“ความเป็นอิสระ” กับ “ความรับผิดชอบ” ของธนาคารกลาง
- ณ พัฒน์ -
แฟนหนัง Spider-Man ภาคหนึ่ง คงจำได้ว่า คุณลุงเบนสอน ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ไว้ก่อนจะถูกฆ่าตายว่า “จงจำไว้ อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง (Remember, with great power, comes great responsibility)”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงหลังๆ ทำให้ผมคิดถึง คำสอนของคุณลุงเบนขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวชิ้นหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ที่ถูกกลบด้วยข่าวเศร้าสลดที่มหาวิทยาลัย Virginia Tech (ขอไว้อาลัยด้วยครับ)
ก็คือข่าวที่ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมของอังกฤษ พุ่งทะลุด่านอรหันต์หักปากกาเซียน ขึ้นไปยืนอยู่ที่ร้อยละ 3.1 ทั้งๆ ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ว่าน่าจะอยู่แค่ร้อยละ 2.8 เท่ากับเดือนก่อนหน้า
ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ในวงการการเงินเลยทีเดียว เพราะสมัยที่นาย Gordon Brown (ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษ) ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีคลังใหม่ๆ เมื่อสิบปีที่แล้วนั้น สิ่งแรกๆ ที่เขาทำคือให้อิสระแก่ธนาคารกลางอังกฤษในการกำหนดนโยบายการเงิน โดยมีเป้าหมายหลักในการดำเนินงาน คือการควบคุมเสถียรภาพของระดับราคา และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตภายใต้ข้อจำกัดของความมีเสถียรภาพของระดับราคา โดยมีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานให้ธนาคารกลางอังกฤษควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ประมาณร้อยละสองต่อปี
อย่างที่คุณลุงเบนเคยบอกไว้ครับ เมื่อมีอำนาจและอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน ธนาคารกลางอังกฤษก็ต้องมีความรับผิดชอบ และความรับผิด (accountability) ด้วย นอกเหนือจากการเปิดเผยข้อมูลนโยบายการเงินและตีพิมพ์รายงานเงินเฟ้อทุกๆ สามเดือนเพื่อเปิดเผยเป้าหมายเงินเฟ้อและอธิบายปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อและการตัดสินใจของกรรมการนโยบายการเงิน เพื่อความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายการเงินแล้ว ยังมีการกำหนดไว้อีกว่าถ้าธนาคารกลางอังกฤษไม่สามารถรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วงดังกล่าวได้ จะต้องมีบทลงโทษ
คือถ้าอัตราเงินเฟ้อห่างจากเป้าหมายไปเกินกว่าร้อยละหนึ่ง (คือถ้าเงินเฟ้อเกินร้อยละสามหรือต่ำกว่าร้อยละหนึ่ง) ผู้ว่าการธนาคารกลางจะต้องเขียนจดหมายเปิดผนึก อธิบายว่าทำไมอัตราเงินเฟ้อถึงได้สูงหรือต่ำเกินเป้าหมาย และธนาคารกลางมีมาตรการเพื่อนำอัตราเงินเฟ้อกลับเข้ามาในเป้าหมายได้อย่างไร
ทีนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่สิครับ เพราะตั้งแต่ได้รับความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินมาเกือบสิบปี อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษยังไม่เคยออกนอกเป้าหมายที่กำหนดไว้เลย และที่ผ่านมาธนาคารกลางของอังกฤษได้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสู้กับแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แม้ว่านักวิเคราะห์บางท่านจะบอกว่าสาเหตุที่ อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปแบบนั้นเป็นเพราะราคาน้ำมันและราคาสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าแกว่งขึ้นลงมากเหลือเกิน และอยู่นอกเหนือการควบคุมของนโยบายการเงิน
แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางของอังกฤษ นาย Marvyn King ก็เขียนจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวส่งให้ Gordon Brown รัฐมนตรีคลังของอังกฤษไปเรียบร้อย โดยอ้างถึงปัจจัยภายนอก ดังกล่าว แต่ก็ยอมรับว่าปัจจัยเหล่านั้นมีส่วนแค่ครึ่งเดียวของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และยอมรับว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินและสินเชื่อ ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เริ่มจะทำให้เกิดความกดดันด้านเงินเฟ้อ และธุรกิจทั้งหลายเริ่มจะเห็นโอกาสในการเพิ่มราคาสินค้า เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นอกจากนี้การจับจ่ายสินค้าช่วงเทศกาล easter ก็มีส่วนเพิ่มแรงกดดันด้านราคาขึ้นไปอีก
และท่านผู้ว่าการยังบอกอีกว่า เนื่องจากนโยบายการเงินไม่ได้มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในทันทีทันใด แต่อาจจะใช้เวลายาวนานถึงสองปี จึงไม่ควรใช้นโยบายการเงินเพื่อจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อระยะสั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินที่จะประชุมกันต้นเดือนหน้า จะประเมินสถานการณ์ และข้อมูลทางเศรษฐกิจกันอีกที ก่อนที่จะตัด สินใจอย่างหนึ่งอย่างใดกับอัตราดอกเบี้ย แต่ก็จะยึดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อร้อยละสองในระยะกลางไว้อย่างเคร่งครัด
แม้ว่าในจดหมายจะไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ แต่ตลาดการเงินก็วิ่งล่วงหน้าไปรับข่าวเรียบร้อยแล้ว ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางอังกฤษจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าแน่ๆ เลยมีแรงซื้อเงินปอนด์อังกฤษอย่างขนานใหญ่ จนเงินปอนด์พุ่งทะลุระดับ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ เป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปี (!)
ผมชอบย่อหน้าหนึ่งในจดหมายเปิดผนึกที่ บอกว่า
“การเขียนจดหมายนี้ เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการรับผิด (accountability) ของกรอบนโยบายการเงิน [...] ไม่ใช่เครื่องชี้ถึงความล้มเหลวของการดำเนินนโยบาย ผมรู้สึกประหลาดใจที่กว่าจะได้เขียนจดหมายนี้ เราต้องผ่านเวลาถึง สิบปี และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินถึง 120 ครั้ง”
การให้อิสระในการดำเนินนโยบายการเงินแก่ธนาคารเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่อำนาจจากความเป็นอิสระนั้นก็ควรถูกคานไว้ด้วยกระบวนการ การรับผิดในความรับผิดชอบของธนาคารกลาง แต่อย่างไรก็ดีกระบวนการรับผิด ไม่ควรเป็นการเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลางมากจนเกินไป
ผมว่าระบบของประเทศอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดี ที่การดำเนินนโยบายการเงินยึดเป้าหมายความเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไว้อย่างเคร่งครัด และการดำเนินนโยบายการเงินทำได้อย่างค่อนข้างโปร่งใส ทำให้ภาคเอกชนสามารถตั้งความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อได้อย่างถูกต้อง
ที่เล่ามานี้ไม่ได้พยายามที่จะเปรียบเทียบกับธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ คงบอกได้ดีว่าระบบความรับผิดของเรานั้นเป็นอย่างไร...
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2550



