นักวิชาการและผู้ที่ทำงานด้านสื่อจำนวนหนึ่งเห็นเป็นโอกาสที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) บอกสัญญาสัมปทานกับบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ผลักดันให้เกิดโทรทัศน์สาธารณะขึ้นมาโดยเร็วเพื่อให้ปลอดการแทรกแซงจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน
แม้ความพยายามดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากต้องใช้เงินทุนหลายพันล้านบาทแล้ว การที่จะทำให้ผู้มีอำนาจรัฐยอมรับการมี "สื่อเสรี" โดยไม่สามารถใช้อำนาจควบคุมได้ (แต่รัฐต้องเป็นผู้ควักประเป๋า) เป็นเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม มีข้อคิดจากคดีไอทีวีซึ่งพนักงานบริษัทไอทีวีและพวกอีก 3 คน ในฐานะประชาชนยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรีและ สปน.ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่มีมติให้ไอทีวียุติการออกอากศว่า เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อไม่ให้ไอทีวีต้องยุติการออกอากาศซึ่งศาลก็มีคำสั่งกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวให้ตามคำขอโดยให้ สปน.ในฐานะผู้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดให้มีบริการสาธารณะทางด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟดำเนินการให้บริการสาธารณะดังกล่าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการเองหรือจะมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนตนและในนามของตนก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
จากคำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองกลางได้วางหลักที่น่าสนใจหลายประการ
หนึ่ง ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐไม่จัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาร่วมการงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ ระหว่าง สปน. กับบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) แต่เป็นคดีพิพาท (กับผู้ฟ้องคดี-ประชาชนผู้รับรู้และบริโภคข้อมูลข่าวสาร) เกี่ยวกับการที่ สปน.มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้การจัดทำบริการวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตาม0
สอง หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดทำบริการสาธารณะ ต้องจัดการให้บริการสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อนเสียหาย
สปน.ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟเพื่อจัดทำบริการวิทยุโทรทัศน์อันเป็นบริการสาธารณะมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ซึ่ง สปน.ได้ดำเนินการให้บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (เดิมชื่อบริษัท สยามอินโฟเทนเมนท์ จำกัด) เข้าร่วมการงานตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบยูเอชเอฟ
สปน.จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้การจัดทำบริการวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ ซึ่งเป็นบริการสาธารณะดังกล่าวดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก
การที่ สปน.มีหนังสือ ลงวันที่ 7 มีนาคม 2550 บอกเลิกสัญญาสัมปทานระหว่าง สปน.กับบริษัท ไอทีวี โดยให้บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ สปน.ภายใน 60 วัน อีกทั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 มีใจความว่า รัฐจะยึดคลื่นยูเอชเอฟที่ได้ให้สัมปทานแก่บริษัทดังกล่าวคืน และให้ยุติการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีชั่วคราว ย่อมมีผลทำให้การจัดทำบริการวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟตามที่ สปน.มีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องต้องหยุดชะงักลง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอันที่จะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หากปล่อยให้การให้บริการดังกล่าวหยุดชะงักลง จะยากที่จะแก้ไขเยียวยาในภายหลัง0
เมื่อศาลปกครองได้วางหลักไว้ว่า ถ้าหน่วยงานรัฐหรือผู้ที่รับสัมปทานจากรัฐมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ เช่น การให้บริการไฟฟ้า ประปา รถประจำทาง รถไฟ รถไฟฟ้า รวมถึงการแพร่ภาพโทรทัศน์และวิทยุ ยุติการให้บริการไม่ต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอันควร ประชาชนทั่วไปสามารถเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้
การวางหลักให้ประชาชนทั่วไปให้เป็นผู้เดือดร้อนเสียหายจากการจัดทำบริการสาธารณะเช่นนี้ เป็นการเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้กว้างขวางขึ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 10 มีนาคม 2550

