Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


โลกาภิวัตน์กับคนจน

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -


“โลกาภิวัตน์” แปลว่าอะไร ? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง “การแพร่กระจายไปทั่วโลก การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่จุดใดสามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นต้น”

จากคำแปลดังกล่าว คำว่า “โลกาภิวัตน์” กินความหมายกว้างขวางมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้คน การค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น การแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ควบคุมได้ยาก แรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหลายท่านมักไม่ชอบพูดถึงคำว่า “โลกาภิวัตน์” มากนัก เนื่องจากเราไม่รู้ว่าจะ “วัด” ระดับของมันอย่างไร มีเพียงผู้ (ที่เราคาดว่า) รู้ว่าบางท่านได้กล่าวไว้คร่าวๆ ว่าโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงราว ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตใช้หัวเรื่องดังกล่าวเนื่องจากข้อมูลหลายส่วนที่ผมนำมาใช้ในบทความนี้ผม ได้รับมาจากเว็บไซต์ งานสัมมนาของ National Bureau of Economic Research (NBER) ในหัวข้อ Globalization and Poverty ในช่วงปลายปี ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) ที่ผ่านมาครับ ต้องขอขอบคุณ อ.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ เพื่อนอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้แนะนำเว็บไซต์มา ณ โอกาสนี้

สำหรับในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คำว่า “โลกาภิวัตน์” นั้นน่าจะถูกวัดจากระดับการค้า หรือการลงทุนระหว่างประเทศบนโลก ที่เพิ่มมากขึ้น งานเขียนต่างๆ ในงานสัมมนาของ NBER ก็วัดระดับการเปิดรับโลกาภิวัตน์ของประเทศต่างๆ ด้วยระดับการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศต่อรายได้ประชาชาติของประเทศนั้นๆ

ดังนั้น เพื่อขจัดปัญหาในการพูดคนละเรื่องเดียวกันที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ เวลาเราพูดถึงโลกาภิวัตน์ ผมขออนุญาตอธิบายไว้ตรงนี้เลยว่า คำว่า “โลกาภิวัตน์” ในบทความนี้วัดจากระดับการเปิดรับการค้า หรือการลงทุนระหว่างประเทศ โดยประเทศที่เปิดรับโลกาภิวัตน์มากกว่าหมายถึงประเทศที่มีระดับการค้า หรือมีการเปิดรับการลงทุนระหว่างประเทศต่อรายได้ประชาชาติที่สูงกว่านั่นเอง

ในประเด็นความสัมพันธ์ในเบื้องต้นระหว่างระดับโลกาภิวัตน์กับระดับความยากจนของประเทศนั้น จากการศึกษาในงานสัมมนาดังกล่าวซึ่งอาศัยข้อมูลในลักษณะอนุกรมเวลาของแต่ละประเทศ พบว่าเมื่อประเทศต่างๆ เปิดรับโลกาภิวัตน์มากขึ้น อัตราคนจนต่อประชากรทั้งหมดในประเทศจะลดต่ำลง งานศึกษาที่อาศัยข้อมูลในลักษณะ cross-section ระหว่างประเทศให้ภาพในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

ดังนั้น ข้อสรุปในเบื้องต้นของผมก็คือ กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลดีต่อกลุ่มคนจน “โดยเฉลี่ย” ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะปฏิเสธกระแสดังกล่าวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อเราหางานเขียนเชิงประจักษ์ที่ให้ภาพกับเราว่า การเปิดรับกับ กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ประเทศมีอัตราความยากจนมากยิ่งขึ้นได้น้อยเต็มที

ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ง่ายๆ โดยการเปิดรับการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้เราสามารถมุ่งเน้นในการผลิตสินค้าที่เรามี “ความถนัดเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage)” ในทางการผลิตได้ และนำเอาสินค้าดังกล่าว ไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ ที่เราต้องการในตลาดโลก ดังนั้นผลผลิตของประเทศต่างๆ จึงเพิ่มสูงขึ้น และระดับความยากจนของประเทศจึงลดต่ำลง

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของสรรพสิ่งอย่างหนึ่งก็คือ มันมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ไม่ใช่ว่าคนจนทุกคนจะได้รับผลดีจากกระแสโลกาภิวัตน์โดยการเปิดรับโลกาภิวัตน์ ทำให้คนจนบางส่วนยากจนลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่มีโครงสร้างสาธารณะที่เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีพอ

ถ้าจะอธิบายง่ายๆ คนจนซึ่งเดิมประกอบอาชีพ อยู่ในอุตสาหกรรมที่ประเทศนั้นๆ ไม่มีความได้เปรียบในการผลิต เมื่อประเทศนั้นๆ เปิดรับกับกระแสโลกาภิวัตน์ สินค้าชนิดเดียวกันที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศจะมีราคาถูกกว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวภายในประเทศหดตัวลง คนจนกลุ่มดังกล่าวก็จำเป็นจะต้องย้ายตนเองไปสู่อุตสาหกรรมอันใหม่ ที่ประเทศของตนมีความได้เปรียบในการผลิต

กลุ่มคนจนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในทางลบที่ชัดเจนครับ ในความเป็นจริงการย้ายอุตสาหกรรม ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ เพียงชั่วข้ามคืน การย้ายอุตสาหกรรมจำเป็นต้องอาศัยต้นทุนมากมายหลายชนิด ซึ่งที่ผมพอนึกได้ในตอนนี้ อาทิ ต้นทุนในการหางานใหม่ที่กำลังมีความต้องการแรงงาน ต้นทุนในการหาความรู้ และทำความเข้าใจกับอุตสาหกรรมนั้นๆ ต้นทุนในการฝึกทักษะฝีมือของตนเอง ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมอันใหม่ ต้นทุนในการเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่ตนเองไม่เคยมีความรู้หรือมีประสบการณ์มาก่อน ฯลฯ

และอย่าลืมความจริงที่สำคัญข้อหนึ่งซึ่งก็คือ คนจนเป็นกลุ่มที่มีทรัพยากรรองรับกับการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด แต่มักจะเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในทางลบที่รวดเร็วที่สุด

แน่นอนครับว่ากลุ่มคนจนจะต้องเป็นกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ ถ้าเป็นแรงงานมีฝีมือคนกลุ่มนี้คงไม่จน แรงงานไร้ฝีมือมีโอกาสที่จะถูกเลิกจ้างง่ายที่สุดครับ คนกลุ่มนี้ทำงานที่คนอื่นๆสามารถทำได้ ไม่ต้องอาศัยการลงทุนจากนายจ้างในการพัฒนาฝีมือทักษะแรงงานเท่าไรนัก ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อกระบวนการผลิตหรือการแข่งขันของอุตสาหกรรม สามารถหาคนอื่นๆ มาทดแทนได้ง่ายในอนาคต ดังนั้นโอกาสในการถูกเลิกจ้างเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงอยู่ในระดับสูงสุด

ในขณะที่คนกลุ่มนี้แทบจะไม่มีทรัพยากรของตนเองเพื่อลงทุนรองรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ลองจินตนาการถึงแรงงานที่ต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวสามชีวิตแต่ได้รับค่าจ้างในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำระดับต่ำกว่า 200 บาทต่อวันครับ อย่าว่าแต่จะเอาเงินไปฝึกทักษะฝีมือใหม่เลย แค่จะเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้อยู่รอดต่อไปอีก 2-3 วันก็ยากแล้ว

มาถึงจุดนี้ผมคิดว่าคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราจะเปิดรับกับกระแสโลกาภิวัตน์หรือไม่ แต่มันอยู่ที่เราจะจัดการกับกระแสโลกาภิวัตน์อย่างไรมากกว่า โดยการเปิดรับกับกระแสโลกาภิวัตน์ดังกล่าว ควรจะส่งผลกระทบในทางลบกับผู้คน โดยเฉพาะคนจนให้น้อยที่สุด

Ann Harrison ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ของ University of California, Berkeley ได้จัดทำข้อเขียนในลักษณะวรรณกรรมปริทัศน์ชื่อเดียวกันกับงานสัมมนา และส่วนหนึ่งในข้อเขียนนั้น ได้แนะนำโครงสร้างทางสาธารณะที่น่าสนใจ โดยผมขอแบ่งข้อแนะนำดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ครับ ซึ่งได้แก่

ในส่วนแรก ประเทศกำลังพัฒนาต้องการโครงสร้างสาธารณะ ที่ช่วยในการปรับตัวของแรงงานยากจน ในการย้ายตนเองไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ดังที่ผมได้อธิบายไปแล้วข้างต้นครับ โครงสร้างดังกล่าวในระยะสั้นประกอบด้วย หน่วยงานในการจัดหางาน การจัดทำยุทธศาสตร์และให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับงานและอุตสาหกรรมที่กำลังเป็นที่ต้องการ หน่วยงานพัฒนาฝีมือแรงงาน การลดระเบียบข้อบังคับในการย้ายงานหรือการจ้างแรงงานของนายจ้าง เป็นต้น

ในระยะยาวโครงสร้างในส่วนนี้รวมไปถึงโครงสร้างการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งระบบของประเทศ โดยโครงสร้างดังกล่าว ควรจะเป็นโครงสร้างที่เอื้อต่อคนจนในการพัฒนาตนเอง และโครงสร้างที่เปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ทรัพยากร ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีความรู้ในการประกอบกิจการต่างๆ และความรู้ในการเข้าถึงตลาดโลกอีกด้วย

ส่วนที่ 2 ได้แก่ โครงสร้างในลักษณะประกันสังคมให้กับคนจน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้กับกลุ่มคนจนดังกล่าว ใช้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงให้ตนเอง สามารถผ่านช่วงเวลาที่ตกงานไปได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นมากนัก แน่นอนครับโครงสร้างในส่วนนี้หมายถึงการประกันการว่างงานให้กับคนจน เงินให้เปล่าในการเลี้ยงดูบุพการีและบุตรหลาน โครงการประกันสุขภาพราคาถูก และอาจรวมไปถึงการช่วยเหลือในเชิงสังคมสงเคราะห์ในรูปแบบอื่นๆ

ในส่วนสุดท้าย โครงสร้างที่เราต้องการได้แก่ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ที่เน้นสร้างความมีเสถียรภาพ ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า กลุ่มคนจนมักจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบในทางลบ ต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุด ดังนั้นเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ

การเปิดรับกับกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการติดต่อเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ทำให้เราอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของประเทศอื่นๆ ที่เราติดต่อสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นโครงสร้างการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เน้นความมีเสถียรภาพ และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นส่วนประกอบอีกอันหนึ่งที่สำคัญต่อคนจน

สำหรับผมแล้วโลกาภิวัตน์สร้างโอกาสให้กับพวกเรามากมายครับ อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีด้านลบของมัน ดังนั้นการเปิดรับกับกระแสดังกล่าวอย่างมีสติ และมีการเตรียมการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับด้านลบของมัน น่าจะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา มากกว่าการปิดกั้นไม่รับรู้ หรือการเปิดกว้างอย่างไร้ขอบเขตครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter