เดอะ โปรโตคอล
ในขณะที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ กำลังเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง-เศรษฐกิจ และการเคลื่อนไหวของสมาคมลับกลุ่มต่างๆ ในประเทศรัสเซียอยู่นั้น พระองค์ก็ได้รับหนังสือเล่มหนึ่งจากสมาชิกในราชวงศ์ คือ “แกรนด์ ดัทเชส อลิซา เวตา ฟีโอโดโรฟนา” หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” (The Protocol of the elder of Zion)…
แกรนด์ ดัทเชส ฟีโอโดโรฟนา ซึ่งแสดงความประทับใจต่อหนังสือเล่มนี้อย่างจริงๆ จังๆ ยังได้พยายามนำผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัส อีกด้วย ซึ่งบุคคลผู้นั้นมีชื่อว่า “เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช ไนลัส” เป็นพระชาวคริสต์ในนิกายกรีกออร์เธอร์ดอกซ์ ว่ากันว่า…แม้นว่าพระเจ้าซาร์จะแสดงความยอมรับต่อเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย แต่ความตกตะลึงต่อความลึกลับซับซ้อนของแผนการต่างๆ ที่ถูกบรรยายเอาไว้ในหนังสือ ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยขอให้ระงับการเผยแพร่หนังสือดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าอาจจะนำมาซึ่งความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคมรัสเซียยิ่งขึ้นไปอีก…
สำหรับ “เซอร์เกย์ ไนลัส” นั้น…โดยประวัติชีวิตคร่าวๆระบุว่า เขาเป็นลูกของชาวรัสเซียที่อพยพมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๒ เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีฐานะพอสมควร มีที่ดินมากมายในแถบเมือง “อูเรล” ได้รับการศึกษาด้านวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยมอสโคว์และยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศสอย่างดีเยี่ยม หลังจากครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมือง “บีอาริตซ์” ไนลัส ก็เข้ารับราชการจนมีตำแหน่งใหญ่โต โดยเคยเป็นถึงผู้ว่าการเขตทรานส์ คอเคเซีย มาก่อน…
เดิมทีนั้น…ว่ากันว่าไนลัสเป็นผู้มีแนวคิดแบบพวก “อนาธิปไตย” ที่พร้อมจะปฏิเสธพระเจ้ามาโดยตลอด ให้ความยกย่องศรัทธาต่อ “เฟรดเดอริค นิทเช่” นักปรัชญาชาวเยอรมัน แต่ต่อมาเมื่อวิถีชีวิตของเขาเกิดการหักเหอย่างรุนแรง จนตัวไนลัสกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เขาก็เริ่มหันมาสนใจศาสนาคริสต์ และเดินทางกลับไปอยู่รัสเซียในปี ค.ศ. ๑๙๐๑ พร้อมกับพยายามหาทางบวชเป็นพระในนิกายกรีก ออร์เธอร์ดอกซ์
ก่อนหน้าที่ไนลัสจะเขียนหนังสือเรื่อง “เดอะ โปรโตคอล” ขึ้นมา เขาเคยมีงานเขียนทางศาสนาอยู่อีกเล่มหนึ่งชื่อว่า “The Great in the Small-The coming of the Anti-Christ and the rule of Satan on Earth” ซึ่งได้ตีพิมพ์เผยแพร่หลังจากที่เขากลับมาอยู่ในรัสเซียได้ไม่นานนัก แต่หลังจากนั้นอีก ๔ ปี คือในปี ค.ศ. ๑๙๐๕ ผลงานการเขียนที่เขาส่งไปลงในหนังสือพิมพ์ “มอสโคสกียา วีโดโมสติ” ในรัสเซีย ก็ได้ถูกรวบรวมจัดพิมพ์จนกลายมาเป็นหนังสือชื่อว่า “เดอะ โปรโตคอล” หรือ “บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” อันมีเนื้อหาว่าด้วยการเปิดโปงแผนการลับสุดยอดของกลุ่มชาวยิวที่จะทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศต่างๆ ในยุโรป รวมทั้งแผนการเพื่อยึดครองโลกทั้งโลกอีกด้วย???
เอกสารที่ถูกนำมาใช้ประกอบงานเขียนเรื่อง “บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ที่ว่านี้ ไนลัสอ้างว่าเป็นเอกสารบันทึกการประชุมของบรรดากลุ่มผู้อาวุโสชาวยิวที่จัดขึ้นอย่างลับๆ ในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ.๑๘๗๙ ซึ่งมีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ไนลัสยอมรับว่าเขาได้รับเอกสารดังกล่าวมาจากนายพล “ราทชคอฟสกี้”ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจลับของรัสเซียหรือที่เรียกกันว่า “โอคาห์นคา” ในประเทศฝรั่งเศส และมีการอ้างด้วยว่านายพลผู้นี้ได้รับเอกสารมาจาก “มาดามเค.” ซึ่งเป็นอดีตโสเภณีชั้นสูงในเมืองปารีสที่ขโมยมาจากผู้อาวุโสชาวยิวรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงในองค์กร “ฟรีเมสัน” แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ เรื่องราวความเป็นมาของเอกสารฉบับดังกล่าวรวมทั้งเรื่องราวของตัวไนลัสเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เต็มไปด้วยปมปริศนา ข้อกล่าวหา การวิพากษ์วิจารณ์ที่ขัดแย้งกันไป-กันมาจนยากที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรเท็จ อะไรจริง….
หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้รับการเผยแพร่…ชื่อของ “ไนลัส” และเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้รับการกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง ไม่แต่เฉพาะในหมู่สมาชิกในราชวงศ์ ในวงการศาสนา ลงมาถึงบรรดาข้าราชการ หรือแวดวงปัญญาชนกลุ่มอนุรักษ์ในรัสเซีย…แต่เมื่อมีการนำหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ต่อในยุโรปและอเมริกา หลังการปฏิวัติในรัสเซียจบสิ้นลงไปแล้ว… มันได้ก่อให้เกิดการโจษจันวิพากษ์วิจารณ์ถึงประวัติความเป็นมาของไนลัส และข้อเท็จจริงของหนังสือเล่มนี้กันอย่างไม่สิ้นสุด แม้จนกระทั่งทุกวันนี้…
หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้รับการเผยแพร่มาแล้วถึง ๑๖ ปี หรือหลังจากการปฏิวัติในรัสเซียได้จบลงไปแล้วประมาณ ๔ ปี ขุนนางชาวฝรั่งเศสรายหนึ่งชื่อว่า “เคานท์ เดอ ชายาลา” ซึ่งอ้างว่าตัวเองได้มีโอกาสพบปะกับไนลัสอย่างตรงไป-ตรงมา และมีความผูกพันใกล้ชิดกันมานานนับเป็นปีๆในขณะที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศรัสเซีย ได้เขียนหนังสือเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของไนลัสไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๒๑ ซึ่งข้อเขียนดังกล่าวค่อนข้างจะออกไปในทางพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนเกิดความรู้สึกว่า… ไนลัสนั้นเป็นพวกกำมะลอและมีสติไม่สมประกอบหรือ ”กึ่งดี-กึ่งบ้า” ในขณะที่กำลังเขียนหนังสือเรื่อง “เดอะ โปรโตคอล” นอกจากนั้นก็ยังได้พยายามชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วคนบ้าอย่างไนลัสนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่ ”เครื่องมือ” ของหัวหน้าหน่วยตำรวจลับรัสเซียในกรุงปารีสอย่างนายพล “ราทชคอฟสกี้” ที่พยายาม “ปั่น” ไนลัสขึ้นมา ให้มีบทบาทในราชสำนักของพระเจ้าซาร์เพื่อตอบโต้กับคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ในราชสำนักขณะนั้น ส่วนเรื่องราวของ “มาดามเค.”โสเภณีชั้นสูงในฝรั่งเศส เรื่องของผู้อาวุโสชาวยิวในองค์กรลับฟรีเมสัน รวมทั้งเนื้อหาต่างๆที่ถูกอ้างว่าเป็นบันทึกการประชุมของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน ล้วนแล้วแต่ถูกใส่สีตีไข่แต่งขึ้นมาโดยฝีมือหน่วยตำรวจลับโอคาห์นคาด้วยกันทั้งสิ้น…???
แต่แม้นว่าไนลัสจะถูกทำให้กลายเป็นคนหลอกลวง กึ่งดี-กึ่งบ้า หรือเป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเมืองชิ้นหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่ข้าราชสำนักชาวรัสเซียด้วยกัน แต่เรื่องราวที่ถูกบรรยายเอาไว้ในหนังสือ “เดอะ โปรโตคอล” ก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อชาวยุโรปและชาวรัสเซียไม่น้อย หลังจากที่พระเจ้าซาร์ถูกปฏิวัติโค่นล้มลงไปแล้ว รัฐบาลของพวก “เมนเชวิค” ภายใต้การนำของนาย “เกอเรนสกี้” ได้สั่งให้มีการกวาดล้างระงับการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ และสั่งให้ทำลายต้นฉบับที่มีอยู่ทั้งหมด ต่อมาเมื่อพวก “บอลเชวิค” ขึ้นมายึดอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ ไนลัสก็ถูกจับเข้าคุกในปี ค.ศ. ๑๙๒๔ และเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยโรคหัวใจล้มเหลว และแม้กระทั่งภรรยาของไนลัส “เยเลนา อเล็กซานโดรนา โอเซโรวา” ที่ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใดเลย แต่จะเป็นเพราะเธอเคยมีส่วนดูแลไนลัสด้วยเงินเบี้ยหวัดบำนาญซึ่งได้รับจากการเป็นข้าหลวงในราชสำนักพระเจ้าซาร์ในระหว่างที่ไนลัสกำลังเขียนหนังสือเล่มนี้ หรือจะเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบได้ แต่ในช่วงการกวาดล้างของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียในปี ค.ศ. ๑๙๓๗เธอก็ถูกจับเข้าคุก และถูกเนรเทศไปอยู่ที่คาบสมุทรโคลาในแถบทะเลอาร์คติก และเสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากความหิวและความหนาวเย็น…
สำหรับในยุโรป…หลังจากที่หนังสือ “เดอะ โปรโตคอล” ได้ถูกเผยแพร่ หนังสือพิมพ์ “ไทม์ ออฟ ลอนดอน” ได้แสดงความเห็นเอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ ว่า “นี่คือคำพยากรณ์อันน่าขนลุก ที่บางส่วนได้เป็นไปแล้วและบางส่วนยังต้องการบรรลุผลอีกต่อไป เราพยายามหนีไปจากองค์กรลับที่พยายามรวมเยอรมัน เพื่อที่จะหล่นลงไปในหลุมพรางขององค์กรรวมยิวเช่นนั้นหรือ…???” ส่วนหนังสือพิมพ์ “ดิ อินดิเพนเดนท์” สรุปเอาไว้ในช่วงเวลาเดียวกันว่า… “มันจะเป็นความจริงหรือเป็นแค่นิยายก็ตามแต่… แต่ใครก็ตามที่มีความเข้าใจต่อสิ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ ย่อมต้องเข้าใจถึงแก่นแห่งความเป็นมนุษย์ ความเป็นไปของประวัติศาสตร์ และศิลปะการบริหารจัดการรัฐ อันเป็นสิ่งที่น่างุนงงต่อความสมบูรณ์ของมัน และน่ากลัวเกินกว่าความเป็นนิยาย แยบยลเกินกว่าจะคาดเดาได้ ลึกล้ำเกินไปสำหรับการล่วงรู้ถึงสายธารแห่งชีวิต จนยากที่จะสรุปว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา…???” ส่วนในอเมริกา หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ ผู้ที่แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่านี่คือเอกสารลับของชาวยิวกลุ่มหนึ่งจริงๆ ไม่ใช่การปลอมแปลงหรือการจินตนาการขึ้นมาจากอาการกึ่งดี-กึ่งบ้าของไนลัส…ก็คืออภิมหาเศรษฐีอเมริกันรายหนึ่งที่ชื่อว่า “เฮนรี่ ฟอร์ด”…
แน่นอนว่า… สำหรับเรื่องราวอันเต็มไปด้วยปมปริศนา ซึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีที่แล้ว การแยกแยะว่าอะไรจริง-อะไรเท็จ มันคงเป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปกันได้ง่ายๆ ไม่ว่าเครือข่ายสมาคมลับของชาวยิวจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติในรัสเซียหรือไม่? อย่างไร? แบบไหน? การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียที่ได้ผ่านพ้นมาแล้วกว่า ๘๐ ปี ก็ได้หมดสภาพลงไปแล้ว…แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารลับหรือเอกสารกำมะลอซึ่งว่าด้วยแผนการครองโลกขององค์กรเครือข่ายชาวยิวที่ “เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช ไนลัส” ได้นำออกมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก ก็ยังคงได้รับการพูดถึงและนำไปอ้างอิงกันอยู่เสมอๆ แม้นว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ที่นำเอามาอ้างอิงมักจะเป็นพวกที่มีอคติกับชาวยิวโดยตรงก็แล้วแต่…แต่อะไรหลายอย่างในเอกสารหรือหนังสือที่ว่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิเสธสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจต่อความเป็นมาของชาวยิวกันจริงๆ…ซึ่งจะมีเนื้อหาเช่นไรนั้น…คงต้องไปแยกแยะรายละเอียดกันในบทต่อไป…



