Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


รูแห่งความเชื่องช้า

1

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” คงเป็นคำกล่าวที่โบราณเต็มที หากมัวแต่ทำอะไรชักช้าอยู่ในโลกยุคนี้เห็นทีว่าจะถูกพร้าเฉาะกบาลเสียมากกว่า

ในโลกที่ส่งจดหมายถึงกันในชั่วเวลาแค่หนึ่ง “เคาะนิ้ว” ใครมัวแต่มะงุมมะงาหราเงื้อง่าก็เห็นทีว่าจะต้องจ่ายค่าเชื่องช้าในราคาแพง

เพราะสำหรับโลกที่หมุนเร็วจี๋ทุกวันนี้นั้น คนช้า = คนแพ้

ดังนั้น อย่าเสียเวลาอ่านบทความนี้มาก รีบๆ อ่าน รีบๆ จบ จะได้รีบๆ ไปทำอย่างอื่นก่อนที่คนอื่นจะแย่งทำไปเสียหมด อ่านบรรทัดข้ามบรรทัดก็ได้ หรือไม่ก็ไม่ต้องอ่านมันหรอก เพราะเดี๋ยวจะเสียเวลาชีวิต

คำว่า “เสียเวลาชีวิต” นั้นน่าเอามาพิจารณา มันน่าจะกำเนิดมาพร้อมๆ กับวลีที่ว่า “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” คำกล่าวที่ต้องการเปรียบเทียบว่าเวลาเป็นของมีค่า สามารถทำให้มันงอกเงยขึ้นเป็นเงินเป็นทองได้ แต่ถ้าใช้สอยอย่างทิ้งขว้างก็ไม่ต่างจากการขว้างเงินขว้างทองทิ้ง

ด้วยตรรกะนี้ ใคร “จ่าย” เวลาน้อยกว่า ย่อมเป็นผู้ที่ร่ำรวยกว่า เพราะยังเหลือ “เวลา” อยู่ในกำมือสามารถนำมาลงทุนให้เกิดประสิทธิผล “เป็นเงินเป็นทอง” ได้อีก อีก และอีก

ทุกคนจึงควรใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดเงินทองให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้เก็บเวลาเอาไว้ทำเงินทองให้งอกเงยยิ่งๆ ขึ้นไป

ในหนึ่งวัน ทุกคนมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน แต่สิ่งที่ทำให้ไม่เท่ากันก็คือ พฤติกรรมในการใช้สอยเวลานั่นเอง

2

ด้วยความที่ “เวลา” เป็นของมีค่า สินค้าและบริการที่ช่วยให้คุณ “ประหยัดเวลา” จึงมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความ “ประหยัด” นั้นในราคาแพงเช่นกัน

รถไฟฟ้าช่วยให้คุณประหยัดเวลากว่ารถเมล์ แต่ค่าโดยสารก็แพงกว่าหลายเท่าตัว

ทางด่วนที่แม้ว่าจะขึ้นไปติดแหง่กบ้างในบางครั้ง แต่ก็ยังเร็วกว่าจะมานั่งแหง่ก แหง่วแกร่วๆ อยู่บนถนนข้างล่าง ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มเข้าไป

ไหนจะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ไม่ต้องรอโหลดรูปโป๊นานจนเสียเวลาอันเป็นเงินเป็นทอง รีบๆ โหลด รีบๆ เซฟ รีบๆ ปิดคอมฯ ไปทำอย่างอื่นนั้นก็ต้องจ่ายมากกว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วธรรมดาอีกพอสมควร

แต่สำหรับคนที่มีเงินมากพอที่จะจ่าย ก็มักเลือกที่จะ “จ่ายเงิน” เพื่อ “ซื้อเวลา”

จึงดูเหมือนว่า คนที่รวยกว่าก็จะมีเวลาในชีวิตมากกว่า เป็นวงจรไม่รู้จบ

มีเงินซื้อเวลา จึงมีเวลามากกว่า→ มีเวลามากกว่า จึงทำเงินได้มากกว่า → ทำเงินได้มากกว่า ก็เลยมีเงินมาซื้อเวลามากกว่า

ถ้าตรรกะนี้ถูกต้อง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะยิ่งถูกถ่างให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ

ใครไม่มีเงินมาซื้อเวลาก็กรุณาจนต่อไป

3

“ความเร็ว” จึงมาพร้อมกับ “ความเหนือกว่า” และมาพร้อมกับคำว่า “ผู้ชนะ”

ความเชื่อที่ว่า “อะไรที่เร็วกว่ามักจะดีกว่าเสมอ” ค่อยๆ ฝังเข้าไปในสมองของผู้คนในสังคมเมือง ก่อนที่จะแปลงร่างกลายเป็น “ความจริง” ที่ยอมรับโดยทั่วกันแบบขี้เกียจตั้งคำถาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่โฆษณาจะหยิบ “จุดขาย” ของสินค้าที่มีความเร็วเหนือกว่าขึ้นมาพูดข่มสินค้าอื่นในหมวดหมู่เดียวกัน

การแข่งขันเรื่อง “ความเร็ว” ในงานโฆษณานั้นมีอยู่ในทุกหมวดหมู่ของสินค้าและบริการ หากท่านผู้อ่านไม่กลัวเสียเวลาก็ลองอ่านข้อความในวงเล็บถัดจากนี้เอาเพลิน แต่ถ้าเห็นว่าเวลาของท่านมีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัดก็กรุณาอ่านข้ามข้อความในวงเล็บไปเสีย

(ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างเรื่องความเร็ว นอกจากท่านอดีตนายกฯ ที่ชอบกำหนดระยะเวลาประเมินผลลัพธ์ว่า “คนจนจะหมดจากประเทศภายในหกปี” ก็ยังมีบรรดาผลิตภัณฑ์ช่วยจรรโลงให้ใบหน้าขาวอีกอย่างที่ชอบกำหนดระยะเวลาว่า คุณจะขาวขึ้นภายในเจ็ดสัปดาห์ อีกยี่ห้อหนึ่งก็ออกมาข่มว่า ของกูขาวไวกว่า ภายในสามสัปดาห์โว้ย ไม่นานหลังจากนั้น ยี่ห้อแรกก็ออกมาประกาศใหม่ว่าหลังจากไปเข้าแล็บวิจัยแล้ว ได้ผลใหม่ออกมาว่า ขาวขึ้น (นิ้ดนึง) ในสามวัน ซึ่งผมเชื่อว่าในที่สุดแล้ว มนุษยชาติของเราจะขาวขึ้นได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาที!)

(ยังไม่หมดครับ มีอีกวงเล็บ ไหนจะสถาบันสอนภาษา สอนคอมพิวเตอร์ สอนโน่นสอนนี่อีกล่ะที่ยืนยันกับนักเรียนไว้ตัวเบ้อเริ่มในป้ายโฆษณาว่า “ภาษาจีนหลักสูตรเร่งรัดสามวันเห็นผล” (เห็นผลว่า กูยังใบ้เหมือนเดิม) ป้ายโฆษณาโฟโต้ฟาสต์ ถ่ายรูปรอรับได้ในสามนาที ร้านข้างๆ ติดป้ายข่ม-หนึ่งนาทีได้รูป! บริการพิซซ่าส่งถึงบ้านที่กล้ารับประกันว่า ถ้าส่งช้ากว่าสามสิบนาทียินดีมอบเป๊ปซี่ให้เป็นของแถม บิลบอร์ดของโฆษณาประกันภัยรถยนต์ก็นำ “รูปแบบ” ของโฆษณาพิซซ่ามาล้อเลียนอีกทอดหนึ่ง เพื่อยืนยันว่ามาถึงที่เกิดเหตุได้ไวกว่า อีกบริษัทหนึ่งก็โฆษณาว่า “มาเร็ว เคลมเร็ว ซ่อมเร็ว” ทำให้ลูกค้ารอดจากการถูกจิ๊กโก๋เพ่นกบาลแยก (ไม่เชื่องช้าก็เลยไม่ถูกพร้าเฉาะกบาล) โฆษณาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ขาย “ความเร็ว” พ่วงกับความเสี่ยงที่แฟนจะมีชู้ คือถ้ามัวแต่นั่งรอโหลดงานที่ออฟฟิศ แฟนสาวก็มีสิทธิ์ใช้เวลาช่วงนั้นไปเริงรักกับชู้ได้ โฆษณารถไฟฟ้าที่ขาย “ความเร็ว” พ่วงกับความสุขของทุกคนในครอบครัว เมื่อกลับบ้านไวก็มาทันงานวันเกิดลูก ทำให้ลูกยิ้มแฉ่งออกมาได้ โฆษณาโจ๊กหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จที่ทำเสร็จภายในสามนาที บริการต่างๆ ทั้งธนาคารและร้านค้าที่เป็นตัวแทนจ่ายเงินโอนเงินก็หยิบ “ความเร็ว” มาขายเช่นกัน บริการทันใจไม่ต้องรอนาน กระทั่งโฆษณาบ้าน เราก็มักเห็นข้อความเกี่ยวกับความเร็วอยู่บ่อยๆ อย่าง เข้าอยู่ได้ทันทีไม่ต้องรอ หรืออีกแคมเปญหนึ่งที่น่าจะถูกใจวัยรุ่นใจร้อนที่อยากมีบ้านเร็วๆ คือ โฆษณาบ้านที่บอกว่า คุณสามารถมีบ้านสวยๆ ได้ก่อนอายุสามสิบ ก็เป็นการเล่นกับ “ความเร็ว” อีกแบบหนึ่ง ยังไม่ต้องนับโฆษณารถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีกมากมายที่ขายแรงม้าและอัตราเร่งอันเร็วรี่ ถ่ายหนังโฆษณาให้หวือหวา ใช้วิธีตัดต่อแบบฉับไว เพื่อให้ภาพ “ความเร็ว” ติดเข้าไปในสมองของผู้บริโภค แม้ว่าในโลกความจริงจะไม่มีถนนให้ซิ่งแบบนั้น แต่ยุคนี้คงไม่มีใครอยากมีรถช้าๆ แพ้เพื่อนข้างบ้านเป็นแน่ เอาตัวอย่างแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน เกรงท่านจะเสียเวลา)

จากตัวอย่างที่ยกมาตั้งยาวยืด ก็น่าจะพอจำลอง “ชีวิต” ของผู้บริโภคในยุคนี้ได้คร่าวๆ ว่า เราใช้ชีวิตติดอยู่กับ “ความเร็ว” ในแทบทุกอณู ตั้งแต่ตื่นยันหลับ (คอนโดฯ ใกล้ที่ทำงานให้คุณตื่นสายได้และออกไปทำงานไวกว่าชาวบ้าน / หมอนจากใยฝ้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ให้คุณหลับได้ไวขึ้น) ราวกับว่าเราหิวและเสพติด “ความเร็ว” จนเลิกยาก ในทางตรงกันข้ามก็ดูเหมือนว่าเราจะกลัวและรังเกียจ “ความช้า” เอามากๆ เสียด้วย

นั่นเองคือ “รูแห่งความเชื่องช้า” ที่รอให้สินค้าและบริการหยิบยื่น “ความเร็ว” มาเสียบใส่เข้าไปให้สมบูรณ์

โฆษณาที่ขาย “ความเร็ว” ทั้งหลายเป็นสิ่งสะท้อนว่าสังคมศรัทธาใน “คนที่เร็วกว่า”

บิลบอร์ดขนาดใหญ่บนทางด่วนเขียนคำโฆษณาตัวโตว่า “ปลาเร็วกินปลาช้า” บิลบอร์ดถัดมาเขียนชื่อโปรโมชั่นลดราคายกห้างฯ “ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน” ถัดไปอีกไม่ถึงหนึ่งนาที เราจะเจออีกบิลบอร์ดโฆษณารถยนต์เขียนเป็นภาษาอังกฤษในความหมายว่า “แฟชั่นมันวิ่งเร็ว คุณต้องวิ่งให้เร็วกว่า”

โฆษณาทั้งหมดที่ช่วยกันตอกย้ำซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าได้สร้างค่านิยมและความเชื่ออย่างหนึ่งที่ค่อยๆ ได้รับการยอมรับให้กลายเป็นความจริงไปเสียแล้วว่า “ยิ่งเร็วยิ่งดี”

4

ผู้บริโภคที่ใช้ “ความเร็ว” ไปอุด “รูแห่งความเชื่องช้า” อยู่เป็นประจำจึงโหยหา “ความเร็ว” ที่เหนือกว่าขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

เพราะ “ความเร็ว” ของวันนี้ พอถึงวันพรุ่งนี้ก็กลายเป็นว่ามัน “ช้า” เกินไปเสียแล้ว

อย่างคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดที่เราเพิ่งซื้อมา ว่ากันว่าประมวลผลได้เร็วจี๋อย่างกับเสือชีตาร์ขี่เครื่องบินเจ็ท แต่พอตื่นมาในวันรุ่งขึ้นก็มีเครื่องรุ่นใหม่ที่ทำงานได้ไวกว่าให้ต้องมานั่งเสียดายว่า ทำไมไม่รอซื้อเครื่องนี้ว้า!

เทคโนโลยีพัฒนาไวเกินกว่าที่มนุษย์จะไล่ตามทัน แต่ผู้บริโภคทั้งหลายก็ยังไม่วายสนุกกับการวิ่งไล่ตะครุบ “ความทันสมัย” ที่เท่ากับ “ความไว” ไปเรื่อยๆ

และความบ้าคลั่งใน “ความไว” ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี่เองที่เป็น “ของโปรด” ของบรรดาผู้ผลิตทั้งหลาย เพราะยิ่งผู้บริโภคคลั่ง “ความไว” ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากแค่ไหน ก็ยิ่งเบื่อง่ายหน่ายเร็วไวขึ้นเท่านั้น

เมื่อผู้ผลิตหยิบยื่นผลิตภัณฑ์ที่มี “ความเร็ว” ที่เหนือกว่ารุ่นเดิมให้ ผู้บริโภคผู้คลั่งไคล้ความไวและเชื่อว่าความไวนั้นจะทำให้ตัวเองพัฒนาได้ไวตามไปด้วยย่อมไม่ยอมเสียโอกาสที่จะเปลี่ยนรุ่นให้เป็นรุ่นล่าสุด

“ของช้า” กลายเป็น “ของเก่า” (คล้ายคนแก่ที่เชื่องช้าไม่ทันโลก!)

และยิ่งผู้บริโภคมีความสุขกับการ “อัพเกรด” ความเร็ว สินค้าที่ขาย “ความเร็ว” ก็ยิ่งขายดิบขายดี แถมยังมี “อายุขัย” สั้นลงๆ เรื่อยๆ อัตราการหมุนเวียนของใหม่ไปแทนของเก่าก็เร็วจี๋ เปิดโอกาสให้สินค้าได้ขายในจำนวนมากขึ้นในระยะเวลาเท่าเดิม

“ความเร็ว” จึงเป็นอาหารอันโอชะของพ่อค้า แต่เป็นทุกข์ล่องหนของผู้บริโภค

5

ในทางกลับกัน “ความเร็ว” ก็มีรูของมันเอง

เมื่อผู้บริโภคใช้ชีวิตอยู่กับความเร็วทุกลมหายใจย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา เมื่อได้มีเวลาหายใจยาวๆ จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึง “เวลาว่าง” ที่พวกเขาสามารถทำอะไร “ช้าๆ” ได้บ้าง

ผลิตภัณฑ์ขายความช้าอันรื่นรมย์อย่าง รีสอร์ต, สปา, โยคะ, เพลงบรรเลงช้าๆ ที่ขายตามสถานีรถไฟฟ้า, ร้านอาหารที่ทำอาหารช้าๆ อยู่ในซอยเล็กๆ เงียบๆ ริมๆ ถนนหรูอย่างทองหล่อ, ฯลฯ ต่างขน “ความช้า” ออกมาขายในมุมกลับ

ถ้า “ความเร็ว” คือ “ความได้เปรียบ” คือ “เงินทอง”

“ความช้า” อาจเท่ากับ “ความสุข”

และ “ความสุข” ที่ว่านั้นเกิดจากการ “บริโภค” (ซึ่งไม่ได้ต่างจากการบริโภคความเร็วเลย)

ยิ่งบริโภคสินค้าและบริการที่เพิ่มความเร็วให้กับชีวิตมากแค่ไหน เราก็ยิ่งหิวโหยสินค้าและบริการที่ช่วยให้ชีวิตเนิบช้าลงมากเท่านั้น

ซึ่งทั้งสองอย่างล้วนเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตและพ่อค้าหัวแหลม

ดูเหมือนว่า เราไม่สามารถกำหนด “ความเร็ว” ในการดำเนินชีวิตได้ด้วยตัวเอง แค่กลับมี “กลไก” ในสังคมเป็นคนกำหนดให้เราต้องใช้ชีวิตในอัตราเร็วเท่านี้เท่านั้น เพราะถ้าช้าเกินไปก็จะไม่ทันคนอื่น ไม่ทันเพื่อนร่วมงาน ไม่ทันประเทศอื่น ไม่ทันโลก

เมื่อไม่สามารถกำหนด “ความเร็ว” ในการใช้ชีวิตให้กับตัวเองได้ ก็เท่ากับว่าเราไม่สามารถบริหารจัดการ “เวลา” ที่เรามีอยู่ด้วยตัวเองอีกต่อไป ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เท่ากันก็ไม่มีวันเท่ากันจริงๆ

(คนที่บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าย่อมมีเวลามากกว่าคนที่บ้านอยู่พุทธมณฑล หากทั้งสองคนทำงานที่เดียวกันในย่านสีลม)

เมื่อจัดการกับ “เวลา” ของตัวเองไม่ได้ เราจึงต้องบริโภค “สินค้าและบริการ” ต่างๆ เพื่อช่วยทำให้เรามี “เวลา” มากขึ้น

เหตุนี้เอง ทุกวันนี้หากอยากได้ “เวลา” เราจึงต้อง “ซื้อ”

เพราะ “เวลา” ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป

และหากยังคงต้องวิ่งไล่ตาม “ความเร็ว” ของโลกอยู่อย่างนี้ เราคงไม่มี “เวลา” มานั่งไตร่ตรองหรือถามไถ่กับตัวเองหรอกว่า “ความเร็ว คือสิ่งที่ดีจริงหรือ?”

และ “ความสุข” ที่ได้ใช้ชีวิตเนิบช้าต้อง “ซื้อหา” กันด้วยหรอกหรือ?

หาก “เวลา” เป็นเงินเป็นทองจริงๆ แต่เราต้องเอา “เงินทอง” ที่หามาได้กลับไปซื้อ ”เวลา” ให้มีเท่าเดิม เรากำลังทำอะไรอยู่? มีความสุขดีแล้วใช่ไหม?

ผมว่า จริงๆ แล้ว “เวลา” ก็คือ “เวลา” อยู่ที่ว่าใครจะใช้มันอย่างไร

หากใช้ “เวลา” ไปกับการพักผ่อน เสพสิ่งรื่นรมย์ และได้อยู่กับคนที่ใกล้ชิดกัน “เวลา” ย่อมเท่ากับ “ความสุข”

หากใช้ “เวลา” ไปกับการทุ่มเทหาเงินหาทองให้เหนือกว่าชาวบ้านชาวช่อง “เวลา” ย่อมเป็นเงินเป็นทองตามความหมายนั้น

ความจริงง่ายๆ มีอยู่ว่า หากเราไม่ได้ “เสียเวลา” ให้กับ “ความทุกข์” หรือ “ความเหนื่อยล้า” เราย่อมไม่ต้อง “เสียเวลา” ไปซื้อหา “ความสุข”

เวลา ความเนิบช้า และความสุข อาจอยู่ข้างๆ ตัวผู้บริโภคทุกคนอยู่แล้ว เพียงแค่เราวิ่งหนีมันไปด้วยความไวที่มันไม่อาจไล่ตามทัน แต่มันก็ยังคงนั่งรอเราอยู่ตรงนั้น รอให้ถึงวันที่เราเหนื่อยล้ากับการบริโภคทั้งความช้าและความเร็ว วันที่เราได้พักหายใจยาวๆ และได้นั่งนิ่งๆ

เมื่อหยุดวิ่ง เราก็จะพบว่า “เวลา” ไม่ต้องซื้อ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter