Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


คุณค่าของการผสมปนเปทางวัฒนธรรม

ในบรรดาข้อดีและข้อเสียของกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนกำลังล่องอยู่อย่างทุลักทุเลนี้ หากตั้งคำถามว่า อะไรคือประโยชน์สูงสุดของโลกาภิวัตน์ คำตอบคงแตกต่างกันไปตามอาชีพ อายุ ฐานะ ค่านิยม ทัศนคติ หรือลักษณะส่วนตัวอื่นๆ ของคนตอบ

มารุ โคจิโร่ หนุ่มนักการเงินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในมหานครนิวยอร์กอาจตอบว่า ประโยชน์สูงสุดของโลกาภิวัตน์คือความรู้และความสะดวกสบายที่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอื่นๆ มอบให้

แต่ในประเทศไทย ลุงยอด ชาวนาจังหวัดอุบลฯ บอกว่า ลุงไม่สนใจว่าโลกาภิวัตน์คืออะไร รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ทำนาลำบากกว่าแต่ก่อน อากาศร้อนอบอ้าวขึ้น ฝนฟ้าก็ตกน้อยลงและตกช้าลงเรื่อยๆ

จะมีกี่คนที่ตอบว่า ประโยชน์สูงสุดของโลกาภิวัตน์คือการผสมปนเปของวัฒนธรรมต่างๆ ที่กระแสโลกาภิวัตน์พัดพามาปะทะสังสรรค์กัน ?

การผสมปนเปทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการทลายกำแพงอคติและนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา อุดมการณ์ และความเชื่อ เปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ ให้กับคนกลุ่มน้อยในสังคม และเป็นพลังผลักดันให้ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเกิดขึ้นในฐานะกลไกที่เสริมประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งมีข้อจำกัดมากมายที่การผสมปนเปทางวัฒนธรรมช่วยขับเน้นออกมาให้ชัดเจนกว่าเดิม

ลองคิดดูว่าวุฒิภาวะของสังคมไทยจะสูงขึ้นเพียงใด หากวัฒนธรรมไทยได้ปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมต่างชาติพันธุ์ของ “คนต่างแดน” ที่มาทำงานในประเทศ โดยเฉพาะแรงงานจากพม่าและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กว่า 5 ล้านคนที่รัฐบาลยังตีตราว่า “แรงงานผิดกฎหมาย” มีการแปลหนังสือประวัติศาสตร์และวรรณกรรมภาษาพม่าเป็นภาษาไทย ผู้กำกับฯหนังไทยสร้างหนังประวัติศาสตร์จากมุมมองของคนพม่า วงดนตรีพ็อปเอาดนตรีพม่ามาประยุกต์ใช้ในงานเพลง ฯลฯ

การผสมปนเปของวัฒนธรรมจะช่วยเปิดใจของเราให้กว้างขึ้น ลบล้างอคติเดิมๆ และความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ “คนอื่น” และทำให้เราตระหนักว่าเอาเข้าจริง วัฒนธรรมไทยก็ไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ตรงที่มันไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว หากเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งตามสถานการณ์ โครงสร้างเศรษฐกิจ และความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม วัฒนธรรมมีขอบเขตกว้างไกลกว่าพรมแดนทางภูมิศาสตร์อันตื้นเขินและบางครั้งก็ไม่สอดคล้องกับชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นผลจากการวาดเอาเองตามอำเภอใจของใครก็ตามที่มีอำนาจปกครองประเทศในสมัยโบราณ

การผสมปนเปทางวัฒนธรรมจะทำให้เราตระหนักว่า ที่ผ่านมากว่าร้อยปี วิวาทะและวาทกรรม “ความเป็นไทย” ถูกครอบงำโดยชุด “วัฒนธรรมทางการ” อันล้าหลัง น่าเบื่อ เต็มไปด้วยอคติ และไร้ชีวิตชีวา ที่รัฐพยายามผูกขาดและยัดเยียดความหมายให้กับเรา ตลอดจนรณรงค์การ “อนุรักษ์วัฒนธรรม (ฉบับทางการ)” เพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่าง “คนไทย” และ “คนอื่นที่ไม่ใช่ไทย” ผ่านกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อและการเซ็นเซอร์ อย่างที่กระทรวงวัฒนธรรมพยายามทำ

ประโยชน์ของการผสมปนเปทางวัฒนธรรมมีให้เราเห็นมากมายในประเทศอื่น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มคนที่เคยเป็นหรือยังเป็น “คนกลุ่มน้อย” ในสังคม เช่น คนผิวดำ เกย์ และแรงงานอพยพ จะไม่มีทางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือมีพื้นที่ทางการเมืองเช่นในปัจจุบันได้ หากวัฒนธรรมของพวกเขาไม่ได้แสดงออก และปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมของคนหมู่มาก

เพราะในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากย่อมสามารถกดขี่หรือปิดปากเสียงข้างน้อยได้อย่างง่ายดาย หรือที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” (tyranny of the majority) ดังนั้น ก่อนที่เสียงข้างน้อยจะได้มีสิทธิเสรีภาพต่างๆ ทัดเทียมกับเสียงข้างมาก เสียงข้างมากจะต้อง “ชิน” กับเสียงข้างน้อยเสียก่อน จะได้ยอมรับว่าความแตกต่างและหลากหลายของพวกเขาไม่เป็นพิษภัยใดๆ ต่อตัวเอง และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เสียงข้างมากชินกับเสียงข้างน้อยก็คือ การผสมปนเปทางวัฒนธรรม

ควาเม่ แอนโธนี อัปไปอาห์ (Kwame Anthony Appiah) นักปรัชญาสมัยใหม่ผู้ได้รับการขนานนามว่า “โสกราตีสยุคโลกาภิวัตน์” อธิบายความสำคัญของการยอมรับความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม และปัญหาของขบวนการรณรงค์ให้คน “อนุรักษ์วัฒนธรรม” ดั้งเดิมของตัวเอง ไว้อย่างน่าฟังในบทความของเขาชื่อ “ข้อสนับสนุนการผสมปนเปในสังคมมนุษย์” (The Case for Contamination) ดังต่อไปนี้ :

“...ความหลากหลายของมนุษย์ [เป็น] เรื่องสำคัญ เพราะทุกคนมีสิทธิเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง สิ่งที่ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) กล่าวในหนังสือเรื่อง “ว่าด้วยเสรีภาพ” (On Liberty) กว่าร้อยปีที่แล้ว เกี่ยวกับความหลากหลายของสังคม ใช้เป็นข้อสนับสนุนความหลากหลายของโลกได้ด้วย – “ถ้าคนเรามีเพียงความชอบเท่านั้นที่ต่างกัน นั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่เราไม่ควรพยายามปั้นพวกเขาให้ออกมาเป็นโมเดลเดียวกันหมด แต่คนเรายังต้องการเงื่อนไขที่แตกต่างกันในการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ พืชพันธุ์ต่างๆ ไม่สามารถเติบโตในสภาวะแวดล้อมและสภาพอากาศเดียวกันได้ฉันใด มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขในกรอบศีลธรรมเดียวกันได้ฉันนั้น อะไรก็ตามที่ช่วยให้คนพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น อาจเป็นเครื่องกีดขวางสำหรับอีกคนหนึ่ง ...มนุษย์ไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ หรือพัฒนาจิตใจ มโนธรรม และอารมณ์สุนทรียะ ได้อย่างเต็มศักยภาพของเขา หากพวกเขาไม่มีความหลากหลายในวิถีชีวิตที่สอดคล้อง [กับความหลากหลายของปัจเจกชน]”

...นอกจากนั้น ความพยายามที่จะหา “วัฒนธรรมของแท้ดั้งเดิม” อาจไม่ต่างจากการปอกเปลือกหัวหอม เมื่อไหร่คุณคิดว่าพบแล้ว คุณก็จะพบว่ามีชั้นที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก ผ้าที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นลายแอฟริกาตะวันตกดั้งเดิม จริงๆ แล้วมาจากผ้าบาติกของเกาะชวาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่หลายครั้งผลิตในโรงโม่ของชาวดัตช์ ชุดพื้นเมืองของหญิงชาวเฮเรโร่ (Herero) ในประเทศนามิเบีย ดัดแปลงมาจากชุดของมิชชันนารีเยอรมันในศตวรรษที่ 19 แต่ดูเป็นเฮเรโร่ของแท้ เพราะสีสันที่ใช้ไม่ใช่สีของนักบวชนิกายลูเธอร์แน่ๆ ผ้าเก็นเต้ (kente) ของกานาก็เหมือนกัน ผ้าไหมชนิดนี้ผลิตโดยชาวเอเชีย นำเข้าโดยชาวยุโรป ประเพณีนี้เคยเป็นนวัตกรรมในอดีต เราควรปฏิเสธมันตอนนี้ว่า “ไม่เป็นของแท้” ด้วยเหตุผลนั้นหรือเปล่า ? เราจะต้องย้อนเวลากลับไปนานขนาดไหน ?

...จอห์น วอน นิวแมน (John von Neumann) หนึ่งในอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชอบพูดติดตลกว่า “ในคณิตศาสตร์ คุณไม่เข้าใจอะไรๆ หรอก คุณแค่ชินกับมันก็เท่านั้น” จริยธรรมหรือศีลธรรมก็ไม่ต่างจากคณิตศาสตร์ ผมไม่ปฏิเสธว่าทุกชั่วขณะมีคนคุยกันมากมาย ให้เหตุผลสนับสนุนการกระทำต่างๆ เช่น ให้ยอมรับลูกหลานที่เป็นเกย์ เลิกมองพฤติกรรมรักร่วมเพศว่าเป็นโรค ปฏิเสธการครอบงำของสถาบันศาสนา ให้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ฯลฯ แต่จริงๆ แล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็ย่อได้เหลือแค่นี้ : คนเริ่มชินกับเลสเบี้ยนและเกย์ ผมกำลังบอกว่า เราควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คนในที่ต่างๆ สนใจอารยธรรม เหตุผล ความผิดพลาด และความสำเร็จของพวกเขา ไม่ใช่เพราะมันจะทำให้เราเห็นพ้องต้องกัน แต่มันจะทำให้เราคุ้นเคยกัน – นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ถ้านั่นคือเป้าหมาย ความจริงที่ว่าเรามีโอกาสขัดแย้งกันมากมายเกี่ยวกับจริยธรรมหรือคุณค่าต่างๆ ไม่ควรทำให้เราท้อแท้ ความเข้าใจกันอาจเป็นเรื่องยาก และมันอาจเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่มันไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นของเราต้องตรงกัน”

แม้ว่าการผสมปนเปทางวัฒนธรรมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เรากลับไม่ค่อยมองเห็น ประโยชน์ข้อนี้ของโลกาภิวัตน์ เพราะมัน “ทำงาน” อย่างเงียบๆ ใช้เวลานานกว่าคนจะสังเกตเห็น แต่โชคดีที่มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นผลพวงจากการพบปะสังสรรค์ของมนุษย์ มันจึงมีพลังที่จะข้ามพ้นปราการหรือมายาคติของ “วัฒนธรรมทางการ” ที่รัฐใช้เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการครอบงำความคิดและอุดมการณ์ของคนในสังคม เพื่อกำหนดระเบียบวาระทางการเมืองให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจเท่านั้น และกีดกันคนกลุ่มน้อย เช่น คนต่างแดน ไม่ให้มีพื้นที่ทางการเมือง (เช่น บอกว่าแรงงานพม่าไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ เพราะ “ไม่ใช่คนไทย” และเป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” หรือบอกว่าชาวไทยมุสลิมควรเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซึ่งเป็น “ศาสนาประจำชาติ”)

เคโกะ เซอิ (Keiko Sei) หนึ่งในบรรณาธิการของโครงการ documenta 12 ซึ่งเป็นงานนิทรรศการศิลปะนานาชาติที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 5 ปี อธิบายถึงความเกี่ยวโยงอันลึกซึ้งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ระหว่างวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ไว้ในคำนำของหนังสือ documenta 12 ดังต่อไปนี้ :

“...สาเหตุหนึ่งที่โครงสร้างอำนาจเผด็จการเดิมๆ ต้องพังทลายลง [คือ] กระบวนการที่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมทำให้ระบบราชการดั้ง เดิมกุมอำนาจแบบรวมศูนย์ของพวกเขาได้ยากกว่าเดิม กระบวนการนี้กินเวลาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยๆ ปี และปกติเราก็มองไม่เห็นผลของมันในทันที ด้วยเหตุนี้ ประวัติศาสตร์จึงเต็มไปด้วยภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอันเป็นสากล นั่นคือ ความเร่งด่วนทางการเมือง และการ [ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในนามขบวนการ] อนุรักษ์วัฒนธรรม (จริงๆ แล้ว ถ้าใช้คำว่า “การอนุรักษ์วัฒนธรรมของวัฒนธรรม” น่าจะดีกว่า เพื่อสื่อความจริงว่าขบวน การอนุรักษ์นั้นรวมถึงการผลิตและแนะนำวัฒนธรรมใหม่ๆ ด้วย) ในทุกยุคทุกสมัย รวมทั้งยุคปัจจุบันด้วย

...ฉันเชื่อว่าเมื่อเราพยายามปรับปรุงบรรยากาศทางการเมือง เราต้องมีวาทกรรมด้านวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ข้อแรก ความคิดทางการเมืองที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยวาทกรรมด้านวัฒนธรรมมีวุฒิภาวะสูงกว่าความคิดที่ผลิตโดยภาคการเมืองเท่านั้น ...ข้อสอง ในขณะที่ข้อเขียนทางการเมืองทำงานเหมือนกับแถลงการณ์สั่งสอนหรือลัทธิที่บอกผู้คนว่าพวกเขา “ต้องทำ” อะไรบ้าง และสิ่งเหล่านั้นก็ถูกกำหนดตายตัว แต่วัฒนธรรมเช่น ศิลปะ วรรณกรรม การแสดง และดนตรี ทำงานในทางที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง – วัฒนธรรมเหล่านี้สัมผัสทั้งหัวใจและสมองของผู้คน กระตุ้นให้พวกเขาเกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ภูมิหลัง ประวัติศาสตร์ และสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่ ในแง่นี้ วัฒนธรรมจึงช่วยชีวิตผู้คนไม่ให้ตกเป็นทาสของความคิด และมอบอำนาจให้พวกเขาสามารถเป็นผู้สร้างความคิดใหม่ๆ ได้ ข้อสาม ท้ายที่สุดแล้ว วัฒนธรรมคือสิ่งที่ดำรงอยู่ ขณะที่การเมืองมาแล้วก็ไป และคนทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย วัฒนธรรมดำรงอยู่ได้ข้ามศตวรรษหรือศักราช และวัฒนธรรมที่อยู่รอดได้นั้นก็ล้วนแต่มีอิทธิพลสูง เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนสืบมาทุกยุคทุกสมัย ให้สรรค์สร้างความคิดใหม่ๆ ตลอดเวลา ข้อสี่ การอุบัติขึ้นของวัฒนธรรมบรรษัทมีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อกลไกการปกครองของรัฐ ก่อนหน้านี้ ฉันบอกว่าศิลปะเป็นจุดอ่อนของผู้มีอำนาจในเอเชีย แต่ข้อนี้ไม่เป็นจริงสำหรับอำนาจใหม่ของบริษัทเอกชนต่างๆ ที่จ้างศิลปิน นักออกแบบ และนักวิจัยตลาดอย่างกระตือรือร้น เพื่อล่อหลอกพลเมืองให้ยอมเป็นทาสของบริโภคนิยม ในบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงข้อนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ผ่านช่วงเวลาหลายทศวรรษ และตอนนี้ก็มาถึงจุดที่ไม่มีวันหวนกลับแล้ว”

การผสมปนเปทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นสัญญาณว่าคนกลุ่มหนึ่งได้ “มองเห็น” และ “ยอมรับ” คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมักเป็นเสียงส่วนน้อย การมองเห็นนั้นนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดต่อการขยับขยายการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะ “เสรีภาพในการแสดงออก” ตามกฎหมายจะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีใครมองเห็นหรือยอมรับคนที่พยายามจะใช้เสรีภาพดังกล่าว ?

ในประเทศไทย ก่อนที่การผสมปนเปทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นอย่างกลมกลืนระหว่าง “คนไทย” กับ “คนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย” ผู้เขียนเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรมไทยด้วยกันก่อน เช่น ระหว่างวัฒนธรรม “เมือง” กับวัฒนธรรม “ชนบท” หรือระหว่างแรงงานในระบบ กับแรงงานนอกระบบ (เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนงานที่รับงานไปทำที่บ้าน ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิการ และหลักประกันการทำงานใดๆ จากรัฐ ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบกว่า 22.5 ล้านคน คิดเป็นกว่าร้อยละ 62 ของแรงงานทั้งหมด)

เพราะตราบใดที่คำว่า “บ้านนอก” “ลาว” และ “เสี่ยว” ยังสื่อนัยในแง่ลบ ที่บ่งชี้ความ “ต่ำต้อย” ทางวัฒนธรรม ความรู้ และทัศนคติของคนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อเทียบกับคนกรุง เราจะภูมิใจกับ “ความเจริญ” ของประเทศไทยได้อย่างไร ?


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter