การขาดทุนทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานว่า ณ สิ้นปี 2549 ที่ผ่านมา ฐานะเงินสำรองทางการ หรือเงินสำรองระหว่างประเทศ มีมูลค่าทั้งหมด 67 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากย้อนกลับไปเทียบกับตัวเลขข้อมูลเดียวกันนี้เมื่อสิ้นปี 2548 (12 เดือนก่อนหน้า) จะพบว่า มูลค่าของเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยมีค่าเพียง 52.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ฐานะของเงินสำรองทางการที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 14.9 พันล้านบาท ในช่วงหนึ่งปีนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินสำรองระหว่างประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มแบบก้าวกระโดด เพราะจากตัวเลขสถิติย้อนหลังกลับไปถึงปี 2543 ไม่มีปีไหนเลยที่เงินสำรองทางการจะเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วเช่นในปีที่ผ่านมานี้ (ดูตารางที่ 1 ประกอบ)
ตารางที่ 1 เงินสำรองทางการ และส่วนเพิ่ม 2543-2549 (หน่วย พันล้านเหรียญสหรัฐ)

เมื่อคลิกเข้าไปดูในเว็บของธนาคารแห่งประเทศไทย ในหน้าของ “เครื่องมือชี้เศรษฐกิจมหภาคของไทย” เราจะพบถึงที่มาของส่วนเพิ่มของเงินทุนสำรองทางการนี้ได้ ข้อมูลที่สำคัญที่ช่วยให้ความกระจ่างกับเราได้ก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับดุลการชำระเงิน (balance of payments) และองค์ประกอบของมัน เพราะว่าดุลการชำระเงินเป็นตัวบันทึกธุรกรรมที่ประเทศมีกับต่างชาติ อันมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และการสั่งสมสินทรัพย์ (ในรูปสกุลเงินต่างประเทศ) ของไทย โดยองค์ประกอบหลักของดุลการชำระเงินคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด (current account) และบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย (capital account)
ดุลบัญชีเดินสะพัดจะบันทึกธุรกรรมที่เกิดจากการค้าขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศเป็นหลัก ในขณะที่บัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น จะเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่เป็นการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ หรือลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง
หากประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกไปขายยังต่างประเทศสูงกว่ามูลค่าของสินค้านำเข้า เราจะมีดุลการค้าเกินดุล และจะมีผลบวกต่อดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการชำระเงิน เพราะจะมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าโดยสุทธิ (คือมากกว่าเงินตราต่างประเทศที่ไหลออกไปในรูปเงินชำระค่าสินค้านำเข้า)
เช่นเดียวกันกับการเกินดุลในบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย หากมีต่างประเทศนำเงินตราเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากกว่า มูลค่าของเงินทุน ที่ไหลออกไปเพื่อการแสวงหาผลตอบแทนในต่างประเทศ การเกินดุลนี้ย่อมทำให้ดุลการชำระเงินของประเทศเกินดุล และส่งผลให้ฐานะของเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ตัวเลขข้อมูลในตารางที่ 2 แสดงให้เห็นถึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2549 นี้ มีที่มาจากแหล่งไหน ในจำนวนเท่าใด (ดูตารางที่ 2 ประกอบ)
ตารางที่ 2 ดุลการชำระเงิน และองค์ประกอบ 2543-2549 (หน่วย พันล้านเหรียญสหรัฐ)

การเพิ่มขึ้นของเงินสำรองทางการในปี 2549 นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (มูลค่าของการเกินดุล เท่ากับ 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และการเกินดุลในบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย (มูลค่าของเงินทุนไหลเข้าสุทธิเท่ากับ 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ)
ความตื่นเต้นในจำนวนเงินสำรองทางการที่ เพิ่มสูงนี้ กลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง เมื่อในรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุต่อมาว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยประสบกับการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน อันเกิดจากมูลค่าของ เงินสำรองระหว่างประเทศที่ลดมูลค่าลงตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นจำนวนถึง 173 พันล้านบาท (อ่านว่า หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นสามพันล้านบาทก็ได้ครับ)
ข่าวชิ้นเท่านี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วไป และถูกใช้เป็นเครื่องมือของสื่อบางฉบับ เพื่อสร้างกระแสให้ผู้คนรู้สึกโกรธแค้นในการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย
มูลค่าของการขาดทุน ซึ่งสมควรเรียกว่าเป็นการขาดทุนในทางบัญชีนั้น มีค่ามหาศาลอาจจะทำให้หลายคนไม่ฉุกคิดถึงต้นเหตุหรือที่มาของการคำนวณ มูลค่า และละเลยข้อมูลฐานะที่แท้จริงของเงินสำรองทางการของประเทศ
ตัวเลขมูลค่าขาดทุนทางบัญชี ทำให้คนเรา มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ฐานะของเงินสำรองระหว่างประเทศขณะนี้มั่นคงอย่างที่สุด เพราะมีมูลค่ามากถึง 6 หมื่น 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และได้เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 12 เดือน (เพิ่มขึ้น 1 หมื่น 4 พัน 9 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระหว่างปี 2548-2549)
และที่สำคัญคือ ทำให้คนส่วนใหญ่ลืมคิดไปว่า นี่เป็นการสูญเสียทางบัญชี ตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ผลของค่าเงินดอลลาร์อ่อนนี้ ทุกประเทศที่ถือเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินสำรองทางการต่างล้วนประสบชะตากรรมเดียวกันกับประเทศไทย
นักเศรษฐศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า ค่าเงินดอลลาร์ที่ผันผวนนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศหนึ่งประเทศใด ลองคิดง่ายๆ นะครับ เมื่อสิ้นปี 2548 ประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศเท่ากับ 52.1 พันล้านดอลลาร์ มีมูลค่าที่คิดเป็นเงินบาท คำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สิ้นปี 2548 (40.3 บาท ต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ) จะได้เท่ากับ 2,099.63 พันล้านบาท หรือราวสองล้านล้านบาท
สมมติว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ทำอะไรกับเงินสำรองก้อนนี้ และประเทศไทยมิได้มีการเกินดุลหรือขาดดุลในดุลการชำระเงินตลอดช่วงปี 2549 เลย นั่นคือจะสมมติให้จำนวนเงินสำรองทางการในระหว่างปี 2548 กับ 2549 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แต่จะให้มีเพียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2549 อ่อนตัวลงจากเมื่อหนึ่งปีก่อน และหนึ่งเหรียญดอลลาร์แลกเงินบาทได้เพียง 37.9 บาท
ดังนั้นเวลาเราคำนวณมูลค่าในทางบัญชีของเงินสำรองทางการ ณ สิ้นปี 2549 เราจะพบว่ามูลค่าในรูปเงินบาทนั้นลดลงอย่างมาก โดยมูลค่าของเงินสำรองทางการจำนวน 52.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปี 2549 จะได้เท่ากับ 1,974 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวหนึ่งล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นสี่พันล้านบาท มูลค่าในทางบัญชีหายไปหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันล้านบาท โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำอะไรเลย
แม้ว่ามูลค่าความเสียหายจะมหาศาลเพียงใด แต่เราไม่อาจกล่าวหาและเอาความผิดกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้เลย ธนาคารแห่งประเทศไทยมิใช่จำเลยในความเสียหายที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่นอกเหนือการควบคุม และที่สำคัญความเสียหายนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าทางบัญชีเท่านั้น
ดังนั้น ในภาวะปัจจุบันที่ข่าวสารเข้ามาหาตัวเราในทุกสารทิศ การกลั่นกรองข่าวสารด้วยปัญญา ที่อยู่เหนืออารมณ์และอคติ จึงเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญ หากเราโอนอ่อนไปกับกระแสความเกลียดชังที่สื่อบางรายพยายามปลุกปั่นให้เกิดกับสถาบันหรือบุคคลสาธารณะบางราย โดยขาดวิจารณญาณและตรรกะแล้วไซร้ บ้านเมืองเราคงจะก้าวไปข้างหน้าได้ลำบาก
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘หอคอยงาช้าง’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 มีนาคม 2550



