จุดจบของจ้าวป่า?
“ดักเสือโคร่งในป่าน่ะไม่ยากหรอกครับ แต่สิ่งเดียวที่พวกพรานรำคาญก็คือมันร้องเสียงดัง” นิทิน เดไซ เจ้าหน้าที่ องค์กรอนุรักษ์ Wildlife Preservation Society of India หรือ WPSI บอก เขาเล่าให้ฟังว่าพวกพรานจะวางกับดักขาที่ทำจากเหล็กไว้ใกล้ๆ แหล่งน้ำ จากนั้นก็รอให้เสือโคร่งเดินมาติดกับเอง แต่พอเสือผู้โชคร้ายโดนกับดักงับขาเท่านั้นแหละ พวกมันจะร้องคำรามโหยหวนดังไปไกลหลายกิโลเมตรซึ่งอาจจะไปปลุกพวกเจ้าหน้าที่ที่กำลังง่วงหงาวหาวนอนอยู่ตามหน่วยพิทักษ์ป่า พรานฉลาดๆ จึงใช้ฉมวกแทงคอเพื่อตัดหลอดเสียงเสียก่อน จากนั้นก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไร อาจจะวางยาพิษหรือใช้ไฟฟ้าช๊อต และถ้าลูกค้าไม่สนว่าจะมีรอยกระสุนบนหนัง ปืนก็ดูจะเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุด
ในทางกลับกันการจับพรานล่าเสือนั้นยากกว่าเยอะ ถ้าไม่โชคดีจริงๆโอกาสที่จะได้ตัวพรานในป่าพร้อมของกลางนั้นเกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกล่าสัตว์รู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี นิทิน บอกว่าโอกาสดีที่สุดคือการล่อซื้อของจากพ่อค้าคนกลาง เริ่มต้นด้วยข้อมูลลับจากสายข่าวในพื้นที่หรือไม่ก็จากพวกพ่อค้าที่เป็นคู่แข่ง จากนั้นก็ทำการนัดหมายเพื่อดูสินค้าแล้วกำหนดวันส่งของ รอให้พวกนั้นตายใจแล้วจึงเข้าตะครุบตัวพร้อมของกลาง หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องการดำเนินคดีในชั้นศาลซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน เบ็ดเสร็จแล้วอาจกินเวลาหลายปีกว่าจะได้ลงโทษพ่อค้าสักคนหนึ่ง ส่วนพรานล่าเสือตัวจริงก็ยังคงลอยนวลเพราะยังมีนายหน้าให้ทำธุรกิจด้วยอีกหลายคน
แม้ว่าอินเดียจะเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญที่สุดในโลกของเสือโคร่งแต่จำนวนประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติของอินเดียก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากประมาณ 40,000-50,000 ตัวในศตวรรษที่ 19 เหลือแค่ราวๆ 1,200-1,800 ตัวทุกวันนี้ และมีการคาดการณ์ว่าอาจลดลงเหลือแค่ 500 ตัวภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะเขตอนุรักษ์เสือโคร่งหลายแห่งยังคงถูกคุกคามอย่างหนัก
“อินเดียกำลังปล่อยให้เสือโคร่งสูญพันธุ์ไปต่อหน้าต่อตา” เบลินดา ไรท์ ผู้อำนวยการ WPSI กล่าวอย่างขมขื่น “มันจะกลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของวงการอนุรักษ์เท่าที่เคยเกิดขึ้น” ในระดับโลกสถานการณ์ของเสือโคร่งไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ผลการศึกษาครั้งสำคัญเรื่อง Tiger Conservation Landscape เมื่อกลางปีที่แล้วของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และองค์การสมิทโซเนียนแห่งกรุงวอชิงตัน เปิดเผยว่าขอบเขตการแพร่กระจายของเสือโคร่ง (Distribution) ลดลงเหลือเพียง 41% เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว รายงานดังกล่าวยังพยากรณ์ด้วยว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า เสือโคร่งจะหายไปจากพื้นที่ป่าหลายแห่ง หรือลดจำนวนลงจนถึงระดับที่เรียกกันว่า สูญพันธุ์เชิงนิเวศวิทยา (Ecological extinction) หมายความว่ามีจำนวนประชากรน้อยเกินกว่าจะอยู่รอดได้ในระยะยาว
การล่าสัตว์เป็นปัญหาสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าในเอเชียมาตั้งแต่ในอดีต และเมื่อสภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโตขึ้น ปัญหาการล่าก็มิได้ลดน้อยลงหากทวีความรุนแรงขึ้นตามความโลภของมนุษย์ หนังเสือโคร่งผืนงามๆยังคงขายกันได้ในราคาสูงเกือบสี่แสนบาท ในขณะที่กระดูกเสือโคร่งแท้ๆ ป่นเพื่อไปใช้ในยาจีนแผนโบราณมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละเป็นหมื่น จริงอยู่ที่ความต้องการใช้เสือจากเมืองจีนเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เกิดขบวนการล่าสัตว์ แต่นักอนุรักษ์หลายคนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นความล้มเหลวที่ปฏิเสธไม่ได้ของภาครัฐ “รัฐบาลไม่มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์เสือโคร่งอย่างจริงจัง เรากำลังพูดถึงสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศและการอนุรักษ์สัตว์ป่าของโลก สถานการณ์เสือโคร่งในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบบราชการและการจัดการพื้นที่อนุรักษ์” วามิค ธาปาร์ นักอนุรักษ์เสือโคร่งชื่อดังชาวอินเดียให้ความเห็น
เสียงเรียกร้องของวามิคและองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าหลายแห่งกระทุ้งให้รัฐบาลอินเดียลุกขึ้นมาปรับปรุงแนวทางอนุรักษ์เสือโคร่งอีกครั้งเมื่อปลายปี 2005 โดยยอมรับว่าภาครัฐจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการจัดการกับพวกล่าสัตว์และลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจังมากกว่านี้ และได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง (Tiger Task Force) ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยนักอนุรักษ์และนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหลายคนเพื่อทบทวนระบบการทำงานและเสนอแนะแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสม
คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวนำโดยสุนิตา นาเรน นักสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในอินเดียได้แนะนำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับปัญหาการล่าสัตว์และการลักลอบค้าสัตว์ป่า (Wildlife Crime Bureau) และย้ำว่าหน่วยงานนี้ต้องมีความพร้อมในเรื่องของงบประมาณและอำนาจเด็ดขาดในการใช้พระราชบัญญัติต่างๆ รวมไปถึงพ.ร.บ.การป้องกันการฟอกเงิน เพื่อให้การปราบปรามสามารถขุดรากถอนโคนนายทุนที่อยู่เบื้องหลังได้ นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งฉบับใหม่ที่เน้นการให้ความสำคัญผืนป่าอนุรักษ์ใหญ่ๆที่เป็นความหวังสุดท้าย
หนึ่งปีผ่านไป คณะกรรมการฯ เริ่มพบว่าภารกิจครั้งนี้หนักหนากว่าที่คาด หน่วยงานอิสระ Wildlife Crime Bureau ยังคงเป็นเพียงแนวคิดที่ไม่เป็นรูปธรรม ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามในพื้นที่อนุรักษ์ก็ยังคงไร้ประสิทธิภาพเหมือนเดิม ซ้ำร้ายข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสิทธิชุมชน (Tribal Right Bill) ที่จะให้การรับรองสิทธิชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์ ยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและทำให้เกิดอาการเสียงแตกในคณะกรรมการฯอย่างชัดเจน
“มีเขตอนุรักษ์เสือโคร่งหลายแห่งที่มีชุมชนอาศัยอยู่ คนเหล่านี้ไม่มีอาหารและไม่มีการศึกษา” สุนิตากล่าว “แม้เราจำเป็นต้องสร้างแนวรั้วและมีชุดลาดตระเวนติดอาวุธเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง แต่การปรับปรุงความเป็นอยู่ของคนยากจนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ทุกวันนี้มีคนเกือบ 4 แสนคนอาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์เสือโคร่งของอินเดียที่มีพื้นที่รวมกันราว 40,000 ตารางกิโลเมตร”ทว่านักอนุรักษ์หลายคนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเป็นหลุมพรางที่จะทำให้การใช้กฎหมายสัตว์ป่าเกิดความยุ่งยากจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ นอกจากนี้หลายฝ่ายยังเป็นห่วงว่าความพยายามที่จะให้เสืออยู่ร่วมกับคนอย่างสันตินั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะโดยธรรมชาติเสือเป็นสัตว์นักล่า ถ้าหากมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในพื้นที่เสือย่อมเข้ามาล่าและทำให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้าน และที่ผ่านมาคนล่าสัตว์ในชุมชนนั่นเองที่เป็นกำลังหลักของขบวนการล่าเสือในพื้นที่ “เสือโคร่งเป็นๆ สำหรับพรานท้องถิ่นคือเงินสดก้อนโตที่มากกว่าการรับจ้างทำงานหนักเป็นปีๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถปลูกฝังจิตสำนึกให้กับทุกๆคนในชุมชนท้องถิ่นได้” เบลินดาให้ความเห็น
ดร. อุลลาส คารานธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่งแห่งสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าบอกว่า สาเหตุการลดลงของเสือโคร่งนั้นมีมากมายไล่กันตั้งแต่การลักลอบล่าเสือโคร่งและการล่าเหยื่อของเสือโคร่ง การขาดแคลนงบประมาณของพื้นที่อนุรักษ์ ความล้มเหลวของระบบราชการ แรงกดดันในเรื่องการพัฒนาจากจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้น แต่เขาไม่คิดว่าเราควรจะยอมแพ้
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่นักอนุรักษ์จะมัวแต่ร้องฟูมฟายว่าเสือโคร่งกำลังจะสูญพันธุ์ สิ่งที่เราจำเป็นต้องแสดงให้เห็นคือเราจะอนุรักษ์เสือโคร่งไว้ได้อย่างไร” อุลลาสกล่าว
ในอุทยานแห่งชาตินากาโฮเลในแคว้นคาร์นาตากา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเสือโคร่งในอินเดียและพื้นที่วิจัยของอุลลาส กุญแจสำคัญที่ทำให้การอนุรักษ์เสือโคร่งที่นี่ประสบความสำเร็จคือการมีระบบการตรวจวัดประชากรเสือโคร่งและเหยื่อที่มีมาตรฐาน ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีการศึกษาเสือโคร่งต่อเนื่องยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
“คิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ เสือจะอยู่ได้ต้องมีเหยื่อ เสือโคร่งหนึ่งตัวต้องกินเนื้อสัตว์กีบจำนวนมาก หากคิดเป็นตัวก็ตกปีละ 50 ตัว การจะมีกวางให้เสือล่ากินได้อย่างน้อย 50 ตัวทุกปี คุณก็ต้องมีฝูงกวางในธรรมชาติอย่างน้อย 500 ตัว สรุปเป็นสมการง่ายๆ เสือโคร่ง 1 ตัวเท่ากับกวาง 500 ตัว ถ้าคุณไม่สามารถรักษาประชากรของสัตว์ที่เป็นเหยื่อได้ แน่นอนว่าเสือโคร่งก็อยู่ไม่ได้” อุลลาสอธิบาย
การมีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับจำนวนเสือโคร่งและเหยื่อของเสือโคร่งทำให้อุลลาสสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เขาและเจ้าหน้าที่อุทยานได้ปรับปรุงระบบลาดตระเวนเพื่อปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ มีการทำงานมวลชนสัมพันธ์กับชุมชนที่อยู่ชายขอบ และได้ทำการอพยพเอาชุมชน 12 หมู่บ้านที่อยู่ใจกลางพื้นที่ออกนอกเขตอุทยานเพราะผลการศึกษายืนยันว่าการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของเสือโคร่งในระยะยาว แม้บางชุมชนจะไม่มีการล่าเสือแต่ก็มีการล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อเพื่อเป็นอาหาร หรือมีการเก็บหาของป่าไปทั่วบริเวณซึ่งทำให้เกิดการรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ผู้ล่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากประสบการณ์ของอุลลาส การอพยพคนออกจากเขตอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องสร้างความขัดแย้งเสมอไป เขาเริ่มต้นโครงการโดยอาศัยความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนภาคสังคมเพื่อให้เหตุผลและข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับแผนการอพยพ และอาศัยนักสังคมศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยและตอบข้อสงสัยเช่น จะอพยพไปที่ไหน มีอะไรรองรับ และได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทุกฝ่ายดำเนินการอย่างจริงใจและโปร่งใส แนวทางดังกล่าวก็ดูจะเป็นทางออกที่สดใสสำหรับสัตว์ป่า
“เขตท่องเที่ยวที่คุณสามารถเห็นเสือได้ทุกวันนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นที่ตั้งชุมชนอันวุ่นวาย ภายในเวลา 10 ปีคุณเห็นได้ชัดเจนว่าสัตว์ป่าหลายชนิดกลับมาแล้ว เมื่อสัตว์กีบกลับมาเสือโคร่งก็กลับมา และตอนนี้ชุมชนที่ย้ายไปอยู่รอบนอกก็สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ มีไฟฟ้า มีโรงเรียน มีอนามัย มีถนนลาดยาง แทนที่จะต้องเป็นปฏิปักษ์กับพื้นที่อนุรักษ์ไปตลอดในเรื่องของการพัฒนา แล้วตอนนี้ชุมชนเองยังสามารถใช้ประโยชน์ทางอ้อมจากพื้นที่ภายในอุทยานได้ในรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าเช่นการจัดการท่องเที่ยวดูสัตว์ป่า” อุลลาสเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่นากาโฮเล
ข่าวดีอีกอย่างมาจากงานวิจัยเสือโคร่งล่าสุดของอุลลาสที่นำข้อมูลการดักถ่ายภาพกว่าสิบปีมาวิเคราะห์หาข้อมูลด้านพลวัตรประชากรเสือโคร่ง เขาพบว่าทุกปีเสือโคร่งถึง 23% หายไปจากพื้นที่ไม่ว่าจะด้วยการถูกล่าหรือได้แพร่กระจายไปอยู่ที่อื่นแต่ระดับประชากรของเสือโคร่งตลอดสิบปีที่ผ่านมายังคงเท่าเดิม นั่นหมายความว่าเสือโคร่งสามารถรับมือกับปัจจัยคุกคามได้มากกว่าที่คิดและมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายไปยังเขตอาศัยดั้งเดิมได้ถ้าได้มีการจัดการอนุรักษ์อย่างถูกต้อง
“แม่เสือให้กำเนิดลูก 3-4 ตัวทุกๆ 2-3 ปี ดังนั้นจะเห็นว่าถ้าเสือได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง พวกมันสามารถฟื้นฟูประชากรตัวเองได้อย่างรวดเร็ว” อุลลาสเปิดเผย
วันนี้ชะตากรรมของเสือโคร่งในหลายๆ พื้นที่ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่อย่างน้อยก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าในปัจจุบันเรามีความรู้ที่เป็นศาสตร์และศิลป์ของการอนุรักษ์เสือโคร่งอย่างเพียงพอ คงอยู่ที่ว่ามนุษย์จะเอาจริงเอาจังกับอนาคตของจ้าวป่าชนิดนี้แค่ไหน หรือจะปล่อยให้เสือโคร่งค่อยๆ ตายจากไป และสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติตลอดกาล
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 91 มีนาคม-เมษายน 2550



