กระบวนการ “ผลิตความยินยอม” ยุคสื่อเรืองอำนาจ
ในโลกยุคประชาธิปไตยเบ่งบานในปัจจุบัน พรรคที่ได้เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยล้วนต้อง ‘หาเสียง’ จากประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม เพราะหากรัฐบาลได้คะแนนนิยมไม่ดี โอกาสที่จะแพ้การเลือกตั้งครั้งหน้าก็มีสูง และถ้าคะแนนนิยมตกต่ำมากๆ ก็อาจถูกประชาชนที่เหลืออดจนรอการเลือกตั้งรอบใหม่ไม่ไหว ออกมาเดินขบวนขับไล่บนท้องถนน ดังที่เราเห็นจนชินในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
แม้ว่าการเดินขบวนอย่างสันติจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเป็นการใช้สิทธิในการแสดงออกของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลก็คงรู้สึกรำคาญ หรืออย่างน้อยก็ ‘เสียหน้า’ ไม่น้อย ที่เห็นประชาชนมาเดินขบวนประท้วง ยิ่งถ้าหากผู้ร่วมประท้วงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหลักหมื่นหรือแสน ก็มีพลังพอที่จะกดดันรัฐบาลได้อย่างจริงจัง
ยังไม่นับกลไก ‘ประชาธิปไตยทางตรง’ ที่พูดถึงในคอลัมน์นี้ตอนที่แล้ว ที่ประชาชนในหลายๆ ประเทศกำลังใช้ในการสอดส่องดูแลรัฐบาลและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายต่างๆ
ในเมื่อประชาชนมีศักยภาพขนาดนี้ และในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เอื้ออำนวยให้สื่อต่างๆ มีอำนาจและอิทธิพลสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทุกรัฐบาลย่อมต้องการใช้สื่อเป็นช่องทางในการ ‘โน้มน้าว’ ประชาชน ให้คล้อยตามความคิดหรือนโยบายที่ตนดำเนินอยู่
ยังไม่นับบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ต้องการโน้มน้าวประชาชนผู้เสพสื่อ ให้เชื่อว่าสินค้าหรือบริการของตนนั้น ‘ดี’ น่าใช้ หรืออย่างน้อยก็ให้ยี่ห้อของตัวเองเป็นที่คุ้นหูคุ้นตามากขึ้น
การโน้มน้าวชักจูงผ่านสื่อ จึงกลายเป็นอาชีพยอดนิยมสมัยใหม่ที่เรียกว่า ‘ประชาสัมพันธ์’ (public relations หรือ PR) และนักประชาสัมพันธ์เก่งๆ ผู้สามารถใช้หลากหลายเทคนิคที่ไม่ใช่การโกหกโต้งๆ ทีเดียว เช่น ดึงประเด็นปลีกย่อยมาชูเป็นประเด็นใหญ่ พูดความจริงครึ่งเดียว ใช้ภาษาแบบคลุมเครือ ฯลฯ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า จึงได้รับการขนานนามว่า ‘spin doctors’ หรืออาจแปลเป็นไทยตรงตัวว่า ‘หมอปั่น’
‘หมอปั่น’ ที่เก่งๆ ทำงานอย่างไร ขอแนะนำให้หาดีวีดีหรือวีดีโอภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง “Wag the Dog” มาดู แล้วท่านจะถึงบางอ้อ
ไม่แน่ว่า ‘หมอปั่น’ เก่งๆ ที่ทำงานให้กับรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ใช้สื่อ กลยุทธ์การตลาด และเทคนิคการประชาสัมพันธ์ได้เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย อาจได้แรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยมาจากภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นได้
นักประชาสัมพันธ์หลายคนเชื่อว่า การ ‘ชักใยประชามติ’ (manipulation of public opinion) ไม่ได้เป็นเพียง ‘เรื่องธรรมดา’ เท่านั้น หากเป็น ‘ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้’ ของประชาธิปไตยเลยทีเดียว เอ็ดวาร์ด เบอร์เนย์ส์ (Edward Bernays) นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกอาชีพประชาสัมพันธ์ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ให้เหตุผลอธิบายความเชื่อนี้ในหนังสือที่โด่งดังที่สุดของเขาชื่อ “Propaganda” (การโฆษณาชวนเชื่อ) ว่า:
“…การชักจูงนิสัยและความเห็นของคนหมู่มาก แบบตั้งใจและใช้วิจารณญาณนั้น เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสังคมประชาธิปไตย กลุ่มผู้ที่ใช้กลไกการโน้มน้าวชักจูงสังคมที่เรามองไม่เห็นนั้น คือสมาชิกของ ‘รัฐบาลล่องหน’ ที่เป็นผู้กุมอำนาจปกครองประเทศที่แท้จริง ...เราถูกปกครอง สมองของเราถูกเกลี้ยกล่อม รสนิยมของเราถูกสร้าง และความคิดของเราถูกนำเสนอโดยกลุ่มคนที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน นี่เป็นผลลัพธ์ที่เป็นเหตุเป็นผล จากโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยของเรา คนจำนวนมากมายมหาศาลต้องร่วมมือกันในลักษณะนี้ ถ้าพวกเขาจะอยู่ร่วมกันโดยสันติได้ในสังคมที่ทำงานอย่างไม่ติดขัด ...ในแทบทุกกิจกรรมที่เราทำในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะในภาคการเมืองหรือภาคธุรกิจ ในแวดวงสังคมหรือในความคิดทางศีลธรรม เราล้วนถูกครอบงำโดยคนกลุ่มเล็กๆ ...ที่เข้าใจกระบวนการคิดและพฤติกรรมทางสังคมของคนหมู่มาก นี่คือกลุ่มคนที่คอยชักใยควบคุมความเห็นสาธารณะ”
แต่ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรในแต่ละกรณีว่า ‘การชักใย’ ของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจที่แท้จริงกลุ่มนั้น จะไม่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงแบบ ‘น่าเกลียด’ ชนิดที่กลับขาวเป็นดำ ปลอมหลักฐานหรือสร้างข้อมูลเท็จเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยเฉพาะในกรณีที่กระบวนการชักจูงนั้น ทำอย่างแนบเนียนเสียจนทำให้ประชาชนจำนวนมาก ‘ยอมรับ’ หรือ ‘สนับสนุน’ การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์?
สารคดีโทรทัศน์ 3 ตอนจบเรื่อง “The Power of Nightmares” (พลังของฝันร้าย) โดยผู้กำกับฝีมือดีนาม อดัม เคอร์ติส (Adam Curtis) ที่ฉายทางโทรทัศน์ช่อง BBC ของอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2547 และปัจจุบันให้ทุกคนดาวน์โหลดไปดูฟรีได้จาก http://www.archive.org/details/ThePowerOfNightmares ตีแผ่ขบวนการชักจูงระดับ ‘น่าเกลียดที่สุด’ ของรัฐบาลอเมริกา ที่นักคิด นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) เรียกว่าขบวนการ ‘ผลิตความยินยอม’ (manufacturing consent) ได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยข้อมูลหลักฐานที่แน่นหนาจนไม่มีใครปฏิเสธได้ ทำให้สารคดีเรื่องนี้เป็น ‘อันตราย’ อย่างยิ่งต่อรัฐบาลขวาจัดของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อันตรายเสียจนไม่มีสถานีโทรทัศน์ช่องใดในประเทศที่ชอบอวดอ้างว่าตัวเอง ‘เสรีที่สุดในโลก’ กล้านำสารคดีอังกฤษเรื่องนี้ไปออกอากาศ และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โทนี่ แบลร์ ถึงกับขอนัดประชุมลับฉุกเฉินกับจอร์จ บุช หลังจากสารคดีเรื่องนี้ฉายจบไปเพียง 7 วัน
สองประเด็นหลักของ The Power of Nightmares คือการสืบสาวประวัติความเป็นมาของลัทธิมุสลิมหัวรุนแรง และในขณะเดียวกันก็พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อเกี่ยวกับโอซามา บิน ลาเดน (Osama bin Laden) และอัลไกดา องค์กรก่อการร้ายชื่อก้องโลกนั้น เป็นเพียง ‘มายาคติ’ ที่ไม่มีมูลความจริงรองรับ สารคดีเรื่องนี้เสนอว่า อัลไกดาไม่ใช่องค์กรก่อการร้ายขนาดมหึมาที่มีเครือข่ายทั่วโลก ไม่มี ‘สมาชิก’ หรือแม้แต่ ‘ผู้นำ’ ไม่มีแม้กระทั่ง ‘หน่วยก่อการร้ายเอกเทศ’ (ที่มีผู้บัญญัติศัพท์ว่า “sleeper cells”) หรือกลยุทธ์ในการทำงาน ในความเป็นจริง อัลไกดาแทบไม่มีตัวตนอยู่เลย ยกเว้นในฐานะไอเดียกว้างๆ (ideology) เกี่ยวกับการล้างโลกที่สกปรกโสมมด้วยการใช้ความรุนแรงทางศาสนา
ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างมายาคติที่เกี่ยวกับอันตรายของอัลไกดานั้น เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่เบื้องหลังมายาคติอีกชุดหนึ่งที่เก่าแก่กว่าแต่ทรงอิทธิพลไม่แพ้กัน นั่นคือ มายาคติในยุคสงครามเย็นซึ่งถูกโหมกระพือให้คนกลัว ที่วาดภาพลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าเป็น ‘ปีศาจร้าย’ อำนาจมหาศาลที่กำลังจะกลืนโลกทั้งใบในไม่ช้า หากอเมริกาไม่ดำเนินนโยบายต่อต้านแบบแข็งกร้าวที่ใช้การทหารนำหน้า
เคอร์ติสใช้ข้อมูลหลักฐานมากมายในการตีแผ่มายาคติทั้งสองชุด โดยเฉพาะบทสัมภาษณ์อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยสืบราชการลับของอเมริกา (Central Intelligence Agency หรือย่อว่า ซีไอเอ) หลายคน ซึ่งมีส่วนรู้เห็นกับกระบวนการสร้างมายาคติดังกล่าว และสำเนาเอกสาร ‘เคยลับ’ ของซีไอเอหลายฉบับที่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว แต่ยังไม่มีใครเคยไป ‘จับโกหก’ ในเอกสารเหล่านั้นได้ดีเท่ากับทีมงานของสารคดีเรื่องนี้
ข้อมูลหลักฐานที่เคอร์ติสนำเสนออย่างเป็นระบบพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า องค์กรก่อการร้ายอัลไกดานั้น ไม่มีแม้แต่ชื่อจนกระทั่งต้นปี ค.ศ. 2001 เมื่อรัฐบาลอเมริกันตัดสินใจดำเนินคดีกับบิน ลาเดน (ขณะที่ไม่รู้ว่าตัวเขาอยู่ที่ไหน) และต้องอ้างกฎหมายต่อต้านมาเฟียที่กำหนดว่ารัฐต้องระบุชื่อขององค์กรที่ผู้ต้องสงสัยสังกัดอยู่ ก่อนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีได้
หนึ่งในข้อมูลที่ The Power of Nightmares อ้างถึง คือสถิติของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษที่ระบุว่า ตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรม 9/11 เป็นต้นมาจนถึงปลายปี ค.ศ. 2004 (นับเป็นเวลากว่า 3 ปี) ทางการอังกฤษจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้ายไปแล้ว 664 คน ในจำนวนนี้มีเพียง 17 คนเท่านั้น ที่ศาลตัดสินว่ามีความผิด และในจำนวนนี้ ‘ผู้ก่อการร้าย’ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรก่อการร้ายไอริช บางคนเป็นสมาชิกองค์กรชาวซิกข์หัวรุนแรง และคนอื่นเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้ายอื่นๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆ กับมุสลิมหัวรุนแรง
ไม่มี ‘ผู้ก่อการร้าย’ แม้แต่คนเดียว ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสมาชิกอัลไกดา
เคอร์ติสบอกว่า แทบไม่มีใครตั้งข้อสังเกตหรือข้อสงสัยว่าอัลไกดามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะมีกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมากที่ต้องการให้มายาคติชุดนี้ดำรงอยู่ต่อไป เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากมัน เช่น รัฐบาลของบุชที่ไม่มีผลงานด้านเศรษฐกิจหรือสังคมใดๆ ที่โดดเด่นพอที่จะเรียกคะแนนนิยมสูงๆ ก็ต้องชูนโยบายด้าน ‘ความมั่นคงของประเทศ’ เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่านโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อชาวอเมริกันส่วนใหญ่ปักใจเชื่อว่าอัลไกดาเป็นองค์กรก่อการร้ายที่ยิ่งใหญ่ มีอิทธิพลกว้างไกล พร้อมที่จะโจมตีอเมริกาทุกเมื่อ และดังนั้นจึงต้องอาศัยรัฐบาลที่แข็งกร้าวอย่างรัฐบาลขวาจัดของบุช
เคอร์ติสตั้งข้อสังเกตว่า แทบไม่มีสื่อรายใดเช็คข้อมูลที่แจกในงานแถลงข่าวของรัฐบาล ว่าเป็นจริงหรือเท็จมากน้อยเพียงใด เพราะทุกคนรู้ดีว่าข่าวเกี่ยวกับอัลไกดานั้น ‘ขายได้’ เสมอ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจติดตามตลอดเวลา สื่อทุกรายจึงมักจะง่วนอยู่กับการหาวิธีนำเสนอใหม่ๆ หรือทำสกู๊ปเจาะลึก แทนที่จะเสียเวลาเช็คข้อมูลที่ได้รับอย่างที่ทำกับข่าวอื่นๆ ความบกพร่องหรือ ‘มักง่าย’ ข้อนี้แปลว่าสื่อถูกครอบงำโดยรัฐบาลบุชแทบจะเบ็ดเสร็จในเรื่องนี้
เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลบุชแทบไม่เคยกล่าวขอโทษหรือถอนคำพูดเลย เมื่อใดที่ข้ออ้างหรือข้อมูลที่เคยเผยแพร่ในอดีตถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ เช่น ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอิรักมี ‘อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง’ (weapons of mass destruction) หรือข้อกล่าวหาว่าอัลไกดามีความสัมพันธ์กับซัดดัม ฮุสเซน
The Power of Nightmares นำเสนอบทสัมภาษณ์และเอกสารซีไอเอมากมายที่แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอเมริกันชุดปัจจุบันหลายคน เช่น โดนัลด์ รัมสเฟลด์ (Donald Rumsfeld), ดิค เชนีย์ (Dick Cheney), และพอล วอลโฟวิทซ์ (Paul Wolfowitz ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานธนาคารโลก) เคยเป็นสมาชิกของคณะทำงานที่เรียกว่า “Team B” ที่รัฐบาลชุดเจรัลด์ ฟอร์ด แต่งตั้งให้ทำหน้าที่ประเมินศักยภาพทางทหารของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น (ทศวรรษ 1970) Team B สรุปรายงานว่า สหภาพโซเวียตได้พัฒนาอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงชนิดใหม่ๆ มากมาย เช่น กองเรือดำน้ำบรรจุอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้ระบบโซนาร์แบบใหม่ที่ ‘ไม่ต้องใช้เสียง’ และดังนั้นจึงไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเทคโนโลยีของอเมริกา เมื่อซีไอเอแย้งว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าสหภาพโซเวียตในขณะนั้นกำลังกีดกันให้ประเทศไม่สามารถสร้างระบบการตอบโต้อากาศยานที่ใช้การได้ Team B ก็โต้ว่า นั่นเป็นเพราะสหภาพโซเวียตกำลังตบตาอเมริกาอยู่ จริงๆ แล้วระบบการตอบโต้อากาศยานของโซเวียตใช้การได้ดีมาก ดีเสียจนสามารถหลอกอเมริกาให้คิดว่ามันไม่มีอยู่จริง
สมาชิกของ Team B บางคนถึงขนาดต้องการใช้ข้ออ้างที่ตั้งอยู่บนตรรกะแบบ ‘วกวนจนไม่มีทางผิด’ อย่างนี้ (อุปมาเหมือนถ้ารัฐบาลบุชจะอ้างว่า ซัดดัมมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงแน่ๆ แต่เราหามันไม่เจอก็เพราะอาวุธนี้ล้ำสมัยมากจนหาไม่เจอ) ในการหว่านล้อมให้รัฐบาลอเมริกาลงมือโจมตีสหภาพโซเวียต ก่อนที่โซเวียตจะมีโอกาสใช้อาวุธที่ ‘มีอานุภาพสูงจนไม่มีใครมองเห็น’ เหล่านั้นมาโจมตีอเมริกา
เรื่องหนึ่งที่เป็น ‘ตลกร้าย’ ยิ่งกว่านั้นคือ Team B ต้องถกเถียงกับเจ้าหน้าที่ซีไอเออย่างดุเดือดในการทำรายงาน เพราะ Team B เชื่อหนังสือเรื่อง The Terror Network ที่บอกว่ารัฐบาลโซเวียตอยู่เบื้องหลังองค์กรก่อการร้ายทุกองค์กรในโลก โดยหารู้ไม่ว่า หนังสือเล่มนี้เป็น ‘เรื่องแต่ง’ ที่เต็มไปด้วยเรื่องโกหกที่ซีไอเอแต่งขึ้น เพื่อใช้ในกระบวนการสร้างมายาคติเกี่ยวกับความเลวร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ จะได้โน้มน้าวประชาชนทั่วไปให้สนับสนุนนโยบาย ‘สายเหยี่ยว’ ของรัฐบาล แต่ซีไอเอเปิดเผยความจริงต่อ Team B ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นความลับก็จะแตก!
เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่า กระบวนการ ‘ผลิตความยินยอม’ ที่ทำได้อย่างแนบเนียนนั้น อาจหลอกได้แม้กระทั่งฝ่ายเดียวกัน.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2550



