Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


ดวงเมือง หนังสือ ข่าวลือ และผู้คน

- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา -


คุณโตมร ศุขปรีชา หนีร้อนจาก GM มาพึ่งอากาศเย็นที่ open เมื่อสองสามวันก่อน ส่วนคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นั้นรออยู่แล้ว พร้อมหน้าพร้อมตาอย่างนี้ ก็ได้เวลาจิบน้ำชาคุยกันไปตามเรื่องตามราว ตามประสาคนแก่ที่นานๆ เจอกันที

ยังไม่ทันเมษายน แต่กรุงเทพฯ อากาศร้อนจัด พลอยทำให้จิตใจร้อนรุ่มไปด้วย ช่วงนี้ไปไหนผู้คนหงุดหงิดง่าย ใจเสีย พลิกตำราดูชะตาดวงบ้านดวงเมืองแล้ว โหรน้อยใหญ่ก็ได้แต่เตือนด้วยความวิตก ด้วยดาวพฤหัสบดี อันเป็นดาวใหญ่ฝ่ายธรรมะ เตรียมขยับเข้าภพมรณะของลัคนาดวงเมือง พฤหัสบดีเป็นดาวดี แต่ไปตกภพร้าย

เหมือนคนดีๆไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเลว ก็ทำเอาย่ำแย่เสียคนไปได้เหมือนกัน

นอกจากธรรมะจะกลับกลายเป็นอธรรมแล้ว ในดวงเมืองยังมีราหูและเสาร์อันเป็นดาวบาปเคราะห์ส่งกำลังตรึงลัคนา

ยังไม่ทันพูดจบ คุณโตมรถามสวนขึ้นมาทันที ว่าไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนั้นหมายความว่ากระไร

“นั่นน่ะสิพี่ มันหมายความว่าอะไร” วรพจน์สำทับ

ผมตอบตามที่ได้อ่านมา ท่านว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง ถึงขั้นเลือดตกยางออก

พูดจบก็คิดถึงคุณสฤณี อาชวานันทกุล ขึ้นมาตะหงิดๆ ก็วันก่อนเธอเล่นเปิดคำทำนายของโหรใหญ่ โสรัจจะ นวลอยู่ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นฟอร์เวิร์ดเมลมาขู่กันเล่น ว่านอกจากบ้านเมืองจะประสบภัยพิบัติขั้นร้ายแรงต่างๆ นานา จนไม่น่าจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปเท่าไรแล้ว ในทางเศรษฐกิจแถวๆ เดือนพฤษภาอาจถึงขั้นมีธนาคารใหญ่ล้มตึงก็เป็นได้

จะโทษดวงดาวบนท้องฟ้าก็ดูจะง่ายดี แต่ว่ากันให้ถึงที่สุด เหตุทั้งหลายก็มนุษย์เป็นผู้ก่อทั้งสิ้น ตั้งแต่ปัญหาทางการเมืองไทย เรื่อยไปจนถึงสภาวะโลกร้อน กว่าดวงดาวจะเคลื่อนย้ายบางครั้งใช้เวลาแรมปี ปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านนานขนาดนั้น บ้านเมืองก็ดูท่าว่าจะวิบัติไปจริงๆ

มนุษย์ในฐานะสัตว์โลก จึงต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อันหาใช่โชคชะตา หากแต่คือการกระทำของมนุษย์นั้นเอง

คุณสฤณีเพิ่งเขียนหนังสือเล่มใหม่ อันเป็นภาคต่อของ ‘To Think Well is Good, To Think Right is Better’ เสร็จ คราวนี้เปลี่ยนใหม่ ใช้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า ‘ตกน้ำไม่ไหล’ เรื่องราวของคนดีที่ไม่ไหลไปตามโลกกระแสหลัก ได้ท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสาหลักปัญญาชนสยาม มาช่วยเขียนคำนิยมให้ ปีนี้ก็อุ่นใจว่ามีหนังสือดีๆ ระดับสร้างแรงบันดาลใจให้อ่านก่อนนอนอีกหนึ่งเล่ม

ผมแอบอ่านบางตอนก่อนตีพิมพ์แล้วก็เห็นสัจธรรมของชีวิตว่า คุณค่าที่แท้ของมนุษย์หาใช่การได้มีหรือได้เป็น หากแต่อยู่ที่การได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

จะอยู่ก็มีความหมาย จะตายก็เป็นที่จดจำ

ผลิตผลงานต่อเนื่อง พลังงานไม่ถดถอย นอกจากสฤณีแล้ว เห็นทีต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับท่านอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ของเราอีกคนหนึ่ง ‘วิถีฟ้าของนักกลยุทธ์’ อันเป็นเล่ม 4 ภาคจบของชุด ‘ภูมิปัญญามูซาชิ’ จะออกวางแผงในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งนี้เป็นปฐม ก่อนงานมหากาพย์ชุด ‘พุทธบูรณา’ อันเป็นงานรังสรรค์ชีวประวัติท่านพุทธทาสภิกขุ ฉบับสมบูรณ์ จะติดตามมาในช่วงกลางปี

ผมเองมีโอกาสได้อ่านต้นฉบับแล้วทั้งสองเล่ม เล่มแรกเป็นการรวบรวมเอาเคล็ดวิชาสำคัญจากหลายศาสตร์หลายคัมภีร์เข้าไว้ด้วยกัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอ่านเพื่อทบทวนตนเอง และทะลวงความคิดที่ติดขัดในบางแง่มุม ส่วนเล่มสองนั้นจัดได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นสำคัญของอาจารย์สุวินัยเลยก็ว่าได้

แฟนๆ อาจารย์สุวินัยไม่ควรพลาดทั้งสองเล่ม

เช่นเดียวกับ ‘ห่วงทหาร’ รวมบทความเล่มล่าสุดของป๋า-ไม่ใช่เปรม แต่เป็น ป๋า-เปลว สีเงิน แห่งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นคอลัมนิสต์ ที่ต้องอ่านตั้งแต่ชาวบ้านร้านตลาด ไปจนถึงนักการเมืองในสภา ยิ่งบรรดาสื่อมวลชนด้วยแล้ว คอลัมน์ของป๋าแทบจะกลายเป็นหนังสืออ้างอิงก็ว่าได้

ไม่มีเวลาตามอ่านทีละวัน เราคัดสรรมาไว้ให้ท่านอ่านเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ในภาพใหญ่ และคำนวณความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างแม่นยำ ผ่านมุมมองของนักหนังสือพิมพ์ผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ จนปีล่าสุดได้รับรางวัลนักเขียนอมตะเป็นคนที่สอง ต่อจากท่านเสนีย์ เสาวพงศ์ ผู้ปลดปล่อย ‘ปีศาจ’ มาหลอกหลอนผู้คนเมื่อครั้งต้นศตวรรษ จนเดี๋ยวนี้ร้านหนังสือบางร้านจัดหนังสือคลาสสิกเล่มนี้ให้เข้าไปอยู่ในหมวดสยองขวัญโดยมิพักต้องหยิบอ่าน

เรียงลำดับกันลืมกันอีกครั้ง ‘เขียนแผ่นดิน’ ‘อ่านวิกฤต’ ‘คิดถึงในหลวง’ ‘ห่วงทหาร’

สี่เล่มสี่เสา ของป๋า-เปลว สีเงิน ซึ่งวันนี้กลายเป็นหนังสือสะสมไปเรียบร้อยแล้ว

จิบน้ำชาพลางโตมรก็แอบนัดวรพจน์ให้ทำสัมภาษณ์ใหญ่สำหรับตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคมให้ GM วรพจน์เป็นมือสัมภาษณ์เก่า แต่ปีที่ผ่านมาแอบหลบไปซุ่มเงียบใช้ชีวิตอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับช่างภาพรุ่นน้องอีกหนึ่งคน นาม ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ เก็บข้อมูลไว้เพียบ อาศัยกุมภาพันธ์หนึ่งเดือนหลบความวุ่นวายกลับสู่ถิ่นเก่าทับแก้ว กรีดกรายงานเขียนเรียงร้อยต่อเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับงานภาพขาว-ดำ ออกมาเป็นหนังสือชื่อ ‘ที่เกิดเหตุ’ บันทึกหนึ่งปีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จับมือนักเขียนซีไรต์ชื่อ ปราบดา หยุ่น มาทำปก

หมกตัวอยู่กับทีมอาร์ตหนึ่งสัปดาห์ในบ้านสีฟ้าสำนักงาน openbooks

หนังสือก็ได้ฤกษ์เข้าโรงพิมพ์ โดยช่างภาพขออนุญาตพิมพ์เนื้อในสองสี

ถามว่าสีอะไรกับสีอะไร

ไอ้เต้(ผมเรียกเขาว่าอย่างนั้น)หัวเราะ และตอบว่า

สีดำกับสีดำพี่

มันกลัวรูปขาว-ดำ ของมันจะไม่ดำ (ใครบางคนที่นั่งอยู่แถวนั้นเอ่ยปาก)

