พระคุณเจ้าช่วยที
- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา -
ท่านผู้อ่านที่เคารพหลังเสร็จงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมแอบหนีไปชมดอกไม้บานรับอากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ผลิที่ประเทศอังกฤษ ตามคำเชื้อเชิญของบริติช เคาน์ซิล ที่ลอนดอน โดยบริติช เคาน์ซิลที่บ้านเราช่วยออกค่าเดินทางให้ ส่วนทางโน้นก็จัดหาที่พัก หาอาหารการกินให้เสร็จสรรพ ขอขอบคุณทั้งสองหน่วยงานไว้ ณ ที่นี้
ไปทำอะไรมาบ้างนั้น ไว้ได้จังหวะเหมาะๆ จะเล่าให้ฟังอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เอาคร่าวๆ ก็คือ งานนี้เป็นการนำเอาบรรดาผู้พิมพ์หนังสือรุ่นใหม่จากทั่วโลกไปแลกเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งสร้างสายสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อเชื่อมเข้ากับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศอังกฤษ
จะเรียกว่าเตรียมหาช่องทางค้าขายใหม่ๆในอนาคตก็คงพอได้
โครงการนี้เป็นความริเริ่มของบริติช เคาน์ซิล อันเป็นหน่วยงานส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรมของรัฐบาลอังกฤษ โดยหัวใจหลักมุ่งที่จะสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้กับธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งหลาย เพราะเชื่อว่าจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคต่อไปของโลก
และแน่นอน ใครเปิดฉากชิงชัยภูมิได้ก่อน ย่อมได้เปรียบในการรบ
ผมขอเล่าคร่าวๆ ไว้เท่านี้
กลับมาเมืองไทยเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยจะซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ อ่านแล้วก็คิดถึงเรื่องสโมสรลิเวอร์พูลขึ้นมาตะหงิดๆ (หรือว่าคราวนี้คุณทักษิณแกจะเอาจริง) คราวที่แล้วอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ อุตส่าห์ตั้งป้อมร่างสุนทรพจน์ขนาดยาววิจารณ์กรณีนี้อย่างเต็มที่ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์กับผมยังไปช่วยผสมโรงด้วย ที่ไหนได้คุณทักษิณเล่นปีนกระไดหนีไปลงที่ตึกแกรมมี่ของอากู๋เฉยเลย
ปะหน้าอากู๋นานมาแล้ว เลยลองถามไถ่ดู อากู๋เล่าว่าจริงๆ แล้วคนที่ปล่อยข่าวก่อนก็คือบิ๊กหอย-ธวัชชัย สัจจกุล ส่วนต้นคิดจะเป็นใครนั้นให้ไปเดากันเอาเอง
จะซื้อแมนซิตี้อาจารย์ปกป้องแกคงไม่ออกมาเคลื่อนไหว แต่ถ้าซื้อแมนยูเมื่อไหร่ งานนี้ลุกเป็นไฟแน่ (เพราะแกเป็นแฟนแมนยูครับ)
หนังสือพิมพ์อังกฤษไม่ค่อยให้ความสนใจกับข่าวนี้กันเท่าไหร่ ผมเองก็เพิ่งรู้ตอนกลับมาอ่านข่าวที่บ้านเรานี่แหละ เห็นไทยรัฐให้รายชื่อหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวมา ก็พบว่าเป็นแต่เพียงหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ทั้งนั้น
ส่วนหนังสือพิมพ์ที่ปัญญาชนอ่านกันกำลังสนุกสนานและเมามันกับข่าวคราวการจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคแรงงานของ กอร์ดอน บราวน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอังกฤษ ซึ่งเป็นทั้งมิตรและศัตรูทางการเมืองของโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเสียมากกว่า
หลังจากร่วมกับสหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปในอิรัก คะแนนนิยมของแบร์ในช่วงหลังๆ ก็เริ่มตกต่ำเรื่อยมา จนเมื่อปีที่แล้วกอร์ดอน บราวน์ก็เริ่มออกมากกดดันให้แบลร์ก้าวลงจากตำแหน่งตามที่ได้เคยสัญญาเอาไว้ แรกๆ แบลร์ก็แกล้งทำเฉยเสีย แต่เมื่อถูกกดดันอย่างเอาจริงเอาจังมากขึ้นจากคนในพรรค แบลร์เลยต้องประกาศอย่างจริงจังว่าจะลงจากตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมนี้
ส่วนบราวน์นั้นใช่ว่าได้รับตำแหน่งแล้วจะสบาย เพราะโลกยุคนี้ช่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหลือเกิน นโยบายที่พรรคแรงงานเคยนำมาใช้แล้วได้ผลในอดีต ก็ใช่ว่าจะได้ผลเมื่อเงื่อนไขโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พรรคแรงงานภายใต้การนำของบราวน์จึงมีความจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงนโยบายใหม่เพื่อให้สามารถเอาชนะในการเลือกตั้งทั่วไปสมัยหน้า
นี่คือทุกข์ของคนอยากมีอำนาจ เมื่อมีแล้วก็ต้องเผชิญทุกข์ของการรักษาอำนาจเอาไว้ เมื่อรักษาเอาไว้ไม่ได้ ก็กลายเป็นทุกข์จากการเสียอำนาจอีก
ก่อนหน้าที่จะปล่อยข่าวเรื่องการซื้อสโมสรฟุตบอล เคยมีข่าวว่าคุณทักษิณวางแผนจะเปิดร้านอาหารไทยขนาดใหญ่ในกรุงลอนดอน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เริ่มจริงจัง เพราะดูแล้ว การซื้อสโมสรฟุตบอลน่าจะเป็นข่าวที่เร้าใจกว่า
เดี๋ยวนี้เมืองไทยหูตาเยอะ จะทำอะไรต่อมิอะไรนักการเมืองไทยจึงชอบหนีไปคุยกันในต่างประเทศ ลอนดอนเองก็เป็นสถานที่นัดหมายสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ด้วยลูกท่านหลานเธอของบรรดานักการเมืองทั้งหลายไปชุมนุมกันอยู่ที่นั่นมาก ไปคุยงานแล้วก็ถือโอกาสเยี่ยมลูกเยี่ยมหลานและช็อปปิ้งเสียทีเดียว
ถ้ารู้แหล่งรู้ร้านเสียหน่อยก็หาตัวไม่ยากหรอกครับ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายนั่นน่ะ
แต่ถึงไม่รู้แหล่งไม่รู้ร้าน ถึงที่สุดหนังสือพิมพ์ก็รู้ข่าวเข้าให้จนได้ แล้วส่วนใหญ่ก็ข่าวจริงทั้งนั้น
ก็เป็นท่านทั้งหลายนั่นแหละที่แอบมาปล่อยข่าวกันเอง
ผมตื่นขึ้นมาเขียนทักทายท่านผู้อ่านในช่วงเช้าตรู่ของวันใหม่ ไม่ได้ขยัน แต่ยังปรับเวลานอนไม่เข้าที่ เพราะเวลาสองประเทศต่างกันหกเจ็ดชั่วโมง
แวะเข้าไปอ่านข่าวไทยโพสต์ ของป๋าเปลว สีเงิน เห็นลงข่าวว่าคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับคุณวิรัช รัตนเศรษฐ ชวนกันบินไปฮ่องกงเพื่อไปคุยกับดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์เพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่กันเสียแล้ว
ส่วนใครจะแอบไปเมืองจีนเพื่อคุยกับคุณทักษิณบ้างเดี๋ยวก็คงรู้กัน เพราะเห็นไปทีไรมีคลิปวิดีโอหลุดมาให้ชมกันทุกที
เมษายนเมืองไทยผ่านไปอย่างเรียบร้อย แต่พฤษภาคมเหตุการณ์เริ่มเขม็งเกลียวเข้าทุกทีโดยเฉพาะช่วงปลายเดือน
บ้านเราเมืองเรากำลังสนุกสนานกับเกมการเมืองแห่งอำนาจ ทั้งเช็คบิลขั้วอำนาจเก่า การสืบสานอำนาจใหม่ ส่วนนโยบายใหม่ๆ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันของโลกนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะตอนนี้เรายังเมามันกับการเถียงกันเรื่องรัฐธรรมนูญแบบเรียงมาตรา จนแทบจะหาฉันทมติในเรื่องใดๆไม่ได้
เรื่องง่ายๆ ว่าเราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไรในโลกยุคใหม่ที่ไม่ได้แบ่งซ้าย-ขวา อย่างชัดเจน แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างทุนใหญ่และประชาชนตัวเล็กๆ กฎเกณฑ์ที่ลดการเอาเปรียบและความเลวร้ายของทุนนิยมที่ใช้กติกาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาจนพังกันเป็นแถบๆ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชัวิตมนุษย์
เรื่องแบบนี้ในทางการเมืองจะเอาอย่างไรกัน
เพราะเบื้องหลังพรรคการเมืองทั้งหลายก็คือกลุ่มทุนใหญ่ๆ ที่ให้การสนับสนุน เวลาจะสู้กันทางนโยบายทีไร ร้านโชวห่วยหรือประชาชนตัวดำๆ ก็แพ้อยู่ร่ำไป ยิ่งกติกาไม่เข้มแข็ง ยิ่งเปิดโอกาสให้ทุนใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศรุกเข้าสู่พื้นที่การทำมาหากินและการมีชีวิตของประชาชนมากขึ้นทุกที
ผมเองคิดเรื่องนี้แล้วก็จนปัญญา
อยากจะวานพระคุณเจ้าทั้งหลายที่อยู่หน้ารัฐสภาช่วยตอบทีเถอะ



