ทีวีเสรี โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร และธุรกิจเพื่อสังคม
โดย สฤณี อาชวานันทกุล
แนวคิดเรื่อง ‘สื่อเอกชนเสรี’ ซึ่งคุณเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สรุปไว้ในบทความเรื่อง “สถานีโทรทัศน์รูปแบบอิสระฉบับประเทศไทย : คืออะไร เพื่อสาธารณะ แต่มีโฆษณาได้อย่างไร” ซึ่งนำเสนอในการประชุมสัมมนารับฟังความเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ (ทีไอทีวี) เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา (และผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คือ http://www.thaibja.org) เป็นแนวคิดที่ผู้เขียนคิดว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย
เพราะนอกจะเป็นจากประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนในวงกว้างแล้ว ยังเป็นแนวคิดที่เข้าข่าย ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ (business for social benefit) ซึ่งเป็นรูปแบบการทำธุรกิจแนวใหม่ที่กำลังผุดขึ้นอย่างน่ายินดีทั่วโลก เป็นรูปแบบพยายามเดิน ‘ทางสายกลาง’ ระหว่างธุรกิจเพื่อธุรกิจ (business for commercial benefit) กับองค์กรการกุศลหรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ธุรกิจเพื่อสังคมจะดำเนินกิจการแบบแสวงหากำไร เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของการบริหารจัดการแบบธุรกิจให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางสังคมเป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินงาน ไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด
ในฐานะประชาชนผู้เสพข่าวคนหนึ่งที่สนใจธุรกิจเพื่อสังคม ผู้เขียนขอสรุปข้อคิดเห็นส่วนตัวบางประการที่มีต่อข้อเสนอของคุณเถกิง เพื่อร่วมสร้างสรรค์ให้วิวาทะเรื่อง ‘ทีวีเสรี’ ดำเนินต่อไปในวงกว้าง และหวังว่าวิวาทะเรื่องนี้จะขยายพรมแดนไปสู่วิวาทะเรื่อง ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและต้องการอย่างมากในสังคมไทย ต่อไปในอนาคต
คุณเถกิงสรุปหลักการของแนวคิดเรื่องทีวีเสรีไว้ว่า: “สถานีโทรทัศน์รูปแบบอิสระ เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ดำเนินงานโดยระบบเอกชนเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับภาคประชาชนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เปิดกว้างต่อการนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม มีรายได้ของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ เป็นสถานีโทรทัศน์แบบผสมเพื่อสาธารณะและแสวงหากำไรได้แต่ไม่มากเกินไป และไม่อยู่ในการครอบงำของกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เปิดโอกาสให้ประชาชน ตลอดจนองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นเจ้าของและร่วมตรวจสอบการทำงาน”
ตรงนี้ขอติเรื่องภาษาเล็กน้อยว่า ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า ‘ทีวีเสรี’ หรือ ‘ทีวีอิสระ’ เท่าไรนัก เพราะสื่อทุกรายควรเป็นเสรีและมีอิสระในการนำเสนอข่าวอยู่แล้วโดยหน้าที่และจรรยาบรรณของสื่อ ไม่ว่าจะมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถือหุ้นรายนั้นจะเป็นใครก็ตาม ถ้าทีไอทีวีสามารถเป็น ‘ทีวีเสรี’ ได้จริง ก็ไม่ได้หมายความผู้บริโภคชาวไทยควรปล่อยให้ทีวีช่องอื่นๆ รายงานข่าวอย่าง ‘ไม่เป็นอิสระ’ ทั้งนี้ เพราะธุรกิจสื่อเป็นธุรกิจที่ให้ ‘บริการสาธารณะ’ คล้ายกันกับการศึกษา และการรักษาพยาบาล ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ดังนั้นจึงควรดำเนินธุรกิจแบบมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ไม่ใช่ยึดแต่ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เป็นสรณะเพียงหนึ่งเดียว
กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอของคุณเถกิงพยายามตอบคำถามว่า ทำอย่างไรให้ทีไอทีวีช่องนี้ ได้เป็น ‘ทีวีเสรี’ จริงๆ เหมือนกับที่หลายๆ คนรู้สึกว่าไอทีวี ‘เคยเป็นเสรี’ (อย่างน้อยก็ในระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะถูกครอบงำโดยกลุ่มธนกิจการเมือง) โดยไม่ต้องสละรูปแบบการดำเนินกิจการแบบแสวงหากำไร ไปเป็น ‘ทีวีสาธารณะ’ เต็มตัวอย่างที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการ และตัวแทนจากภาคประชาชนหลายฝ่ายกำลังเรียกร้อง
เพื่อให้ทีไอทีวีไม่ตกอยู่ “...ภายใต้การครอบงำของรัฐ ทุนทางการเมือง ตัวแทน รวมถึงทุนเอกชนเฉพาะราย แต่ดำเนินการโดยเอกชนร่วมกับภาคประชาชน ไม่มีการผูกขาดโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” คุณเถกิงเสนอว่า “...อาจจะตั้งสัดส่วนการถือหุ้น เป็น 51:49 คือ ร้อยละ 51 มาจากการระดมทุนจากภาคเอกชนโดยแต่ละคนถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 5 และอีกร้อยละ 49 มาจากการระดมทุนจากองค์กรภาคประชาชน โดยมีหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 10”
ประเด็นการถือหุ้นนี่เอง ที่ผู้เขียนคิดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจทำให้แนวคิดนี้เป็นไปได้ยาก ที่ยากก็เพราะน่าจะหาคนมาถือหุ้นในทีวีเสรีลำบาก
ในส่วนร้อยละ 51 ที่จะหา ‘ภาคเอกชน’ มาลงทุน คงเป็นเรื่องยากที่จะหว่านล้อมนักธุรกิจแต่ละรายให้ลงทุนซื้อหุ้นเพียงร้อยละ 5 ในทีไอทีวี เพราะเป็นสัดส่วนที่น้อยเกินกว่าจะมีสิทธิมีเสียงในการบริหารจัดการบริษัท (ผ่านคณะกรรมการบริษัท) ไม่สามารถรับรู้ผลกำไรของทีไอทีวีตามสัดส่วนของเงินลงทุน ในงบการเงินของตัวเอง (equity method ซึ่งตามหลักบัญชีต้องถือหุ้นระหว่างร้อยละ 20-50) แถมยังเป็นกิจการที่มีเจตนารมณ์ที่ค่อนข้างคลุมเครือว่าจะ “แสวงหากำไรได้แต่ไม่มากเกินไป” อีกต่างหาก
ใครเป็นผู้กำหนดว่า ‘กำไรมากเกินไป’ อยู่ ณ จุดใด? ถ้าให้ภาคประชาชนร่วมกำหนด ภาคประชาชนน่าจะอยากได้ทีวีที่ ‘ไม่แสวงหากำไร’ ไปเลยมากกว่า ซึ่งเป้าหมายนั้นก็มีคำตอบอยู่แล้วในโมเดลทีวีสาธารณะ ไม่ใช่โมเดลทีวีเสรี
เราไม่ควรลืมว่า ตอนที่ไอทีวีตั้งขึ้นมาใหม่ๆ นั้น ผู้ร่วมทุนรายแรกๆ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ตกลง ‘ลงขัน’ กันถือหุ้นเพราะมองว่าไอทีวีเป็นกิจการที่น่าจะมีผลกำไรดี ประโยชน์ต่อสังคมเป็นเรื่องรอง หมายความว่าถึงไอทีวีจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ก็คงไม่สามารถหาผู้ถือหุ้นเริ่มแรกได้ ถ้าไม่มีแผนการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจและมีแนวโน้มว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีสำหรับผู้ถือหุ้น
เมื่อหันมามองในส่วนร้อยละ 49 ที่ว่าจะหา ‘ภาคประชาชน’ มาถือหุ้นนั้น ผู้เขียนคิดว่าก็เป็นเรื่องยากไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะถ้าทีไอทีวีตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนรายย่อย เพราะกล่าวโดยธรรมชาติของสังคมแล้ว ย่อมไม่มีองค์กรใดที่กล่าวได้ว่าเป็น ‘ตัวแทนของผู้บริโภคข่าวทีวี’ อย่างแท้จริง มีแต่ตัวแทนของ ‘กลุ่มประชาชน’ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันเฉพาะกิจเท่านั้น เช่น สหกรณ์ของรัฐวิสาหกิจและองค์กรต่างๆ
มูลนิธิ เป็นประเภทขององค์กรภาคประชาชนที่น่าจะให้ความสนใจต่อการถือหุ้นในทีวีเสรี (หรือแม้แต่ทีวีสาธารณะ ถ้าทีวีในโมเดลนั้นจะจัดตั้งในรูปบริษัทเช่นเดียวกัน) เพราะเท่าที่ผู้เขียนเข้าใจ กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามมูลนิธิถือหุ้นในบริษัทเอกชน โดยมาตรา 110 ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุว่า “มูลนิธิได้แก่ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน ...การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง” ดังนั้น การลงทุนในหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนจากเงินปันผล ซึ่งเป็นการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนมาดำเนินกิจการของมูลนิธิ ไม่ต่างจากการฝากเงินในธนาคาร จึงไม่น่าจะขัดกับกฎหมาย เพราะไม่ใช่การ ‘ดำเนินกิจการที่แสวงหากำไร’ หรือ ‘มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน’ แต่อย่างใด
ดังนั้น อุปสรรคในการให้มูลนิธิถือหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการทีวีเสรี จึงอาจจะอยู่ที่ทัศนคติอันล้าหลังของผู้บริหารมูลนิธิที่ต้องมีการ ‘ปรับความเข้าใจ’ เสียใหม่ หรือไม่ก็อยู่ที่ระดับความเสี่ยงของหุ้นที่มูลนิธิยังรับไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ที่ข้อจำกัดทางกฎหมาย
เมื่อหันมาดูด้าน ‘องค์กรกึ่งรัฐ’ ที่พอจะกล้อมแกล้มได้ว่าเป็น ‘ตัวแทน’ ของประชาชนจำนวนมาก เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนประกันสังคม ก็พบว่ากองทุนเหล่านี้ล้วนแต่ต้องบริหารเงินกองทุนให้ออกดอกออกผลมากที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของเจ้าของเงินที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือพนักงานบริษัท ดังนั้น การเจียดเงินส่วนหนึ่งมาถือหุ้นในบริษัทซึ่งจะแสวงหากำไรแต่ ‘ไม่มากเกินไป’ จึงมองได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะไม่ตรงต่อเป้าหมายในการดำเนินงานของกองทุน
ถ้าทีไอทีวีจะขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปโดยตรง ก็ไม่น่าจะได้รับความสนใจเท่าไรนัก เพราะหุ้นของบริษัทมหาชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นเปลี่ยนมือไม่ได้ง่ายๆ และผู้ถือหุ้นรายย่อยก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ด้วย
ทุกบริษัทที่ต้องการระดมทุนจะต้องคำนึงถึง ‘ทางออก’ ให้กับนักลงทุนไว้ล่วงหน้า เพราะบริษัทไม่ควรคิดแบบเข้าข้างตัวเองว่า นักลงทุนที่ยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นบริษัทตั้งแต่แรกนั้น จะอยากถือหุ้นบริษัทไปชั่วชีวิต ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร หรือพบเจอช่องทางในการลงทุนที่ดีกว่าเดิมหรือไม่
เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดในการระดมทุนสำหรับทีวีเสรี ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงคิดว่า โครงสร้างการถือหุ้นที่น่าจะ ‘เป็นไปได้’ ที่สุด คือโครงสร้างที่มีความคล้ายคลึงกับไอทีวีในระยะแรก กล่าวคือ มีบริษัทเอกชนรายใหญ่ 4 ราย ‘ลงขัน’ ถือหุ้นกันคนละร้อยละ 20 หรือ 3 ราย ถือหุ้นคนละร้อยละ 25 หุ้นส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20-25 นำเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์ (หรือถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น ก็อาจให้ผู้ร่วมทุนเหล่านั้นเจรจาซื้อหุ้นไอทีวีจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ เพื่อให้ทีไอทีวีสามารถใช้สถานะบริษัทจดทะเบียนของไอทีวีต่อไปได้ เพราะเทมาเส็กไม่น่าจะอยากเก็บไอทีวีไว้ทำอะไรอื่นอีก หลังจากที่ต้องโอนสินทรัพย์ของสถานีไอทีวีกลับคืนไปให้ สปน. แล้ว)
แต่การเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแปลว่าความเป็นเจ้าของ(ในรูปหุ้น)สามารถเปลี่ยนมือได้ง่าย ก็อาจทำให้ภาคประชาชนและผู้ทำงานด้านสื่อเองเกิดความกังวลรอบใหม่ว่า แล้วจะป้องกันการครอบงำของกลุ่มธนกิจการเมืองใหญ่รายใดรายหนึ่ง แบบที่ไอทีวีเคยเผชิญได้อย่างไร?
คำตอบคือ มีได้หลายวิธี แล้วแต่จะจัดโครงสร้างการบริหารจัดการบริษัทอย่างไร เพราะอันที่จริง สัดส่วนการถือหุ้นนั้นเชื่อมโยงอยู่กับ ‘ความเป็นเจ้าของเงินทุน’ เพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับอำนาจการบริหารจัดการด้วย (ไม่นับกรณี ‘หุ้นลม’ ซึ่งไม่ขออภิปรายในที่นี้ เพราะเป็นวิธีครอบงำอำนาจการบริหารบริษัทโดยไม่ออกเงินจริง ซึ่งเป็นกรณีตรงข้ามกับสถานการณ์ของทีไอทีวี)
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้นที่ใส่เงินร้อยละ 25 ในบริษัท อาจยอมสละอำนาจในการบริหารจัดการทั้งปวงในบริษัท (เช่น ยอมไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัท) หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘silent partner’ หากผู้ถือหุ้นรายนั้น ‘ไว้ใจ’ ว่าผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นจะสามารถควบคุมดูแลคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัทให้นำส่งผลตอบแทนสูงๆ ต่อเนื่องกันทุกปีได้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ‘ผลตอบแทนสูงๆ’ มักใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ถือหุ้นยอมเป็น silent partner ดังนั้นจะเห็นว่าเป้าหมาย ‘ทำกำไรแต่ไม่มากเกินไป’ ของทีวีเสรีในกรณีนี้น่าจะทำให้หา silent partner ได้ยากขึ้นไปอีก
การมีผู้ถือหุ้นแบบ silent partner อาจทำให้ภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท มีสิทธิเลือกกรรมการอิสระขึ้นมาปกป้องประโยชน์ของสังคมในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนการถือหุ้นของตน เช่น ภาคประชาชนถือหุ้นร้อยละ 25 แต่มีสิทธิเลือกกรรมการอิสระ 5 คน จากกรรมการทั้งหมด 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50 ของคณะกรรมการทั้งหมด เป็นต้น
ต่างประเทศมีตัวอย่างมากมายของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจใน ‘บริการสาธารณะ’ ซึ่งมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ไม่ตรงกับสัดส่วนการถือหุ้น หรือไม่ก็ไม่คำนึงถึงสัดส่วนการถือหุ้นเลย เช่น ข้อบังคับของบริษัทตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (The Philippine Stock Exchange, Inc.) ระบุว่า กรรมการส่วนใหญ่คือ 8 จาก 15 คน ต้องไม่ใช่ตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์ ในจำนวนนี้ 3 คนต้องเป็นกรรมการอิสระ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดหลักทรัพย์ถูกครอบงำโดยบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาด
นอกจากนี้ ข้อบังคับของบริษัททีวีเสรีอาจมีข้อกำหนดแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้อำนาจชี้ขาดในประเด็นสำคัญๆ ที่มี ‘มิติทางสังคม’ สูง และสะท้อนระดับ ‘ความเป็นอิสระ’ ขององค์กร เช่น ผังรายการข่าวและนโยบายด้านการทำข่าว ตกเป็นของประธานกรรมการอิสระซึ่งเป็นตัวแทนของภาคประชาชน แทนที่จะเป็นประธานกรรมการบริษัทเหมือนกรณีการทำธุรกิจทั่วๆ ไป
ผู้เขียนคิดว่า โครงสร้างองค์กรซึ่งเน้นการระบุที่มา คุณสมบัติ และขอบเขตอำนาจของกรรมการที่เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่าย น่าจะมีโอกาสทำได้ในภาคปฏิบัติ มากกว่าโครงสร้างคณะกรรมการ 4 ชุด ที่อยู่ในข้อเสนอของคุณเถกิง เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนว่าจะมีกลไกจัดการกับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความเห็นแย้งระหว่างคณะกรรมการต่างๆ อย่างไร ใครมีอำนาจชี้ขาด และหาก ‘คณะกรรมการภาคประชาชน’ มีอำนาจเพียง ‘ตรวจสอบ content’ ที่ทีวีเสรีนำเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีอำนาจเสนอหรือปรับเปลี่ยน content กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ภาคประชาชนมี ‘ส่วนร่วม’ ในทีวีเสรีจริงหรือไม่?
นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจทำสัญญาระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า shareholders’ agreement เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งหรือหลายรายรวมกันจะขายหุ้นออกไปให้กับกลุ่มธนกิจการเมืองที่ต้องการครอบงำสื่อ โดยระบุในสัญญาฉบับนี้ว่า ผู้ถือหุ้นที่ประสงค์จะขายหุ้นออกจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นทุกรายที่เหลือก่อน
อย่างไรก็ดี ควรคำนึงว่ายิ่งการถือหุ้นมีข้อจำกัดมากเท่าไร ก็ยิ่งหาผู้สนใจ โดยเฉพาะจากภาคเอกชน มาถือหุ้นในทีไอทีวีได้ยากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หน้าตาของโครงสร้างการถือหุ้น และโครงสร้างการบริหารจัดการทีไอทีวีจึงขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือภาคเอกชน และผู้ถือหุ้นรายย่อย คือองค์กรภาคประชาชน โจทย์ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ ‘ผลตอบแทนจากการลงทุน’ ของผู้ถือหุ้น ลงตัวกับ ‘การสูญเสียอำนาจการครอบงำ’ ในทางที่ทุกฝ่ายเชื่อว่าจะนำไปสู่ทีวีที่ ‘เป็นอิสระ’ อย่างแท้จริง และอยู่ได้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
ท้ายที่สุดแล้ว จากมุมมองของผู้บริโภค ระหว่าง ‘ทีวีสาธารณะ’ ที่สามารถใช้รูปแบบการบริหารองค์กรแบบธุรกิจ และใช้กลไกตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตรายการรายย่อยแข่งขันกันอย่างเสรีและเป็นธรรม รายการต่างๆ มีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง กับ ‘ทีวีเสรี’ ที่สามารถขจัดความกังวลของสังคมเกี่ยวกับการครอบงำของธนกิจการเมืองออกไปได้ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินงาน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด ความแตกต่างระหว่าง ‘ทีวีสาธารณะ’ กับ ‘ทีวีเสรี’ ก็อาจเป็นเรื่องของสำนวนโวหารที่ไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย
ปัจจัยสำคัญที่น่าจะตัดสินว่า เราคนไทยจะได้เห็น ‘ทีวีสาธารณะ’ หรือ ‘ทีวีเสรี’ ก่อนกัน ควรจะอยู่ที่ระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ของแนวคิดทั้งสองเมื่อคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่แท้จริง ไม่ใช่ปัจจัยหรือวาระซ่อนเร้นทางการเมือง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะได้รับชมรายการดีๆ มีคุณภาพในกรณีของทีวีสาธารณะ และความเป็นไปได้ที่จะหาผู้ถือหุ้นที่ยอมรับในกลไกป้องกันการครอบงำในกรณีของทีวีเสรี
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่ควรลืมว่า เราทุกคนควรเรียกร้องให้สื่อทุกรายมี ‘ความเป็นอิสระ’ ในการทำงาน ไม่ว่าจะมีใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือไม่ก็ตาม
เพราะสื่อเป็น ‘บริการสาธารณะ’ ที่ไม่เพียงแต่มีความสำคัญอย่างมาก หากยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีวุฒิภาวะ เป็น ‘สังคมแห่งปัญญา’ อย่างแท้จริง.



