Who am I? (3)
ดีเร็ก พาร์ฟิต (Derek Parfit) บอกว่าวิลเลียมส์มองการเปลี่ยนแปลงตัวตนไม่ถูก เพราะเหตุการณ์สมมติของวิลเลี่ยมส์เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลันทั้งหมด คือ การถ่ายทอดทางความทรงจำทีเดียวทั้งหมด การเปลี่ยนคนจากคนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่งไปในทันที หรือแม้แต่การผลิตซ้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจในคราวเดียว
แต่ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงตัวตนของเรานี้อาจไม่มีจุดเปลี่ยนอันเฉียบพลันอย่างนั้น เราอาจระบุจุดของเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ รวมทั้ง อาจระบุไม่ได้เลยว่า ณ เวลานี้ เราคือใคร หรือ คนๆ นี้เป็นใคร เราเป็นคนเดิมหรือไม่
พาร์ฟิตบอกว่า การเปลี่ยนแปลงตัวตนอาจมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละส่วนๆ หรือทีละน้อยๆ จนเราไม่ทันสังเกตเห็น (successive selves) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ไม่จำเป็นต้อง download ความทรงจำ ไม่จำเป็นต้องโคลนนิ่ง) แต่ทำได้โดยการค่อยๆ รับเอาความทรงจำ ความเชื่อ ความคิด ค่านิยม การมองโลก ของอีกคนหนึ่งมาเรื่อยๆ แล้วซึมซับจนกลายเป็นของตัวเอง หรือแม้แต่การค่อยๆ เปลี่ยนหน้าตาตัวเองไปทีละนิดๆ จนกลายเป็นอีกคน (ลองนึกถึงไมเคิล แจ็กสัน)
ลองสมมติว่า นางสาวแพรวกำลังค่อยๆเปลี่ยนตัวตนของเธอในตอนนี้ไปเป็นนายเฮงทั้งร่างกายและจิตใจ ในขณะที่นายเฮงก็กำลังค่อยๆเปลี่ยนตัวตนของเขาในตอนนี้ไปเป็นนางสาวแพรวทั้งร่างกายและจิตใจ เราไม่มีทางระบุได้เลยว่า ทั้งสองคนสลับตัวกันตอนไหน และในเวลาที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยๆ (สมมติว่าเป็นช่วงกลางของการเปลี่ยนแปลง—โอ ไม่อยากจะคิดภาพ) เราไม่มีทางระบุได้เลยว่า ตอนนี้นางสาวแพรวคือใคร เพราะเธอไม่ใช่นางสาวแพรว (เธอเปลี่ยนไปมากแล้ว) แต่ว่าเธอก็ยังไม่ใช่นายเฮง (เพราะเธอยังเปลี่ยนไม่หมด เหลืออีกครึ่งทาง) (1)
หรือ ลองจิตนาการถึงการเปลี่ยนแปลงของสี เช่นจากสีน้ำเงินค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสีส้ม ช่วงครึ่งทางของการเปลี่ยนแปลงนั้น สีจะไม่ใช่ทั้งสีน้ำเงินหรือสีส้ม แต่เป็นสีอื่นไปเลย
การเปลี่ยนแปลงตัวตนของเราแต่ละคน ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกันนี้ ก็คือ ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อยๆ จนในที่สุดไม่เหลือเค้าเดิมเลย แล้วเราก็ยังต้องเปลี่ยนแปลงต่อไปอีกเรื่อยๆ จนเราไม่มีทางระบุได้เลยว่าในเวลานี้ เราคือใคร
สุดท้าย ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลันหรือเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็คือ เราสามารถเปลี่ยนแปลงจากตัวเราในตอนนี้ไปเป็นอีกคนหนึ่งได้อยู่ดี ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนไม่มีอะไรเหลือเป็น one-one ที่สามารถใช้ระบุความเป็นเราที่แท้จริงได้เลย
ที่ข้าพเจ้าเขียนไว้ตอนต้นว่า ตัวตนของเราดูเหมือนจะระบุชี้ชัดได้ง่ายกว่าแม่น้ำ แต่ในที่สุดก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน (หรือยังทำไม่ได้ด้วยเหตุผลในตอนนี้) ฉะนั้น ในอีกห้าปีข้างหน้า ในวันที่อากาศดีอีก ถ้าข้าพเจ้ากลับไปยืนที่เดิม ข้าพเจ้าอาจไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว และแม่น้ำที่ข้าพเจ้ายืนก็อาจไม่ใช่แม่น้ำสายเดิมเช่นกัน (ถ้าคิดตามเหตุการณ์สมมติที่กล่าวมา ไม่แน่ข้าพเจ้าอาจจะไปยืนอยู่ริมน้ำในร่างของนายเฮง แล้วก็มีตัวข้าพเจ้าแบบนั้นอีกสิบคนไปยืนอยู่ด้วยกันก็เป็นได้!)
ผลของการหาสิ่งระบุตัวตนไม่ได้
เมื่อเราหาสิ่งที่เป็น one-one ที่ใช้ระบุตัวตนของเราไม่ได้ และเราอธิบายร่างกายและจิตใจของเราให้เป็น one-one ไม่ได้ นักปรัชญาหลายคน (รวมทั้งพาร์ฟิต) เชื่อว่าตัวตนของเราที่แท้อาจไม่มีอยู่จริง เราอาจเป็นเพียงก้อนประสบการณ์ที่ถูกสร้างขึ้น (เช่นจากการเรียนรู้ และสะสมประสบการณ์) และสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การตัดสินใจใดๆไม่ว่าในระบบใหญ่ เช่นระบบการเมือง หรือในระบบเล็ก เช่น ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจที่ตัวตนของบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ หรือ บุคลิกลักษณะต่างๆ ของบุคคล แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลที่เป็นกลาง หรือ ประโยชน์ส่วนรวมก็เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น ในระบบการเมือง สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ สามารถตัดสินได้โดยดูที่ประโยชน์ของส่วนรวมทั้งหมดแทนที่จะมองไปที่ความต้องการของแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบุคคล ทั้งนี้เพราะตัวตนของกลุ่มหรือบุคคลไม่มีอยู่จริง (หรือหาเหตุผลที่ดีพอมาสนับสนุนความมีอยู่จริงนั้นมิได้)
เมื่อตัวตนไม่มีอยู่จริง ความต้องการอันแท้จริงของแต่ละกลุ่มแต่ละบุคคลก็ไม่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน ทั้งหมดเป็นเพียงก้อนประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆและไม่น่าสนใจ (นี่อาจเป็นที่มาของแนวคิดหลายๆอันที่เน้นประโยชน์ส่วนรวมและความเป็นกลางมากกว่าสนใจในเรื่องส่วนบุคคล เช่น แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม)
หรือ
ในความสัมพันธ์ ถ้ามีคนหนึ่งเอาเปรียบอีกคนหนึ่ง เราจะไม่มองว่าคนนั้นไม่ดีที่ตัวของเขา (เพราะตัวตนของเขาอยู่ตรงไหนกัน?) แต่มองว่าสิ่งที่สร้างประสบการณ์ให้เขา สิ่งที่หล่อหลอมความรู้และจิตใจของเขาต่างหากที่ไม่ดี นั่นคือ มองแต่สิ่งที่อยู่นอกตัวตน ไม่ตัดสินที่ตัวตน
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อแบบนั้น นักปรัชญาหลายคน เช่น วิลเลียมส์เองยังเชื่อว่าตัวตนของคนมีอยู่จริง (แม้ว่าเราอาจจะยังหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดนี้ได้ไม่ดีพอ) ตัวตนไม่ใช่แค่ก้อนประสบการณ์ และไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายๆ ไม่ใช่สิ่งที่มองข้ามได้ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากๆ เช่น ในการตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่าง ถ้าเราตัดสินโดยดูที่ประโยชน์ส่วนรวมตลอดเวลา และมองข้ามตัวเอง ก็กลายเป็นเราหลอกตัวเอง ไม่เคารพตัวเอง ซึ่งบางครั้งสิ่งที่เราตัดสินใจนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราเป็นอย่างมาก (มากกว่าที่จะเกี่ยวกับส่วนรวม)
ตัวอย่างเช่น ถ้านายเฮงต้องตัดสินใจตัดสินใจเลือกอาชีพ ระหว่างการเป็นทหาร กับการเป็นนักดนตรี พ่อของนายเฮงบอกว่าอยากให้เขาเป็นทหารเพราะว่าทุกคนในตระกูลเป็นทหารหมด และที่สำคัญ ถ้าได้เป็นทหารนายเฮงจะได้รับใช้ชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า แต่ว่านายเฮงชอบดนตรีมาก ถ้าขาดดนตรี ชีวิตของเขาจะไม่มีความหมายเลย
ทีนี้ถ้าตัวตนของคนไม่มีอยู่จริงอย่างที่นักปรัชญาบางกลุ่มเชื่อ ความชอบดนตรีของนายเฮงก็ไม่ใช่ความชอบแท้จริงแต่เป็นเพียงก้อนประสบการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมา และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ดังนั้น นายเฮงไม่ควรสนใจความชอบของตน (เพราะมันปลอม) แต่ควรมุ่งมั่นทำเพื่อส่วนรวมมากกว่า
นายเฮงควรจะเป็นทหารอย่างนั้นหรือ? ไม่น่าจะใช่ การมองข้ามตัวตนของบุคคลดูจะเป็นสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึกของเรามากกว่า
ในทางการเมืองก็เช่นกัน ถ้ามองเพียงประโยชน์ส่วนรวม มองอย่างเป็นกลางตลอดเวลา ก็อาจจะมองข้ามความสำคัญของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการการปฏิบัติพิเศษ เช่น กลุ่มคนพิการ เป็นต้น นั่นคือ ถ้ามองแต่ประโยชน์ส่วนรวมแล้วอาจจะไม่ต้องสร้างตึกหรือมีอุปกรณ์พิเศษเพื่อคนพิการก็ได้ แล้วตัวตนของคนพิการก็จะถูกมองข้ามไป (เพราะคิดว่าตัวตนไม่มีอยู่จริงและไม่สำคัญ) ซึ่งนั่นก็ขัดกับสามัญสำนึกเช่นเดียวกัน
ดังนั้น แนวคิดที่ว่าตัวตนน่าจะมีอยู่จริงจึงมีน้ำหนักมากขึ้น บางทีสิ่งที่อยู่ภายในตัวบุคคล ความรู้สึก ความต้องการ เอกลักษณ์ในลักษณะ one-one น่าจะมีอยู่จริง แต่ว่าเราหาเหตุผลมาบอกอย่างชัดเจนไม่ได้ (ในเวลานี้) ว่ามันมีอยู่จริงที่ใด อยู่ตรงไหนและจะอยู่ไปอีกนานเท่าไร
วิลเลี่ยมส์บอกว่า ในเรื่องของความดี ความชั่ว ความถูกผิดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่วัดได้ (ทั้งหมด) ด้วยเหตุผล หรือองค์ความรู้ที่มีอยู่ (เช่นทฤษฎีต่างๆ) แต่อาจอยู่นอกเหนือไปจากเหตุผลและองค์ความรู้ทั้งปวง ข้าพเจ้าจึงคิดว่า เป็นไปได้ไหมว่า ในเรื่องตัวตนก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน ไม่แน่ ตัวตนอาจจะเป็นสิ่งที่เราอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ หรือใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในเวลานี้ทั้งหมดมาอธิบายไม่ได้ แต่เราก็รู้สึกว่ามันมีอยู่จริง และควรให้ความสำคัญ (แม้ว่าข้าพเจ้าจะไปยืนที่ริมน้ำในร่างของนายเฮง พร้อมกับคนที่เหมือนกันอีกสิบคน ก็อาจไม่ได้หมายความว่า ตัวตนของข้าพเจ้าไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่ one-one และไม่มีความสำคัญ)
ถ้าเป็นอย่างนั้น เราคงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลใดๆมาเพื่อสนับสนุนหรืออธิบายว่าตัวตนของเราอยู่ที่ไหน และเราเป็นใคร เพราะเราคงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่อยู่นอกเหนือเหตุผลกระมัง
หมายเหตุผู้เขียน: ความคิดเรื่องตัวตน (identity) มีหลากหลาย แต่ในบทความชุดนี้ ข้าพเจ้าเน้นเฉพาะไอเดียของวิลเลี่ยมส์และพาร์ฟิตเท่านั้น และมิได้ล้วงลึกไปถึง philosophy of mind
อ้างอิง:
Derek Parfit (1984) Reasons and Persons Oxford: Clarendon Press.
เชิงอรรถ:
(1) พาร์ฟิตพูดถึงแต่การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ/ความทรงจำเท่านั้น เขาไม่ได้รวมการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเข้าไปด้วย แต่ข้าพเจ้าเพิ่มเข้าไปเอง เพราะมีความเป็นไปได้เหมือนกัน



