You Are What You Freeze
- ฆัสรา ขมะวรรณ -
You are what you eat เป็นประโยคที่ได้ยินกันบ่อยในกระแสคำนึงเรื่องสุขภาพทุกวันนี้ หลายคนที่พูดประโยคนี้เพราะต้องการให้ตระหนักว่า ของที่เราจะเอาใส่ปากกินนั้นมีส่วนกำหนดชะตาชีวิตเราได้มากแค่ไหน แต่เราเป็นอะไรดูได้เฉพาะในสิ่งที่เรากินหรือ? พ้นไปจากสิ่งที่เรากินแล้ว ความเป็นเราสะท้อนจากจุดอื่นๆก่อนและหลังกระบวนการกินได้หรือไม่? หากการกินไม่ได้มีเพียงแง่มุมทางโภชนาการของสิ่งที่เรากิน มีแง่มุมไหนอีกบ้างที่เรา “เป็น” โดยมองจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกินของเรา?
ผู้เขียนอยากเสนอให้ลองขุดค้นตัวตนการกินของเรา ผ่านเครื่องใช้ประจำบ้านที่แสนจะใกล้ปากเราที่สุดชิ้นหนึ่ง คือตู้เย็น และของต่างๆในตู้เย็น ทั้งที่กินแล้ว ยังไม่กิน ยังไม่ทำ หรือคงไม่ได้ใช้ทำอะไรแต่ก็ยังคงเก็บไว้ ฯลฯ ว่าเกี่ยวข้องกับความเป็นเราอย่างไร? ตัวตนของเราบ่งชี้ได้จากของที่เราแช่ไว้อย่างไร?
ตู้เย็น สิ่งประดิษฐ์แห่งยุคสมัยใหม่ที่ตอบสนองประวัติศาสตร์การจัดการความเย็นของมนุษย์ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล ได้กลายเป็นเครื่องใช้ประจำบ้านในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แพร่หลายร่วมสมัยกับเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ทีวี และสุขภัณฑ์ในแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ตู้เย็นจึงเป็นเครื่องใช้ที่ไม่เคยตกไปจากกระแสการวิจารณ์วัฒนธรรมบริโภค ในฐานะรูปธรรมของความอยากได้ใคร่มีของบรรดา “ราชาเงินผ่อน” ทั้งหลาย เป็นตัวแทนของทุนและบริโภคนิยมที่ทะลุทะลวงไปถึงทุกพื้นที่ห่างไกล เป็นสิ่งอัปลักษณ์ที่ทำให้วิถีชีวิตแบบพอเพียงต้องแปดเปื้อน ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินและงมงายกับความทันสมัย
ในแง่สัญลักษณ์ การครอบครองตู้เย็นมีความหมายในตัวเอง มันบอกคนอื่นๆว่า เจ้าของเป็นคนล้ำสมัยแค่ไหน อย่างเพื่อนหลายคนในเวียดนาม ทั้งที่เป็นคนเวียดและเป็นคนไต มักนิยมใช้ตู้เย็นที่มีภาษาไทยกำกับ แม้ว่าในตู้อาจจะไม่มีอะไรนอกจากน้ำเปล่า หรือบางบ้านก็ไม่ได้เสียบปลั๊กด้วยซ้ำ ไม่ต่างจากคนไทยหลายครอบครัวที่นิยมซื้อตู้เย็นสองประตูสัญชาติอเมริกันมาใช้
ไม่เพียงจะเป็นสัญลักษณ์ ตู้เย็นเป็นส่วนสำคัญของชีวิตทางการกินของเรา ด้วยความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของมัน ซึ่งแสดงออกง่ายๆด้วยคำพูดว่า “เอาเข้าตู้เย็นสิ ไม่เสียหรอก” “เพิ่งออกมาจากตู้เย็น กินได้” “ซื้อเยอะๆ เดี๋ยวเข้าตู้เย็นเลย” “เค้กนี่ตั้งแต่ปีใหม่ ยังเหมือนเดิม เพราะฟรีซอยู่ตลอด” ในทางกลับกัน ความผิดหวังเช่น “ว้า..ขึ้นราได้ยังไง เก็บอยู่ในตู้เย็นตลอดเลยนะ” สะท้อนอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของตู้เย็นได้ไม่แพ้กัน
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของตู้เย็นคืออะไร คือ eternity หรือสภาวะอภิมหาอมตะนิรันกาลของวัตถุหนึ่ง เป็นสัญญาว่าอะไรก็ตามที่ถูกโยนเข้าไปจะคงสภาพสดอย่างที่เคยเป็น จึงช่วยไม่ได้ที่ตู้เย็นจะแปรความหมายจากวัตถุเก็บความเย็นเพื่อการถนอมอาหารบางชนิดไปเป็น “ห้องเก็บของ” ที่เก็บได้ทั้งอาหาร และสิ่งที่ไม่ใช่อาหารอื่นๆ เช่น ยา เครื่องสำอาง แผ่นเจลประคบ (cold pack) และ”ขยะ”ในความหมายของสิ่งที่ไม่กินแล้ว แต่ยังไม่ทิ้ง
อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแต่การมีอยู่ของมันเท่านั้นที่เป็นประเด็นวิจารณ์การบริโภค แต่ควรให้ความสำคัญกับการมองข้าวของในตู้เย็นด้วยว่า สะท้อนความเป็นเราอย่างไร และบ่งบอกดีกรีการบริโภค หรือเป็นส่วนหนึ่งของบริโภคนิยมขนาดไหน
พูดอีกอย่างคือ เมื่อหน้าที่ของตู้เย็นคือการเก็บของ น่าสนใจว่าการเก็บอะไร เก็บอย่างไร สะท้อนถึงอะไรได้บ้าง ของที่อยู่ในตู้ ส่วนหนึ่งบอกว่าเราคิดอย่างไรกับปากท้อง กับร่างกายตัวเอง ส่วนหนึ่งบอกอำนาจซื้อ ส่วนหนึ่งบอก life style ทั้งในแง่ชีวิตที่เป็น และชีวิตที่อยากเป็น อีกส่วนบอกนิสัยการจับจ่าย การจัดระเบียบ บอกรสนิยม และอีกไม่น้อยที่บอกถึงความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
หลายคนสะสม life style ที่อยากเป็นไว้ในตู้เย็น เครื่องแสดง life style ที่ดูได้จากตู้เย็นก็เช่นว่า บางคนซื้อผักปลอดสารพิษมา “เก็บ” ไว้ แต่ของที่กินจริงกลับเป็นสลัดที่ขายตามตลาดนัด ซื้อผลไม้นำเข้าราคาแพงมาประดับตู้ แต่ชีวิตประจำวันนอกบ้านไม่เอื้อให้กินอะไรได้มากกว่าผลไม้พื้นๆ จากรถเข็นข้างทาง บางคนเปิดไวน์ดื่มไม่หมดแล้วแช่ทิ้งไว้จนเปรี้ยวบูด คงเพราะเห็นว่าเป็นของมีค่า แทนที่จะดื่มเสียให้หมดหรือไม่ก็เขวี้ยงทิ้งไป สู้เก็บสะสมไว้สร้างราศีให้ตัวตนในตู้เย็นจะดูดีกว่า
ตู้เย็นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หลายคนใช้ซ่อนซุก และสื่อความสัมพันธ์ทางสังคมของตน ของหลายอย่างทิ้งไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่คนสำคัญให้มา กินก็ไม่เป็น จะทิ้งก็ไม่ได้ เหมือนหลายอย่างในชีวิตและบ้านเรือน ในแง่นี้ ตู้เย็นจึงเป็นดั่งตู้โชว์ของฝาก ที่ส่วนใหญ่ไร้ค่าทั้งทางเศรษฐกิจและศิลปะ แต่สำคัญอย่างยิ่งต่อเยื่อใยทางสังคม
สำหรับคนช่างเก็บและคนที่มีเยื่อใยต่อสิ่งต่างๆ ของชิ้นหนึ่งๆเป็นตัวแทนของสิ่งอื่นๆเสมอ เช่น เครื่องสำอางเก่าที่เห็นเป็นแรมปีในตู้เย็นของแม่ ทิ้งไม่ได้ เพราะเป็นของที่ลูกซื้อให้ หรือเห็ดหอมที่แม่ค้าวัยแปดสิบจากตลาดแห่งหนึ่งในฮานอยให้ผู้เขียนในวันที่เรากลับเมืองไทย ผ่านมาหนึ่งปีเต็ม ยังเก็บบางส่วนไว้ และดีใจทุกครั้งที่เห็นมันยังอยู่ก้นตู้ ยังแถมด้วยน้ำพริกที่เพื่อนคนลาวตำให้กินรับขวัญในวันที่กลับมาอเมริกา ที่ไม่ยอมกินให้หมด เพราะได้มาอย่างแสนยากเย็น และมันได้เลื่อนสถานภาพจากของกินไปสู่ตัวแทนหรือบทพิสูจน์ของมิตรภาพระหว่างเรา
หากรวมนิสัยรักการซื้อ และความดื่มด่ำในการเก็บเข้าด้วยกัน พื้นที่เล็กๆของตู้เย็นตู้หนึ่งอาจกลายสภาพเป็น “แหล่งโบราณคดี” ได้ ในยามที่ต้องการใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง การต้องคุ้ย แคะ ขุด แยกแยะ กวาด หรือบางคราวต้องโกย สิ่งต่างๆในตู้เพื่อหาสิ่งที่ต้องการ อาจให้ความรู้สึกไม่แพ้การสำรวจแหล่งโบราณคดีขนาดยักษ์เลยทีเดียว
ในแง่หนึ่ง ของใช้ประจำบ้านชิ้นนี้ อันที่จริงทำหน้าที่คล้ายพื้นที่ที่เชื่อมปัจเจกบุคคล ครัวเรือน และพื้นที่อื่นๆ เข้าด้วยกัน มองในแง่ดี ชีวิตเราไม่ถูกจำกัดด้วยท้องถิ่นอีกต่อไป การมีอยู่ของพื้นที่เล็กๆนี้ เอื้อต่อการเปิดโลกทางการกิน ทำให้ผลิตภัณฑ์หนึ่งๆเดินทางพ้นไปจากพื้นที่เดิม และมีชีวิตยืนยาวข้ามพ้นเวลาตามธรรมชาติของมัน
แต่อีกแง่หนึ่ง ไม่ว่าใครจะเป็นปฏิปักษ์กับบริโภคนิยมหรือไม่ แค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตปัจจุบันตกอยู่ภายใต้ระบบการผลิตและการบริโภคขนาดมหึมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาถึงตัวเรา เข้าไปแช่อยู่ในตู้เย็น ลองดูในตู้เย็นว่าแยมที่เรากินมาจากไหน เรากินเนยถั่วหรือไม่ ผักตระกูลอะไรที่เรากิน เรากินแอปเปิ้ล กระเทียมจากจีนหรือเปล่า ไอศกรีม ชอกโกแลต ของกินที่ทั้งนำเข้า และที่ต่างชาติมีหุ้นหรือใช้ไทยเป็นฐานการผลิต สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางข้ามพรมแดนของสินค้าและทุน
ในแง่นี้ตู้เย็นและของในตู้จึงบอกตัวตน บอกที่ทางของเราในสายพานการบริโภค เป็นข้อต่อสุดท้ายระหว่างระบบการผลิตและการบริโภคขนาดยักษ์ในและนอกพรมแดน กับร่างกายของปัจเจกบุคคล
ลองจินตนาการดูว่า อาหารมหาศาลจากสายพานการผลิต ถูกกระตุ้นให้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่า แรมเดือนแรมปี เดินทางไปสู่กระเพาะ ลำไส้ เราหมดได้อย่างไร ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จัดการกับความจริงของการบริโภคขนาดมโหฬารอย่างนี้ได้
ตู้เย็นจึงเป็นวัตถุสุดท้ายของการลำเลียงและสะสม ก่อนที่ส่วนน้อยจะลงไปสู่กระแสเลือดและเซลส์ และส่วนใหญ่ของของในตู้จะถูกคัดทิ้งลงถังขยะอย่างอาลัยอาวรณ์ อีกนัยหนึ่ง ตู้เย็นกลายเป็นส่วนขยายในจินตนการของเลือดเนื้อซึ่งทรงพลานุภาพในการบริโภคแทบไม่มีสิ้นสุด
จึงไม่ใช่เพียง you are what you eat แต่ you are what you freeze ด้วย ที่บอกความเป็นเรา
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2549