HA-HA (บรรทัดนี้เขียนเพื่อระลึกถึงอาว์ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์(หนุ่ม)

ปกเสร็จก่อนเนื้อใน เพราะปราบดามีอันต้องนิราศร้างห่างกรุงเทพฯไปเสพสุข

ไม่ไกลหรอกครับไม่ไกล พี่แกไปได้ไม่ไกลเกินญี่ปุ่นหรอกครับ ถ้าหาตัวแถวสุขุมวิทแล้วไม่เจอ ลองหาดูแถวๆ เกียวโต โตเกียว อะไรแถวๆ นั้น น่าจะเจอนะครับ

ถ้าไม่เจอก็ลองคิโนคูนิยะอีกที่ ลองดูครับ

ก่อนเดินทาง คุ่นเขียนคำนำหนังสือ ‘ความน่าจะเป็นบนเส้นขนานเล่ม 5’ ทิ้งไว้ให้ เพราะในวงสนทนาอันประกอบด้วยคุณวินทร์ เลียววาริณ คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ และคุณโตมร ศุขปรีชา เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเครป ไม่มีใครยอมสบตาใคร หาทางออกไม่ได้ ปราบดาจึงต้องอาสาเป็นเจ้าภาพเสียเอง ส่วนค่าเครปคาวหวานนั้นช่วยๆ กันจ่ายครับ

กินเครปกันแถวสุขุมวิทเมื่อเดือนก่อนโน้นเสร็จ เดินออกมาปากซอย คุณวินทร์ถามถึงเรื่องตลาดหนังสือวรรณกรรมอย่างเซ็งๆ ตอบไปตามซื่อว่า ถ้าหมดรุ่นพี่แล้ว เห็นทีหนังสือวรรณกรรมไทยจะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับนิตยสารเนื้อหาสาระ เชื่อว่าหมดรุ่นคุณวันชัยแล้ว ก็น่าจะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เต็มที

คุยกันแต่ละทีก็ออกอาการเบื่อๆ อยากๆ อยู่อย่างนี้ทุกครั้งไป

จากวงเครปมาสู่วงสุราพื้นบ้าน แม้จะไม่ได้ร่วมเสพเพราะรับศีลไว้ยังไม่ได้วางตั้งแต่บวช แต่นั่งฟังพี่น้องนักเคลื่อนไหวเสพสุราสนทนาก็เพลินดีเหมือนกัน ไม่ได้หรูหราเหมือนโรงแรมใหญ่ แต่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ชื่อจริงๆ จะเป็นอย่างนี้หรือเปล่าชักจำไม่แม่น เรียกกันแต่ว่า มพศ. ถ้าไม่เขียนเป็นตัวอักษรก็คงพออนุมานได้ว่าย่อมาจากมูลนิธิพี่สุวิทย์ เป็นแน่ เห็นคนที่นั่นก็ล้อกันเล่นอย่างนั้น

ล้อไม่ล้อเปล่ายังตั้งแก้วเชิญพี่สุวิทย์มาร่วมวงเสียด้วย แก้วที่ว่าก็ตั้งอยู่ข้างๆ ผมนั่นเอง

พี่สุวิทย์ วัดหนู ทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนมานานด้วยใจมุ่งมั่น เป็นคนจริงคนหนึ่งของวงการ ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทั้งมิตรและศัตรู (ถ้าจะสมมติเรียกกัน)

พี่พิภพ ธงไชย กับคุณสุริยะใส กตะศิลา โทรศัพท์มาตามให้ไปช่วยเตรียมหนังสืองานศพให้พี่เขา จึงได้มีโอกาสพบปะกับหนุ่มๆ นักเคลื่อนไหว ซึ่งโดยทั่วไปมักจะไม่เป็นข่าวเป็นคราวตามหน้าข่าวสังคม

สุริยะใสเพิ่งตรวจต้นฉบับของตัวเองเสร็จไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

‘พันธมิตร ประชาชน ประชาธิปไตย’

หนังสือเล่มแรกของเขาหลังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมีกำหนดจะลงแผงในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้แน่นอนแล้ว นอกจากบทความที่เขียนมาตั้งแต่ open ยุคกระดาษเรื่อยมาจนถึงยุคดิจิตอลแล้ว ยังมีประวัติส่วนตัวในช่วงต้นของชีวิตเกริ่นนำไว้ในส่วนแรก ปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ที่เคยตีพิมพ์ใน image อันเป็นฉบับย่อ และใน ‘October 6’ซึ่งเป็นฉบับเต็ม

อ่านบทสัมภาษณ์นี้ต้องอ่านให้ครบความ เพราะมีบางกลุ่มใช้การตัดตอนบางส่วนของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ไปเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวต่อต้านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

เรียกว่าใช้กระสุนนัดเดียวยิงนกสองตัว

นอกจากจะเล็งเป้าใหญ่ไปที่บ้านสี่เสา ยังกะใช้ดาบนี้เชือดคอผู้พูดไปในคราวเดียวกันด้วย

ประโยคเพียงประโยคเดียวเล่นเอาทหารตำรวจเช็คข่าวให้วุ่นไปหมด

ทั้งๆ ที่ถ้าอ่านให้จบความจะพบว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ เป็นเพียงการวิเคราะห์สถานการณ์ไปตามเนื้อผ้าอย่างตรงไปตรงมาก็เท่านั้น และทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงมุมมอง หาใช่ข้อเท็จจริงไม่

ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ติดตามอ่านฉบับสมบูรณ์ในหนังสือเล่มใหม่ของสุริยะใสได้โดยตรง

แต่ถ้าไม่เห็นด้วย และอยากฟังความเห็นต่าง ลองสามเล่มนี้ครับ

‘ประชาธิปไตย(ไม่ใช่)ของเรา’ โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

‘การเมืองของไพร่’โดย พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์

และ ‘พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ’ โดย ปิยะบุตร แสงกนกกุล

แค่อ่านคำนำ คำนิยมก็สนุกแล้วครับ เนื้อในยิ่งเร้าใจเร้าความคิด

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เดินลงจากสำนักงานเคล็ดไทยมาที่ร้านหนังสือสวนเงินมีมา เหลือบตาแลเห็นเข้า ยังเผลอชมว่า หนุ่มๆ กลุ่มนี้ใช้ได้ ผมรับคำชมนั้น และส่งต่อมาถึงอาจารย์ทุกท่านผ่านคอลัมน์นี้

ชุดนี้ป๋าดัน-ปกป้อง จันวิทย์ ส่งเข้าประกวดยกทีม ส่วนหนังสือของป๋าเองคงต้องรออีกสักพัก เพราะต้องปล่อยให้ป๋าไปเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จก่อน เสร็จเมื่อไหร่นับรวมกันแล้ว ประเทศไทยจะมีด็อกเตอร์หนุ่มไฟแรงเพิ่มขึ้นมาอีก 4 คน การถกเถียงทางวิชาการก็คงร้อนแรงขึ้นอีกหลายองศา จนอาจจะต้องเรียกหาดีเจซี้ด มาช่วยเปิดแผ่นเพลงเบาๆ ให้ฟังเพื่อบรรเทาอาการเลือดร้อนของสังคมไทยตอนนี้

หนังสือ ‘ดนตรี คีตา เวหา อิเลคทรอนิคส์’ วางแผงมาตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันนี้ยอดขายยังเดินไปเรื่อยๆ เพราะเราเล่นเดินสายเปิดตัวกันตั้งแต่เชียงใหม่(ภายใต้การอุปถัมป์ของนิตยสาร HIP โดยพี่โหน่ง-สมชาย) มาจนถึงกรุงเทพฯ (โดยความเอื้อเฟื้อของร้านประตูสีฟ้า เอกมัยซอย 10) ส่วนสนามหลวงรอบนี้คิดว่าพี่ซี้ดคงไม่ไป วันศุกร์ถ้าอยากเจอกันต้องไปร้านบาร์บิแคน ซอยธนิยะแทน นอกจากเบียร์ดีแล้ว ยังมีอาหารสไตล์ผับอังกฤษไว้บริการ ไม่อยากไปต่างบ้านต่างเมืองก็ลองมาแถวๆ สีลมดูครับ

ส่วนคนนี้ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร เจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์น ถ้าอยากเจอต้องไป วนคาม ซอยอโศก แต่อย่าเข้าห้องผิดเดี๋ยวเจอคุณบุษบา ดาวเรือง และนักร้องแกรมมี่เข้าให้ จะตกใจไปกันใหญ่ เพราะแกรมมี่ก็ขาประจำที่นี่เหมือนกัน

แก้กันไปมาแรมปี ถ้านับตั้งแต่เริ่มคุยกันอาจจะถึงสองปี ในที่สุดหนังสือ ‘POSTMODERN’ ก็ถึงเวลาวางแผงเสียที ปกสีสวยงามด้วยกระดาษพิเศษคุ้มค่าน่าเก็บ(ไว้อ่าน) ประพัฒน์ ศรีมงคล ทำส่งท้ายไว้ให้ก่อนบินข้ามฟ้าไปกินฟิชแอนด์ชิปที่อังกฤษ ทิ้งคำนำของอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งมาตอนท้ายแต่คมคายจนกลายเป็นคำโปรยหนังสือ ให้หน่อง-นุสรา ประกายพิสุทธิ์ เก็บเล่มเข้าโรงพิมพ์

ถ้ายังไม่จุใจตามอ่านอาจารย์ไชยันต์ และนักวิชาการ รวมทั้งนักคิดร่วมสมัยอีกหลายคน ทั้งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ คุณไมเคิล ไรท อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ถกเถียงกันเรื่องรัฐประหาร ประชาธิปไตย ไปจนถึงเรื่องสื่อได้ใน ‘Bangkok Documenta no1’ นิตยสารเฉพาะกิจอันเกิดจากความร่วมมือของ Documenta นิทรรศการศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนี และสื่อมวลชนทางเลือกของไทย

นอกจากเรื่องราวในประเทศไทยแล้ว ยังมีงานแปลบทความชั้นดีที่คัดสรรมาแล้วจากทั่วโลกลงตีพิมพ์พร้อมกัน เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวและความเป็นไปของสถานการณ์ประชาธิปไตยในปัจจุบัน

งานนี้ได้เป็ด-วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง จาก openbooks เป็นบรรณาธิการ ทำงานประสานกับ Keiko Sei หญิงสาวชาวญี่ปุ่นผู้ชอบเคลื่อนไหวในพม่าและแวะมาจิบกาแฟกับเราเป็นบางครั้ง โดยมีอาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโม จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนคอยให้แนวคิดและติดต่อขอลิขสิทธิ์บทความบางชิ้นให้จากผู้เขียน รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลายแขนงที่ช่วยกันเลือกงานเพื่อตีพิมพ์ร่วมกันในนิตยสารเล่มนี้

ขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง

ถ้าจะพูดถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม เห็นทีต้องยกเรื่องความขยันให้กับกลุ่ม filmvirus นำทีมโดยคุณสนธยา ทรัพย์เย็น นอกจากจะออก filmvirus มาอย่างต่อเนื่องแล้ว งานสัปดาห์หนังสือนี้แฟนๆ น่าจะได้เห็น ‘The 8 Masters’ 8 บรมครูผู้กำกับระดับโลก วางแผงในช่วงกลางๆ งาน ผมเองพลิกดูรายชื่อแต่ละคนแล้ว หัวเราะก๊าก เพราะไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว ตอนจัดหน้าเหลือบเห็นภาพประกอบแว้บๆ แล้วก็อดหัวเราะมาอีกก๊ากหนึ่งไม่ได้

“เฮ้ย เรื่องนี้กูดูแล้วนี่หว่า”

แหมไม่เลวเหมือนกันแฮะ นอกจากนเรศวรแล้ว อย่างน้อยผมก็เคยได้ดูผลงานของผู้กำกับระดับโลก ประมาณว่าชั้นครูมาบ้างแล้ว ใครอย่าได้มาล้อเล่นกับผมเชียวนา

ผมขายหนังสือมาพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ขอให้ท่านผู้อ่านได้ลองเลือกซื้อหาหนังสือเล่มต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย รักใครชอบใครก็อุดหนุนกันไปตามศรัทธา ผมเองว่าจะใช้เวลาช่วงงานสัปดาห์สะสางงานเก่าๆ ก่อนเดินทางไกล รวมทั้งใช้เวลาช่วงที่ไปงานนัดกินข้าวกับผู้คนไปตามเรื่องตามราว

ถ้าเบื่อการเมืองนัก ก็จะนอนอ่าน ‘ลม ฟ้า อาหาร’ ของคุณโตมรอีกสักรอบ

อ่านแล้วอยากเดินทาง กินอาหาร และเขียนหนังสือดีแท้ แม้จะต้องเปิดแอร์ ก็ว่าจะเปิดเท่าที่จำเป็น

แต่เมืองไทยร้อนเสียขนาดนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะติดแอร์มันเสียทั้งประเทศ และเปิดให้มันแรงๆ จะได้ใจเย็นๆ กันหน่อย

เมษาปีที่แล้วว่าร้อน ดูท่าว่าปีนี้จะร้อนกว่า



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter