จากจักรวรรดิยุโรป… สู่จักรวรรดิโลก…
บรรดาผู้ที่มีอคติกับชาวยิวหรือบรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่าพวก “แอนตี้ เซเมติค” นั้นอาจจะพยายามแต่งแต้มประวัติความเป็นมาของตระกูล “รอทไชลด์” ให้ดูลึกลับพิสดารหวือหวาน่าหวั่นไหวน่าสะพรึงกลัวอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงจะต้องใช้วิจารณญาณในการแยกแยะกันไปในแต่ละเรื่องแต่ละกรณี …
อย่างไรก็ตาม…แม้นว่าจะตัดข้อกล่าวหา ข้อสงสัยที่ดูจะหนักไปในทางแต่งเสริมเพิ่มเติมสีสัน ที่ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันได้ชัดเจนลงไปมากต่อแล้วก็ตาม แต่พฤติกรรมการแสดงออกของบรรดาผู้ที่อยู่ในเครือข่ายสายใยของตระกูลนี้เท่าที่พอมีบันทึก หลักฐาน หรือมีร่องรอยพอที่จะใช้เป็นข้อพิสูจน์ได้บ้างนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะอาการที่เต็มไปด้วยท่าทีอันลึกลับซับซ้อน น่าหวั่นไหว น่าเกรงขามกันมาตั้งแต่เริ่มแรก นอกจากนั้นบทบาทในแง่อิทธิพลอำนาจของผู้คนในตระกูลนี้ที่นับวันจะแผ่ขยายครอบคลุมกันในระดับข้ามชาติหรือในระดับโลก สามารถสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลประเทศต่างๆ แม้แต่รัฐบาลประเทศมหาอำนาจได้อย่างจริงๆจังๆจนตราบเท่าทุกวันนี้…ทำให้คำกล่าวอ้าง หรือการตั้งข้อสังเกตที่ใครต่อใครมีต่อชาวยิวในตระกูลรอทไชลด์ ก็ไม่น่าจะเป็นการกล่าวหาลอยๆ ไปเสียทั้งหมด เพราะแม้กระทั่งในประวัติความเป็นมาของตระกูลรอทไชลด์ที่ได้รับการเผยแพร่ในเอ็นไซโคลปิเดียของชาวยิวด้วยกันเอง ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยที่หวือหวาอยู่พอสมควรทีเดียว…
การแสดงออกถึงความเก่งกาจและความเฉลียวฉลาดของ “ไมเยอร์ อัมสเชล รอทไชลด์” นั้น…ว่าไปแล้วก็คงไม่ต่างอะไรไปจากบรรดาบรรพบุรุษชาวยิวรุ่นก่อนๆ โดยเฉพาะในแง่ของการใช้สติปัญญาและความสามารถอันเป็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ในการแสวงหาโอกาสเข้าไปตีสนิทชิดเชื้อและใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจจนกลายเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจอย่างเป็นพิเศษ แบบเดียวกับที่โยเซฟและชาวยิวในราชสำนักกษัตริย์ยุคต่างๆ เคยแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วนั่นเอง…
ว่ากันว่า…ไมเยอร์ รอทไชลด์ นั้นได้ใช้บทบาทของการเป็นนายธนาคารในเมืองฮันโนเวอร์ ตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังเป็นหนุ่มสร้างความสนิทสนมกับนายทหารชาวเยอมันรายหนึ่งชื่อว่า นายพล “วอน เอสตรอฟฟ์” และอาศัยความสามารถในทางธุรกิจสร้างผลประโยชน์จากการค้าขายเล็กๆน้อยๆให้กับนายพลผู้นี้ จนกลายเป็นที่ไว้วางใจได้ไม่ยาก และโดยสายใยความสัมพันธ์ดังกล่าวนี่เองทำให้ไมเยอร์ รอทไชลด์สามารถโยงใยความสัมพันธ์ต่อไปถึง เจ้าชาย “วิลเลียมที่ 9” ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในยุโรปขณะนั้น และเขาก็ได้ใช้ความช่ำชองในการทำธุรกิจการค้าอันเป็นสิ่งที่บรรดาชาวยุโรปทั้งหลายมักจะไม่ได้มีความถนัดจัดเจนมาก่อน สร้างประโยชน์ให้กับเจ้าชายวิลเลียมได้ไม่น้อย ทำให้นอกจากเขาจะได้รับการโปรดปรานจากราชวงศ์ออสเตรียจนอนุญาตให้บริษัทธุรกิจของเขาสามารถใช้เครื่องหมาย “ดาวแดงหกเหลี่ยม” เป็นเครื่องหมายการค้าได้อย่างเป็นทางการแล้ว เขายังได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้เป็น “ข้าราชสำนัก” ของกษัตริย์ออสเตรียตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๗๖๙ เป็นต้นมา…
แต่ความสนใจของไมเยอร์ รอทไชลด์นั้น…ก็ไม่ได้วนไปวนมาอยู่กับเรื่องราวทางด้านธุรกิจค้าๆ-ขายๆหรือเรื่องเงินๆ-ทองๆ แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดก็มีหลักฐานบางอย่างที่พอเชื่อได้ว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไม่น้อยกับชาวยิวรายหนึ่ง ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบทบาทระดับนำในการจัดตั้งสมาคมลับที่มีชื่อว่า “อิลูมิเนติ” ขึ้นมาในแคว้นบาวาเรีย ในช่วงปี ค.ศ. ๑๗๗๐นั่นก็คือ “อาดัม ไวซ์ชวาปท์” นั่นเอง ซึ่งในเวลาต่อมาการเคลื่อนไหวในลักษณะต่อต้านและท้าทายอำนาจของศาสนจักรของ “ไวซ์ชวาปท์” ก็ได้สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองให้กับอาณาจักรปรัสเซียในยุคของ “คาร์ล ธีโอดอร์” อย่างหนักหนาสาหัส จนต้องเกิดการเปิดฉากกวาดล้างเครือข่ายของสมาคมลับเหล่านี้อย่างเป็นระบบในช่วงปี ค.ศ. ๑๗๗๗….
ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไมเยอร์ รอทไชลด์ กับอาดัม ไวซ์ชวาปท์ นั้น ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งข้อสังเกตหรือข้อกล่าวหากันไปในหลายแง่หลายมุม บ้างก็ว่าอาดัม ไวซ์ชวาปท์ เป็นเพียง “หุ่น” ของตระกูลรอทไชลด์ บ้างก็มองว่าการที่ตระกูลรอทไชลด์ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสมาคมลับอิลูมิเนตินั้น เป็นเพียงความเกี่ยวข้องกันในฐานะชาวยิวด้วยกันเท่านั้น…หรือว่าไวซ์ชวาปท์พยายามจะอาศัยเครือข่ายอำนาจทางการค้าของรอทไชลด์เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมืองของตัวเองมากกว่า… แต่ไม่ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในลักษณะใดก็แล้วแต่ หรือไม่ว่าใครจะอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลัง ใครจะใหญ่กว่าใครหรือใครใช้ใครก็ตาม…แต่โดยสรุปแล้วความสัมพันธ์เหล่านี้ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะถูกเชื่อมต่อได้อย่างลงตัว และนำมาซึ่งประโยชน์ให้กับกลุ่มก้อนชาวยิวจำนวนไม่น้อย…ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในแง่การค้าหรือการเมืองก็ตาม…
นอกจากนั้น วิธีการดำเนินธุรกิจของไมเยอร์ รอทไชลด์ ก็ไม่ได้เป็นไปในแบบธรรมดาๆ หรือกระจุกตัวหากินอยู่แต่ในเฉพาะประเทศเยอรมันแบบนักธุรกิจทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่การจัดตั้งหน่วยธุรกิจการธนาคารแต่ละจุดแต่ละสาขาของไมเยอร์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความแยบยล ลึกซึ้งในการจัดวางอำนาจอิทธิพลทางการค้าในลักษณะโยงใยเป็นเครือข่ายข้ามชาติกันมาตั้งแต่แรก ลูกชายทั้ง 5 คนของไมเยอร์ อันประกอบด้วย “อัมสเชล รอทไชลด์” ลูกชายคนโต “ซาโลมอน รอทไชลด์” คนรอง “นาธาน รอทไชลด์” ลูกคนที่สาม “คาร์ล รอทไชลด์” ลูกคนที่สี่ และ “เจมส์ รอทไชลด์” ลูกคนสุดท้อง ได้ถูกวางตัวให้กระจายกันไปตั้งฐานธุรกิจธนาคารในเมืองสำคัญๆ ต่างๆ ในยุโรปในแบบหนวดปลาหมึก ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย, ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, ในเมืองเนเปิล ประเทศอิตาลี, ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยที่ตัวไมเยอร์และลูกชายคนโตคือ อัมสเชล ตั้งฐานปฏิบัติการอันเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายเหล่านี้ที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน ….
ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๐๖ อันเป็นปีที่เป็นที่รับรู้กันในประวัติศาสตร์ว่า บรรดาราชวงศ์ในยุโรปต่างก็กำลังหวั่นไหวกับอิทธิพลของจักรพรรดินโปเลียนโบนาปาร์ต แห่งฝรั่งเศส ที่กำลังเพิ่มขึ้นและขยายตัวออกไปทั่วทั้งยุโรป และเจ้าชายวิลเลียมที่ ๙ จำเป็นจะต้องทิ้งราชสมบัติ เสด็จหนีอิทธิพลของจักรพรรดินโปเลียนไปอยู่ที่เดนมาร์ค
เอ็นไซโคลปิเดียของชาวยิวเองได้บันทึกถึงเหตุการณ์ในช่วงระยะนี้เอาไว้ในทำนองว่า ได้เกิดเรื่องราวอันสุดแสนพิสดาร ประณีตและละเอียดอ่อน อันสะท้อนถึงความชาญฉลาดของตระกูลรอทไชลด์เอาไว้ไม่น้อย นั่นก็คือด้วยความไว้วางใจที่เจ้าชายวิลเลียมมีต่อไมเยอร์ รอทไชด์ พระองค์ได้ตัดสินใจทิ้งเงินจำนวนประมาณ ๓ ล้านดอลลาร์หรือประมาณ ๔ แสนปอนด์ตามราคาค่าเงินในขณะนั้นให้อยู่ในการดูแลของไมเยอร์ รอทไชลด์….ความชาญฉลาดของไมเยอร์ รอทไชลด์ ที่เอ็นไซโคลปิเดียยิวให้ความยกย่องเอาไว้นั้น กล่าวถึงแต่เพียงความสามารถของไมเยอร์ในการปิดบังสมบัติก้อนนี้ให้รอดหูรอดตาจักรพรรดินโปเลียนไปได้เท่านั้น… แต่ไม่ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยในภายหลังว่า ไมเยอร์ รอทไชลด์ได้นำเอาเงินก้อนนี้ ส่งไปให้กับ “นาธาน รอทไชลด์” ลูกชายคนที่สาม ซึ่งได้นำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนใน “บริษัท อินเดียตะวันออก” ที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ในประเทศอังกฤษ บริษัทที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลครอบคลุมอาณานิคมทั้งหลายทั่วทั้งเอเชียนั่นเอง….. และแน่นอนว่า… ก็ไม่ได้ปรากฏหลักฐานใดๆ เช่นกันว่า ไมเยอร์ได้นำเงินก้อนนี้ หรือผลพวงที่ได้รับจากการลงทุนส่งคืนไปให้กับเจ้าชายวิลเลียม หรือเชื้อพระวงศ์ออสเตรียแม้แต่ปอนด์เดียว….???
หรืออาจจะเรียกได้ว่า…จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้พระจักรพรรดิอย่าง นโปเลียนนั้นไม่เพียงแต่จะมีบุญคุณกับชาวยิวในฐานะที่ทำให้ชาวยิวทั้งหลายทั่วทั้งยุโรป สามารถกลายมาเป็นพลเมืองภายในประเทศต่างๆ ได้ตามวิเทโศบายของพระองค์ดังได้เคยกล่าวเอาไว้ในหลายบทที่ผ่านมาเท่านั้น แต่จักรพรรดินโปเลียนโดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็แล้วแต่ พระองค์ได้มีส่วนทำให้อิทธิพลอำนาจของตระกูลรอทไชลด์นั้นเติบโตอย่างพรวดพราด เพราะโดยเงินก้อนมหึมาที่ตระกูลรอทไชลด์ได้มาแบบ “ส้มหล่น” อันเนื่องมาจากการแผ่ขยายอำนาจของนโปเลียนและนำไปลงทุนในบริษัทอินเดียตะวันออก ทำให้เครือข่ายอำนาจทางการค้าของตระกูลรอทไชลด์ไม่ได้เพียงแค่วนไปวนมาอยู่กับการเป็นบรรษัทข้ามชาติที่แผ่สยายอิทธิพลไปทั่วยุโรป แต่ยังสามารถขยายตัวข้ามชาติไปสู่โลกทั้งโลกผ่านกิจการของบริษัทอินเดีย ตะวันออก อันเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนรัฐบาลอังกฤษในทุกๆ พื้นที่ที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินอีกด้วย…
แต่ถึงแม้นว่าจักรพรรดินโปเลียนจะมีบุญคุณกับชาวยิว หรือตระกูลรอทไชลด์เช่นนี้…ในระหว่างที่พระองค์กำลังทำสงครามครั้งสุดท้ายกับอังกฤษ หรือที่เรียกกันว่า “สงครามวอเตอร์ลู” ในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๑๕...พระองค์ก็ไม่ได้รับการตอบสนองบุญคุณอย่างเป็นพิเศษใดๆ จากชาวยิวและจากตระกูลรอทไชลด์มากมายนัก... เพราะทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นคู่สงครามกัน ต่างก็ต้องตกอยู่ในฐานะ “ลูกหนี้” ที่จะต้องพึ่งพาเงินกู้จากธนาคารของตระกูลรอทไชลด์ ซึ่งกระจายสาขาอยู่ทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษ เพื่อนำมาใช้ในการทำสงครามระหว่างกันและกันในลักษณะที่ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างจากกันแต่อย่างใด… หรือชาวยิวแห่งตระกูลรอทไชลด์ได้ตอบสนองบุญคุณของนโปเลียนด้วยการสนับสนุนทางการเงินให้กับกองทัพของนโปเลียน และกองทัพของดยุคแห่งเวลลิงตันด้วยกันทั้งคู่… ซึ่งว่ากันว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายทางธุรกิจของรอทไชลด์ในการสนับสนุนคู่สงครามทั้งสองฝ่ายให้ประหัตประหารกัน เพราะไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะก็ตาม ตระกูลรอทไชลด์ก็มักจะสามารถทำกำไรจำนวนมหาศาลจากสงครามขนาดใหญ่ได้ในแทบทุกครั้ง….???
และโดยความเป็นไปของประวัติศาสตร์ที่มักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจกันเสมอๆ ก็เป็นที่ทราบๆ กันโดยทั่วไปแล้วว่า…หลังการพ่ายแพ้ของนโปเลียนในสงครามวอเตอร์ลู นับจากนั้นมาประเทศอังกฤษที่หมดคู่แข่งรายสำคัญลงไปแล้ว ก็ได้ผงาดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา…แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของประเทศอังกฤษ ที่ได้รับการยอมรับกันในฐานะ “จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” กลับเป็นความยิ่งใหญ่ที่อาจจะมีอยู่แต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น…??? เพราะลึกลงไปภายในความยิ่งใหญ่ของความเป็นประเทศอังกฤษ… อย่างน้อยก็ยังมีชาวยิวรายหนึ่งอย่าง “นาธาน รอทไชลด์” ลูกชายคนที่สามของไมเยอร์ ผู้ซึ่งได้เติบโตขึ้นมาจนมีฐานะเป็นเจ้าของธนาคารแห่งกรุงลอนดอน หรือ “แบงค์ ออฟ อิงแลนด์” และหุ้นส่วนรายสำคัญของบริษัทอินเดียตะวันออก ดูจะไม่ได้รู้สึกประทับใจ ตื่นเต้น หรือยอมรับกับความยิ่งใหญ่ในลักษณะที่ว่านี้กันซักเท่าไหร่นัก ดังคำพูดที่เขาเคยกล่าวเอาไว้และยังคงมีหลักฐานบันทึกมาจนทุกวันนี้ว่า… “ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจนักว่า ใครที่จะขึ้นมาเป็นพระจักรพรรดิของจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินแห่งนี้ เพราะผู้ที่สามารถควบคุมจักรวรรดิแห่งนี้ได้นั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือผู้ควบคุมระบบการเงินของประเทศนี้…ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ที่ควบคุมระบบที่ว่า…ก็คือข้าพเจ้าเอง…” ??? ??? ???



