จักรวรรดิยุโรปและตระกูลรอทไชลด์
“แสงสว่างแห่งปัญญา” อันไม่ได้มีที่มาจากพระเจ้า…แต่มาจากศักยภาพของความเป็นมนุษย์ล้วนๆ ในอันที่จะค้นคิด แสวงหา พิสูจน์ทราบสรรพสิ่งต่างๆในโลกอย่าง “มีเหตุมีผล” โดยอาศัย “ความจริงทางสสาร” เป็นพื้นฐานนั้น…ไม่เพียงแต่จะสาดส่องไปในทั่วทั้งทวีปยุโรปเท่านั้น แต่หลังจากที่ชาวยุโรปค้นพบเส้นทางเดินเรือที่จะเชื่อมต่อโลกทั้งโลกให้ทั่วถึงกันทั้งหมด…แสงสว่างในลักษณะดังกล่าว ก็ถูกสาดเทออกไปทั่วทั้งโลก…และครอบงำไปทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมา จนแทบเรียกได้ว่า…นับจากนั้นเป็นต้นมา…แสงสว่างของพระเจ้าแทบไม่มีโอกาสสอดแทรกเข้ามาในโลกเอาเลยก็ว่าได้…???
ด้วยวิทยาการที่เหนือกว่า และความต้องการที่จะให้ได้มาซึ่ง อำนาจ ความมั่งคั่ง ทรัพย์สินเงินทองและผลประโยชน์ในแต่ละรูปแบบ ทำให้ชาวยุโรปต่างแข่งขันแย่งชิงครอบครองดินแดนต่างๆ ในทุกซีกโลก จนจักรวรรดิของชาวยุโรปบางจักรวรรดิกว้างขวางใหญ่โตยิ่งกว่าจักรวรรดิกรีก หรือจักรวรรดิโรมันเมื่อหลายพันปีที่แล้วหลายต่อหลายเท่า โดยเฉพาะจักรวรรดิอังกฤษที่เคยได้รับสมญานามในยุคล่าอาณานิคมว่า “จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน”…
ภาพของการไล่ล่ายึดครองดินแดนต่างๆ โดยชาวยุโรปที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดอำมหิต ป่าเถื่อนไม่ต่างกันเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะโดยฝีมือของชาวโปรตุเกส ฮอลันดา สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย ฯลฯ เคยทำให้นักวรรณกรรมชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงก้องโลกอย่าง “ลีโอ ตอลสตอย” เรียกขานว่า “การสมานฉันท์ของสหพันธ์กลุ่มอาชญากรอันเดียวกัน” และสิ่งเหล่านี้ก็พอจะเป็นที่ทราบกันแล้วว่า มันมีผลทำให้โลกทั้งโลกต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาวตะวันตกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกันในเวลาต่อมา…
และอำนาจของชาวยุโรปที่ครอบงำโลกทั้งโลกเอาไว้นั้น ก็ไม่ใช่เป็นเพียงแค่อำนาจในการครอบครองดินแดน ทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์ต่างๆ เท่านั้น… แต่ทัศนคติของชาวยุโรปที่ถูกสร้างขึ้นมาบนรากฐานอันเกิดจาก “แสงสว่างทางปัญญา” ของมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฏีทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความรู้ทางด้านวิทยาการในแต่ละด้าน ยังได้มีส่วนขับไล่แสงสว่างอันเกิดจาก “พระเจ้า” หรือแสงสว่างอันมีที่มาจาก “สิ่งสูงสุด” ในศาสนาต่างๆ ที่ไม่ใช่แต่เพียงศาสนาคริสต์เท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยมีอิทธิพลต่อวิถีทางของมนุษย์ทั่วโลกให้ต้องริบหรี่หรือเสื่อมโทรมลงไปอีกด้วย…
ชัยชนะของกษัตริย์ พ่อค้า และนักคิด นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปที่มีต่ออำนาจของศาสนจักรคริสเตียน จึงไม่เป็นเพียงชัยชนะที่มีต่อ “พระเจ้า” ในศาสนาคริสต์ แต่เป็นชัยชนะที่นำมาซึ่งความเสื่อมของพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดในศาสนาทั่วทั้งโลก… ยกเว้นแต่พระเจ้าของชนชาติเดียวเท่านั้น ที่แม้นจะไม่ได้มีพื้นที่ดินแดนใดๆ ในการรองรับความเป็นชาติ แต่ก็เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในชัยชนะดังกล่าวอย่างใกล้ชิดติดพันชนิดที่แทบไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย… นั่นก็คือ “พระเจ้าของชาวยิว” ที่ยังคงได้รับการยึดมั่นศรัทธาอยู่อย่างไม่คลอนแคลน โดยชาวยิวกลุ่มต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในศูนย์กลางอำนาจของชาติแต่ละชาติมาโดยตลอด…???
อย่างไรก็ตาม… ถึงแม้นชาวยุโรปจะยึดครองโลกทั้งโลกเอาไว้ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความมั่นคงถาวรใดๆ ต่อชาวยุโรปกันซักกี่มากน้อย การแข่งขันแย่งชิงกันและกันด้วยแรงขับจากสัญชาตญาณดิบๆ ที่มีลักษณะไม่ต่างอะไรไปจากแรงผลักดันตามกฎแห่งการวิวัฒนาการของ “ดาร์วิน” หรือเป็นไปตาม “กระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติ” ซึ่งผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมเป็นผู้ที่เหลือรอด… ทำให้อีกไม่นานไม่ช้า ชาวยุโรปด้วยกันเองก็ต้องหันมาประหัตประหารกันและกันในแบบนองเลือดกันไปทั่วทั้งโลก หรือเกิดการดึงเอาผู้คนทั่วทั้งโลกที่อยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของตัวเองเข้าสู่สมรภูมิสงคราม กลายเป็น “สงครามโลก” ครั้งแรกขึ้นมาจนได้ในปี ค.ศ. 1914 และหลังจากนั้นอีกไม่นานก็ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1939 และยังไม่ทันที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติลงไปโดยราบคาบ “สงครามเย็น” ระหว่างฝ่าย “ทุนนิยม” กับฝ่าย “คอมมิวนิสต์” ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาทันที และได้แผ่ขยายออกไปทั่วทั้งโลกต่อเนื่องไปโดยตลอดช่วงระยะ 40-50 ปีนับจากนั้น…
หรือในท้ายที่สุดแล้ว อาการมืดบอด บ้าคลั่ง ชุลมุนวุ่นวายอยู่กับอำนาจและความรุ่งโรจน์ของตัวเองในแต่ละอาณาจักรของชาวยุโรปนั้น มันได้ทำให้สภาพของจักรวรรดิต่างๆ ในยุโรป หลังจากที่จะต้องหันมาห้ำหั่นกันเองหรือหลังจากยุคสงครามโลกครั้งแรกได้ผ่านพ้นไปแล้ว เคยถูกเปรียบเทียบไว้โดยนักประวัติศาสตร์บางรายว่าไม่ต่างอะไรไปจาก “ดินโคลนเหลวๆ” ที่ใครก็ตามซึ่งมีอำนาจ มีทรัพย์สินเงินทอง ก็สามารถที่จะปั้นให้เป็นรูปร่างลักษณะใดๆ ก็ได้…แน่นอนว่าในขณะที่สภาพของชาวยุโรปเป็นไปเช่นนี้ ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศยุโรปแต่ละประเทศ ย่อมไม่ได้อ่อนแอ เหลวเป๋วตามชาวยุโรปไปด้วยเลย…ตรงกันข้าม นับวันอำนาจที่ชาวยิวมีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายด้วยรูปแบบทางการค้า หรืออำนาจที่ปรากฏตัวออกมาในรูปแบบของเครือข่ายขบวนการสมคบคิดก็แล้วแต่ ต่างก็กลับขยายตัวเติบโตยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนบรรดาความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาในยุโรป…ล้วนแล้วแต่มักจะต้องถูกนำไปโยงใยกับบทบาทและอำนาจของชาวยิว ว่ามีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งแต่ละคราวหรือไม่? เพียงใด? ไม่ว่าโดยเปิดเผยหรือโดยปิดบังซ่อนเร้นก็ตาม…???
และที่สำคัญก็คือว่า…อำนาจทั้งสองลักษณะนี้ดูจะไม่เคยถูกแยกออกจากกันเลยแม้แต่น้อย แต่กลับถูกนำมาเชื่อมประสานกันได้อย่างลงตัว ซับซ้อน พิสดารยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บทบาทของชาวยิวที่ถูกนำไปเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์สำคัญๆ ในยุโรป กลายเป็นบทบาทซึ่งเต็มไปด้วย “ปมปริศนา” อันมากมายมหาศาล และมักก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ การกล่าวหา การตั้งข้อสงสัยมาจนทุกวันนี้…แม้นว่ามันจะเต็มไปด้วยคำถามหรือสิ่งซ่อนเร้นจำนวนมากมายที่ยากจะหาหลักฐานใดๆ มาเป็นข้อพิสูจน์ได้ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ก็คือ…อำนาจที่อยู่ในมือชาวยิวซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ นั้น นับวันจะยิ่งเพิ่มพูน เติบโต และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนไม่เพียงแต่จะเป็นอำนาจที่สามารถปรับเปลี่ยนประเทศยุโรปให้เป็นไปในลักษณะต่างๆ แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นอำนาจที่อาจจะปรับเปลี่ยนโลกทั้งโลกกันเลยก็ว่าได้…???
อำนาจของชาวยิวในยุโรปบางรายที่อาจจะนำเอามาเป็น “ตัวอย่าง” ในการสะท้อนภาพที่ว่านี้ได้ไม่น้อย ก็อย่างเช่นชาวยิวในตระกูล “รอทไชลด์” ที่ว่ากันว่าแต่เดิมทีเป็นเพียงชาวยิวที่อพยพเข้าไปอยู่ในประเทศเยอรมัน และไม่ได้มีอำนาจและความมั่งคั่งใดๆ มาก่อนเลย อาศัยอยู่ใน “เกตโต” ของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต และพยายามสร้างตัวขึ้นมาจากกิจการทำไวน์ จนกระทั่งต่อมา…ลูกหลานคนหนึ่งในตระกูลชื่อว่า “โมเสส อัมสเชล เบาเออร์” ได้แยกออกมาทำธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยและปล่อยเงินกู้ จนประสบความสำเร็จไม่น้อย และแม้นว่าจะเริ่มร่ำรวยมีหน้ามีตาขึ้นมาบ้างในสังคมชาวเยอรมัน แต่ “โมเสส เบาเออร์” ก็ยังคงแสดงออกถึงความยึดมั่นต่อความเป็นยิวเอาไว้อย่างแน่นเหนียว ถึงขั้นแขวนป้ายสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้าของธุรกิจตัวเองเป็นรูป “ดาวหกเหลี่ยม” สีแดง หรือสัญลักษณ์ที่ชาวยิวเรียกขานกันว่า “ดาวแห่งเดวิด” ที่ต่อมาได้ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์บนผืนธงชาติอิสราเอลในทุกวันนี้…
ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๗๔๓ ลูกชายคนหนึ่งของโมเสส เบาเออร์ ชื่อว่า “ไมเยอร์ อัมสเชล เบาเออร์” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และได้รับการการปลูกฝังความเป็นยิวไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ธุรกิจการปล่อยเงินกู้ของผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่เด็ก จนเมื่ออายุได้เพียง ๑๒ ปี ความเป็นนักธุรกิจของเขาก็เริ่มฉายแววจนได้รับการดูแลฝากฝังโดยนักธุรกิจที่มีอิทธิพลในยุโรปอย่างนักธุรกิจในตระกูล “ออพเพนไฮมเมอร์” ให้เข้าไปทำงานอยู่ในธนาคารที่เมืองฮันโนเวอร์ และเขาก็ได้แสดงความฉลาดเฉลียวในเรื่องการเงินการทอง จนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนในกิจการธนาคารดังกล่าวตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม…
จนกระทั่งเมื่อพ่อตาย “ไมเยอร์ เบาเออร์” ก็ได้กลับมารับช่วงดำเนินธุรกิจทุกอย่างแทนพ่อ และเขาก็ได้เปลี่ยนนามสกุลของตัวเองจาก “เบาเออร์” (bauer) มาเป็น “รอทไชลด์” (rotchild) ซึ่งคำว่า “rot” ในภาษาเยอรมันนั้นตรงกับคำว่า “red” ในภาษาอังกฤษ หรือหมายถึง “สีแดง” และคำว่า “child” นั้นว่ากันว่ามาจากคำว่า “schild” ในภาษาเยอรมัน ซึ่งตรงกับคำว่า “sign” ในภาษาอังกฤษ หรือหมายถึง “สัญลักษณ์เครื่องหมาย”…ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นอยู่กับทัศนะความเป็นยิวของไมเยอร์ ว่าน่าจะเข้มข้นไม่น้อยไปกว่าผู้เป็นพ่อ ที่ได้นำเอาเครื่องหมายสัญลักษณ์ “ดาวหกเหลี่ยมสีแดง” มาใช้เป็นเครื่องหมายธุรกิจของครอบครัวตัวเองมาตั้งแต่แรก….
ด้วยความเฉลียวฉลาด ความสามารถอันฉกาจฉกรรจ์ในทางการเงินและในทางการค้า บวกกับการยึดมั่นอยู่ในความเป็นยิวอย่างเข้มข้นของ “ไมเยอร์ อัมสเชล รอทไชลด์” รายนี้นี่แหละ…ที่จะกลายมาเป็นต้นรากหรือเป็นรากฐานให้ตระกูลรอทไชลด์ผงาดขึ้นมามีอำนาจในระดับครอบคลุมไปทั่วทั้งยุโรปจนกระทั่งครอบคลุมไปทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมา…หรือกลายเป็นภาพตัวอย่างที่จะสะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายอำนาจของชาวยิวในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าในแบบลับๆ หรือโดยเปิดเผย อำนาจซึ่งสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปั้นแต่งรูปร่างให้กับประเทศแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศต่างๆ ในยุโรปหรือในโลกทั้งโลกได้อีกด้วย….???



