวกตน นับตั้งแต่ยุคที่พวกตนยึดอำนาจรัฐ และกลายเป็นผู้ปกครองไปเสียเอง ดังนั้นถ้า “ไม่อยากนองเลือด” ก็ต้อง “ยอม” คณะบุคคลกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆ ... จนเขาพอใจ

ในรายละเอียด วิธีการสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมของคณะพันธมิตรรัฐประหารนั้นกระทำโดย

๑. แบ่งคนออกเป็น “พวก” ยิ่งแบ่งเป็นสองพวกยิ่งมีพลัง การสร้างโลกให้เป็นขั้วเป็นพื้นฐานสำคัญในการจูงใจและบังคับให้คนต้องเชื่อและเดินตามเป็นอย่างมาก

๒. ตั้งคำถามกับความรักและความจงรักภักดีต่อชาติกับบุคคลที่ “ไม่ใช่พวกตน” ในทุกๆ ครั้งที่คณะรัฐประหาร คณะผู้ปกครอง และพันธมิตรรัฐประหาร ประสบความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายในการปกครองประเทศ และ “ถูกตั้งคำถาม” ถึงความไร้ประสิทธิภาพ (1)

๓. ใช้คำว่า “สมานฉันท์” ในแง่ของการทำให้พวกอื่นเป็นพวกตน เพราะพวกตนคือความถูกต้อง แม้ว่าจะมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

๔. ใช้วิธีอธิบายในเรื่องของ “ความอยู่รอดของชาติ” เพื่อให้คณะรัฐประหาร คณะผู้ปกครอง และคณะพันธมิตรรัฐประหาร “อยู่รอด” ... “ก่อนที่ชาติจะอยู่รอด”

การสร้างความกลัวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองอยู่ในอำนาจต่อไปได้ เหมือนในสมัยสงครามเย็นที่โลกถูกแบ่งเป็นสองขั้ว และโลกถูกปกครองด้วยความกลัวมากกว่าความเข้าใจ (2)

การไปให้พ้นจากการเมืองแห่งความกลัวนั้นย่อมจะต้องเริ่มต้นจากความไม่กลัว ไม่ใช่การสร้างความกลัวมากขึ้นกว่าเดิมโดยการประณามว่าอีกฝ่ายจะนำไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรงมากกว่า

แต่อยู่ที่การส่งเสริมให้บรรยากาศแห่งความกลัวลดลง ด้วยการยืนยันอย่างหนักแน่นถึงจุดยืนและหลักการที่เรามี โดยเฉพาะในเรื่องของความเชื่อมั่นในพลังอำนาจของตัวเราในการกำหนดและตัดสินอนาคตทางการเมืองของตัวเราเอง

คนเรา “ไม่ใช่ไพร่” และ “ไม่ใช่หมา” จะได้มาขู่กันและสร้างความหวาดกลัวรายวันกันแบบนี้ ...
——————————-

เชิงอรรถขยายความ:

1. Barack Obama หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของพรรคเดโมเครต ตั้งคำถามถึงการที่ Rudy Giuliani หนึ่งในผู้สมัครฯของรีพับลิกัน อดีตผู้ว่าการมหานครนิวยอร์คในช่วง 9/11 ที่กล่าวว่า ถ้าเลือกประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต สหรัฐฯอาจจะเผชิญกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายอีกครั้ง Obama เห็นว่าการเผชิญหน้ากับการก่อการร้ายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องปรึกษาหารือกันเพื่อให้เกิดเป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่การแบ่งแยกคนเป็นพวกเขาพวกเรา เมื่อรัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงนโยบายที่ล้มเหลว ซึ่งทำให้ประชาชนยิ่งไม่มีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น ดูที่ Obama rebukes Giuliani for suggesting Dems’ election would lead to terrorist attack. 2007. CNN 25 April 2007.

2. ในอดีตนั้น เราพบว่าการเมืองแห่งความกลัวนี้เคยถูกนำมาใช้ในเรื่องของ “สงครามเย็น” ในระดับโลกเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มีการแบ่งโลกเป็นสองขั้ว และย่อมไม่น่าแปลกใจเลยว่าโลกทัศน์ของทหารที่เติบโตมาในยุคของสงครามเย็นนั้นย่อมจะมองโลกในกรอบสงครามเย็นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะทหารที่ทำรัฐประหารและเป็นผู้ปกครอง และคนอื่นๆ ที่คุ้นเคยกับการสร้างโลกแบบสงครามเย็น ดูที่ Furedi, Frank. 2002. Culture of fear: risk-taking and the morality of low expectation. Revised ed. New York: Continuum. และ Norris, Carol. 2002. The Politics of Fear. CounterPunch, 12 October 2002.

การเมืองแห่งความกลัวนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเผด็จการหรือฝ่ายขวาเสมอไป ในหลายกรณีอาจเกิดขึ้นจากการใช้ตรรกะเดียวกับเผด็จการเพื่อให้ตนนั้นได้ประโยชน์ ดังในกรณีของกลยุทธ์ในการหาเสียงของ John F. Kerry ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของพรรคเดโมแครต ที่ใช้หลักการหาเสียงโจมตี Bush โดยใช้การเมืองแห่งความกลัว ด้วยการกล่าว(หา)ว่า ถ้าเลือก Bush อีกครั้งก็จะ “แย่กว่าเดิม” หรือ “ไม่ปลอดภัยกว่าเดิม” ดู VandeHei, Jim, and Howard Kurtzcs. 2004. The Politics of Fear: Kerry Adopts Bush Strategy of Stressing Dangers. Washington Post, 29 September 2004, A01.

หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐ หน้า ๔



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter