Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
นิติรัฐ
ปิยบุตร แสงกนกกุล


ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการเมืองในฝรั่งเศส (๒)

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

๒. การดำรงตำแหน่งอื่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

เอกลักษณ์ประการหนึ่งของฝรั่งเศส คือ ส.ส.และส.ว. สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นพร้อมกันไปด้วย เช่น ส.ส.และส.ว.อาจเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปพร้อมๆกันได้ อย่างไรก็ตาม ส.ส.และส.ว.ไม่อาจดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้

ปัจจุบัน สมาชิกรัฐสภาถึงร้อยละ ๘๕ ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น มีส.ส.เพียง ๖๘ คนจากทั้งหมด ๕๗๗ คนเท่านั้นที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นไปพร้อมๆกันแต่ทำหน้าที่ส.ส.อย่างเดียว ในขณะที่ ส.ว. ตัวเลขอยู่ที่ ๖๘ คนจากทั้งหมด ๓๓๑ คน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป พบว่าในหลายประเทศก็ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดห้ามส.ส.หรือส.ว.ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติก็มีจำนวนน้อยมากที่ส.ส.หรือส.ว.จะไปรับตำแหน่งอื่น ในเยอรมันมีส.ส.และส.ว.เพียงร้อยละ ๑๐ ที่ดำรงตำแหน่งการเมืองท้องถิ่น อังกฤษอยู่ที่ร้อยละ ๑๓ ในขณะที่สเปนอยู่ที่ร้อยละ ๑๕ และอิตาลีอยู่ที่ ร้อยละ ๑๖

พิจารณาเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ ฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐที่ ๓ มีสมาชิกรัฐสภาร้อยละ ๓๕.๗ ที่เล่นการเมืองท้องถิ่นไปพร้อมๆกัน ในขณะที่สมัยสาธารณรัฐที่ ๔ เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ ๔๒ อาจกล่าวได้ว่าจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่สูงมากในขณะนี้ นับเป็นกรณีจำเพาะเจาะจงในสาธารณรัฐที่ ๕ อย่างแท้จริง

ผลเสียที่ตามมาของปรากฏการณ์ดังกล่าวมีสี่ประการ ประการแรก สมาชิกรัฐสภาไม่อาจทำงานในหน้าที่นิติบัญญัติและควบคุมฝ่ายบริหารได้เต็มที่ เพราะต้องจัดสรรเวลาไปทำงานการเมืองท้องถิ่นด้วย ประการที่สอง ในบางกรณีอาจเป็นไปได้ว่าภารกิจของสมาชิกรัฐสภาขัดกันเองกับภารกิจของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ดังนั้นการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็อาจเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะติดขัดเรื่องผลประโยชน์ที่ขัดกันนั่นเอง ประการที่สาม การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจไม่สำเร็จดังที่คาดหวัง ก็ในเมื่อนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับชาติก็เป็นคนคนเดียวกับนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับท้องถิ่น เท่ากับว่าเรื่องการเมืองไปผูกขาดอยู่ที่คนกลุ่มเดียวกันหมด และประการที่สี่ เมื่อสมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง จึงเกิดปัญหาตามมาว่าเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งจะคำนวณกันอย่างไร จะรับเงินเดือนทั้งสองตำแหน่งได้หรือไม่ ปัจจุบันเงินเดือนรวมกับเงินประจำตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภาอยู่ที่ ๖,๙๕๒ ยูโร แต่กฎหมายฝรั่งเศสกำหนดว่าในกรณีที่สมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นไปพร้อมกันด้วยให้รับเงินเดือนรวม ๘,๑๐๐ ยูโรเท่านั้น ไม่ใช่ได้รับเงินเดือนเต็มทั้งสองตำแหน่ง

ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามจำกัดไม่ให้สมาชิกรัฐสภาไปดำรงตำแหน่งอื่น รัฐบาลฝ่ายซ้ายของนายกรัฐมนตรี Lionel Jospin ผลักดันร่างรัฐบัญญัติกำหนดห้ามสมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภายุโรป ประธานบริหารแคว้น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี หรือประธานบริหารองค์กรร่วมมือระหว่างเทศบาล อย่างไรก็ตามร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวถูกวุฒิสภา (ซึ่งฝ่ายขวาเป็นเสียงข้างมาก) ต่อรองขอแก้ไขเสียใหม่ก่อนประกาศใช้เป็นรัฐบัญญัติลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๐๐๐ เหลือเพียงห้ามสมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภายุโรปและสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า ปัจจุบันสมาชิกรัฐสภาสามารถดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือประธานบริหารแคว้นไปพร้อมๆกันได้

ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ๒๐๐๗ แนวคิดห้ามสมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นไปพร้อมกันถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ผู้สมัครตัวเต็ง ๓ ลำดับแรกยืนยันว่าจะเข้าไปแก้ไขเรื่องดังกล่าว โดยให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้ส.ส.และส.ว.ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ ประธานบริหารแคว้น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี หรือประธานบริหารองค์กรร่วมมือระหว่างเทศบาล ส่วนจะให้สมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น (ฝ่ายออกข้อบัญญัติท้องถิ่น) ไปพร้อมๆกันได้ต่อไปหรือไม่ ยังคงถกเถียงกันอยู่

นอกจากนี้การห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นนั้น สมควรจำกัดเฉพาะส.ส.เท่านั้น หรือควรห้ามทั้งส.ส.และส.ว. ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรจำกัดเฉพาะส.ส. เพราะต้องไม่ลืมว่าส.ว.ของฝรั่งเศส อีกด้านหนึ่งถือเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ หากไม่อนุญาตให้ส.ว.เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปพร้อมๆกันได้แล้ว ย่อมทำให้วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งของการมีวุฒิสภาเสียไป อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เมื่อห้ามแล้ว ก็ควรห้ามส.ว.ด้วย เพราะเมื่อท้องถิ่นเลือกบุคคลใดมาเป็นส.ว.แล้ว ส.ว.คนนั้นก็เป็นตัวแทนของท้องถิ่นได้อยู่ดี แม้จะไม่มีตำแหน่งทางเมืองท้องถิ่นก็ตาม

สำหรับการห้ามดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาพร้อมๆกับรัฐมนตรีนั้น เห็นตรงกันว่ายังควรยืนยันหลักการดังกล่าวนี้ต่อไป แต่มีข้อเสนอให้ลดความเข้มงวดลงในกรณีที่สมาชิกรัฐสภาคนใดไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วต่อมาได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันกฎหมายกำหนดว่า เมื่อไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาไปโดยอัตโนมัติ หากต่อมาพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ไม่อาจกลับมาดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาได้ดังเดิม จึงเสนอกันว่าสมควรอนุญาตให้กลับมาดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาดังเดิม เพราะ การห้ามดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาพร้อมๆกับรัฐมนตรีเป็นไปเพื่อต้องการแยกอำนาจหน้าที่ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อไม่ได้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารอีกต่อไปแล้ว ก็ควรให้กลับมาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติตามเดิม และยังเป็นการสร้างหลักประกันในอาชีพการเมืองให้แก่นักการเมืองอีกด้วยว่าอย่างน้อยที่สุดเมื่อโดนปลดจากรัฐมนตรีแล้ว ก็ยังมีหน้าที่การงานทางการเมืองให้ได้ทำต่อไป

ในส่วนของประเทศอื่นในยุโรป พบว่า เยอรมัน ฟินแลนด์ อังกฤษ ไอร์แลนด์ ไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามสมาชิกรัฐสภาป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปพร้อมๆกัน ส่วนเดนมาร์ก และสวีเดน ให้เป็นอำนาจของพรรคการเมืองเองในการกำหนดข้อห้าม สเปน ห้ามเฉพาะกรณีสมาชิกส.ส.ไปดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาแคว้นปกครองตนเอง แต่ไม่ได้ห้ามส.ว. ทั้งส.ส.และส.ว.สามารถเป็นสมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ แต่รับเงินเดือนได้ตำแหน่งเดียว โปรตุเกส ห้ามสมาชิกรัฐสภาเป็นสมาชิกสภายุโรป สมาชิกสภาแคว้นปกครองตนเอง สมาชิกสภาเทศบาล ส่วนตำแหน่งๆอื่นไม่ต้องห้าม อิตาลี ห้ามสมาชิกรัฐสภาเป็นสมาชิกสภาแคว้น สมาชิกสภาจังหวัด และนายกเทศมนตรีในเทศบาลที่มีประชากรเกิน ๒๐,๐๐๐ คน นอกจากตำแหน่งเหล่านี้แล้ว สมาชิกรัฐสภาสามารถดำรงตำแหน่งไปพร้อมกันได้ ในกรณีที่บุคคลใดเป็นสมาชิกรัฐสภาและเป็นสมาชิกสภายุโรปด้วย บุคคลนั้นมีสิทธิรับเงินเดือนได้ทั้งสองตำแหน่ง ส่วนกรีซห้ามเฉพาะกรณีส.ส.ไปเป็นนายกเทศมนตรีหรือประธานสภาเทศบาล ในเบลเยียม ห้ามเฉพาะตำแหน่งระดับแคว้นและระดับจังหวัด สมาชิกรัฐสภายังสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับเทศบาลได้ ลักเซมเบิร์ก ห้ามแค่ส.ส.เป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาแห่งรัฐไปพร้อมๆกัน


๓. วุฒิสภา

ในฝรั่งเศส สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัดจะมีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่เลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการดังกล่าวประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ ร้อยละ ๙๕ มาจากเขตเทศบาล (ได้แก่ ตัวแทนประชาชนในเขตเทศบาลนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล) และร้อยละ ๕ มาจากสมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาแคว้น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ในเขตจังหวัดที่มีส.ว.ไม่เกิน ๓ คน (ปัจจุบันมีส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งแบบนี้ ๑๕๘ คน) ให้เลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก สองรอบ ในเขตจังหวัดที่มีส.ว. ๔ คนขึ้นไป ให้เลือกตั้งในระบบสัดส่วน (ปัจจุบันมีส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งแบบนี้ ๑๖๘ คน)

ปัจจุบันวุฒิสภามีสมาชิกจำนวน ๓๓๑ คน โดยแบ่งเป็น ๓๑๓ คนมาจากเขตจังหวัดและจังหวัดโพ้นทะเล ๖ คนมาจากดินแดนโพ้นทะเล (อันได้แก่ ๑ คนมาจากนิวคาเลโดเนีย ๑ คนมาจากเฟร้นช์โพลิเนเซีย ๑ คนมาจากวาลิสแอนด์ฟูทูนา ๒ คนมาจากมาย็อตต์ ๑ คนมาจากแซงต์ปิแอร์ มิเกลลอง) และอีก ๑๒ คนเป็นตัวแทนของพลเมืองชาวฝรั่งเศสที่พำนักอาศัยอยู่ต่างประเทศ มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๙ ปี แต่ต้องเลือกใหม่ทุกๆ ๓ ปี เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้วยังสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก

อย่างไรก็ตาม นับแต่กันยายน ๒๐๐๔ กฎหมายได้ลดวาระของวุฒิสภาเหลือ ๖ ปี และต้องเลือกใหม่ทุกๆ ๓ ปี นอกจากนี้ยังเพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาขึ้นไปอีก โดยในปี ๒๐๐๘ จะมีจำนวน ๓๔๑ คนและปี ๒๐๑๑ จะมีจำนวน ๓๔๖ คน นอกจากนี้คุณสมบัติของผู้สมัครเป็นส.ว.จากเดิมต้องมีอายุ ๓๕ ขึ้นไป จะลดเหลือ ๓๐ ปี ในการเลือกส.ว.ครั้งหน้า

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยอ้อมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอควรว่าไม่สะท้อนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่าวุฒิสภาของฝรั่งเศสเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเมืองระดับชาติ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔ วรรคสามกำหนดว่า “วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม วุฒิสภาเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสาธารณรัฐ ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกดินแดนสาธารณรัฐต้องมีตัวแทนในวุฒิสภา”

บางฝ่ายเห็นควรถึงขนาดให้ยกเลิกวุฒิสภาไปเสียเลย เพราะเหตุผลหลักของการมีสองสภา มีอยู่ ๒ ข้อ คือ หนึ่ง สหพันธรัฐ จำเป็นต้องมีวุฒิสภาเพื่อให้เป็นตัวแทนของแต่ละมลรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ดังเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกา และเยอรมนี สอง เป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี เช่นกรณีของสหราชอาณาจักรที่มีสภาขุนนางบางส่วนสืบทอดทางสายเลือด ในกรณีของฝรั่งเศส ไม่ได้มีลักษณะดังกล่าวเลย การกำหนดให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น่จะถูกต้อง เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมกับการใช้อำนาจอธิปไตย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่เป็นอิสระมากถึงขนาดมลรัฐ เช่นนี้แล้ว การสร้างวุฒิสภาเพื่อเป็นตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทำนองเดียวกับสหพันธรัฐที่สร้างวุฒิสภาให้เป็นตัวแทนของมลรัฐ ย่อมไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้มีวุฒิสภาต่อไป แต่ควรปรับปรุงในหลายประการ

ประการแรก เห็นกันว่าควรกำหนดวาระของวุฒิสภาไว้ที่ ๖ ปี โดยไม่ต้องให้เลือกตั้งใหม่ทุกๆ ๓ ปี เพื่อความต่อเนื่องในการทำหน้าที่รวดเดียวโดยไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณเลือกตั้งใหม่หลายรอบ และให้วาระของวุฒิสภาใกล้เคียงกับสภาผู้แทนราษฎร

ประการที่สอง เพื่อความสมดุลระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทในการเข้าเป็นตัวแทนในคณะกรรมการผู้เลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งส.ว. จึงสมควรเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของคณะกรรมการผู้เลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งส.ว.เสียใหม่ จากเดิมที่ให้น้ำหนักตัวแทนจากเทศบาลมากถึงร้อยละ ๙๕ เปลี่ยนเป็นเหลือเพียงร้อยละ ๕๐ และไปเพิ่มอัตราส่วนให้แก่ตัวแทนจากแคว้นและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นอย่างละร้อยละ ๒๕

ประการที่สาม ปัจจุบันวุฒิสภามีบทบาทหลักๆอยู่ ๓ ข้อ ข้อแรก การนิติบัญญัติ ข้อสอง การให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ข้อสาม การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี แต่เนื่องจากวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง หากให้มีบทบาทในกระบวนการนิติบัญญัติมากจนเกินไปถึงขนาดขัดขวางการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลได้โดยง่ายและบ่อยครั้ง ย่อมทำให้กระทบต่อความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย จึงมีข้อเสนอให้ลดอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาลงในกระบวนการนิติบัญญัติและแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กรณีกระบวนการนิติบัญญัติ ยังคงให้เป็นไปตามเดิมที่วุฒิสภาสามารถเสนอร่างรัฐบัญญัติได้ ในกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ต้องส่งร่างรัฐบัญญัติกลับให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ในกรณีที่สองสภาเห็นต่างกัน ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภ ในท้ายที่สุด ถ้าสองสภายังเห็นต่างกันอีก ก็เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้ชี้ขาด อย่างไรก็ตาม ในกรณีร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ปัจจุบันรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทั้งสองสภาต้องให้ความเห็นชอบในเนื้อความแบบเดียวกัน หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบหรือมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็มีผลให้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นตกไป เห็นควรให้แก้ไขเป็น ในกรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบหรือมีการแก้ไขเพิ่มเติม ต้องนำกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาใหม่อีกครั้ง ถ้าเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาด ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นก็มีผลใช้บังคับ

นอกจากนี้ในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ กำหนดว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาเสียก่อน จึงค่อยนำไปให้ประชาชนลงประชามติ ในหลายกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสะดุดลงเมื่อวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ จึงเสนอแก้ไขเป็นในกรณีที่เสียงข้างมากของสองสภาเห็นไม่ตรงกัน จากเดิมที่กำหนดให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ให้เปลี่ยนเป็นว่าหากเสียง ๓ ใน ๕ ของทั้งสองสภาเห็นควรให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปลงประชามติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ตกไป แต่ประธานาธิบดีต้องนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเสนอให้ประชาชนลงประชามติแทน

ประการที่สี่ เมื่อลดบทบาทของวุฒิสภาในเรื่องนิติบัญญัติและแก้ไขรัฐธรรมนูญลงไปแล้ว ก็จำเป็นต้องหาภารกิจอื่นให้วุฒิสภา มีข้อเสนอให้วุฒิสภาเข้าไปมีบทบาทในการให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันหน้าที่นี้เป็นของสภาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๒๓๑ คน มาจากตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพต่างๆ

จะเห็นได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ในรัฐเดี่ยว ไม่ได้มีข้อบังคับต้องมีสองสภาเสมอไป ซึ่งแตกต่างจากสหพันธรัฐที่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาเพื่อเป็นตัวแทนของมลรัฐต่างๆ หากรัฐเดี่ยวต้องการมีวุฒิสภา ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าจะมีวุฒิสภาเพื่อภารกิจใด เมื่อกำหนดภารกิจได้ชัดเจนแล้ว จึงมาพิจารณาว่าด้วยภารกิจดังกล่าว สมควรให้วุฒิสภามีที่มาอย่างไร ในกรณีที่วุฒิสภามีภารกิจเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับสภาผู้แทนราษฎร ก็ควรให้มีที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงให้ใกล้เคียงกับสภาผู้แทนราษฎร (เช่น อิตาลี วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทางตรง ๓ ใน ๔ ใช้เลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก อีก ๑ ใน ๔ ใช้แบบสัดส่วน และรัฐบาลมีอำนาจยุบวุฒิสภาได้ด้วย) ในทางกลับกัน หากกำหนดให้วุฒิสภามีที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ก็ควรลดบทบาทของวุฒิสภาให้น้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter