พลังพลิกโฉมโลกของ “คนต่างแดน”
ปัจจุบัน “คนต่างแดน” ซึ่งหมายถึงผู้พำนักอยู่นอกประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวผู้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน หรือผู้ลี้ภัยที่จำใจออกนอกประเทศตัวเองเพื่อหลบหนีภัยการเมือง ภัยสงคราม หรือภัยธรรมชาติ มีจำนวนกว่า 175 ล้านคนทั่วโลก
ถ้าคนต่างแดนทั้งหมดนี้มาอยู่ด้วยกัน ประเทศของพวกเขาจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกเลยทีเดียว
แต่ก่อนที่จะพูดถึงพลังเปลี่ยนโลกของคนต่างแดน ขอขมวดประเด็นหลักจากสารคดีเรื่อง “The People Paradox” ที่เล่าให้ทุกท่านฟังตอนที่แล้วให้จบก่อน
มนุษย์ใช้เวลากว่า 2.5 ล้านปีนับจากบรรพบุรุษคนแรกอุบัติขึ้นในโลก ในการสืบพันธุ์และขยายเผ่าพันธุ์จนประชากรโลกแตะระดับ 1,000 ล้านคน ณ ปี ค.ศ.1800 ซึ่งเป็นยุคที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังก่อตัวขึ้นพอดี
ในเวลาเพียง 200 ปีนับจากนั้น ประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า เป็น 6,000 ล้านคนในปัจจุบัน ถ้าเราสามารถรักษาค่าเฉลี่ยอัตราการเกิดต่อปีของทั้งโลกให้อยู่ที่ต่ำกว่า 2 เล็กน้อย (เรียกว่า “ระดับทดแทน” คือพ่อแม่ผลิตลูกมาทดแทนตัวเอง) ประชากรโลกจะพุ่งสู่จุดสมดุลที่ประมาณ 9,000 ล้านคน ภายในปี ค.ศ. 2050 แต่ถ้าอัตราการเกิดขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย จาก 2 เป็น 2.35 ต่อปี ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 11,000 ล้านคนเลยทีเดียว
จำนวนประชากรเฉียดหมื่นล้านคนนี้จะส่งแรงกดดันมหาศาลต่อโลกอันเปราะบางใบนี้ ซึ่งแปลว่าปัญหาต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ก็จะสาหัสกว่าปัจจุบันนี้ด้วย
นั่นคือสาเหตุที่องค์กรโลกบาล และองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมาก กำลังเร่งรณรงค์แผนการคุมกำเนิดและวางแผนครอบครัวในประเทศที่มีอัตราการเกิดสูงมาก ซึ่งล้วนเป็นประเทศกำลังพัฒนาทั้งนั้น
ถ้าส่งเสริมอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะเมื่อทำควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า การวางแผนครอบครัวก็สามารถช่วยยับยั้งการเกิดของประชากรได้จริง ดังที่เราเห็นตัวอย่างความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอินเดียตอนใต้ เคนยา จีน ประเทศไทยเองก็ถือว่ารณรงค์เรื่องนี้สำเร็จในระดับหนึ่ง
เคนยาสามารถลดจำนวนบุตรโดยเฉลี่ย จาก 7 คนต่อหนึ่งครอบครัว เป็น 4 คน ภายในเวลา 20 ปี ใกล้เคียงกับระดับความสำเร็จของอินเดียตอนใต้ ถ้าอินเดียและเคนยาสามารถรักษาอัตราการเกิดให้อยู่ในระดับทดแทนหรือสูงกว่านั้นไม่มาก ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ซึ่งทั้งสองประเทศถือเป็น “ดาวเด่น” ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ที่ระดับอย่างน้อย 4-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืนได้
เพราะการมีประชากรวัยทำงานจำนวนมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ แปลว่ารัฐบาลสามารถเอาเงินที่เคยทุ่มเทกับการให้การศึกษาเด็กวัยเรียน มาทุ่มเทให้กับการพัฒนาเด็กเหล่านั้นเมื่อพวกเขาโตเป็นหนุ่มสาวที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
นักเศรษฐศาสตร์สถิติคนหนึ่งในสารคดีเรื่องนี้บอกว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง หรือที่สื่อมวลชนขนานนามว่า “มหัศจรรย์เอเชียตะวันออก” (East Asian miracle) นั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ความมหัศจรรย์ใดๆ หากเป็นความสำเร็จของรัฐในการใช้ชุดนโยบายเศรษฐกิจและการศึกษาที่เหมาะสม คือมุ่งพัฒนาและสร้างงานให้กับประชากรวัยหนุ่มสาว โดยที่รัฐเองก็กำกับดูแลสถานการณ์ประชากรในระดับหนึ่งผ่านนโยบายวางแผนครอบครัว
“มหัศจรรย์เอเชียตะวันออก” จึงไม่ใช่ผลของความฉลาดหรือความขยันเหนือชนชาติอื่น หรือเอกลักษณ์เฉพาะเชื้อชาติใดๆ ซึ่งเป็นอคติที่ฝังใจคนจำนวนมาก หากเป็นความสำเร็จของชุดนโยบายด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และประชากรที่สามารถนำไปผลิตซ้ำได้ทั่วโลก ขอเพียงมีรัฐบาลที่รับผิดชอบ ตั้งใจจริง และมองการณ์ไกลเท่านั้น
เมื่อจบสารคดีเรื่องนี้ด้วยความหวัง ก็ได้เวลาพูดเรื่องคนต่างแดนต่อ
แม้ว่าการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของมนุษย์จะไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ โลกาภิวัตน์ก็มีส่วนเอื้อให้ปรากฏการณ์นี้มีความเข้มข้นมากขึ้น และมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกับการโยกย้ายถิ่นฐานในอดีต เทคโนโลยีการขนส่งและการสื่อสาร (เช่น อินเทอร์เน็ต) ที่รวดเร็ว มีราคาถูก และสะดวกสบาย ทำให้คนต่างแดนสามารถรักษาสายสัมพันธ์กับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนได้อย่างแน่นแฟ้น และเทคโนโลยีเหล่านั้นก็เอื้อต่อการใช้ชีวิตในสองประเทศ (เช่น อยู่ประเทศละครึ่งปี) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่นักสถิติประชากรเรียกว่า “การย้ายถิ่นแบบวนเวียน” (circular migration)
คนต่างแดนส่วนใหญ่โยกย้ายจากประเทศกำลังพัฒนาไปยังประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเดิมหรือลี้ภัย พวกเขาเหล่านี้มักส่งเงินตรากลับไปจุนเจือญาติพี่น้องในบ้านเกิดตัวเอง คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านล้านบาทในแต่ละปี ตามตัวเลขของธนาคารโลก โดยประเทศที่ได้รับเงินตราจากพลเมืองที่ไป “ขุดทอง” ต่างแดนสูงสุดในโลก 3 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย (ปีละ 4 แสนล้านบาท) เม็กซิโก (3.5 แสนล้านบาท) และฟิลิปปินส์ (2.5 แสนล้านบาท)
แม้ว่าคนต่างแดนจะทำความเจริญมากมายให้กับประเทศเจ้าบ้านที่พวกเขาไปอาศัยอยู่ และแม้ว่าประเทศเจ้าบ้านก็ต้องการพวกเขาไปช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่อัตราการเกิดของพลเมืองตัวเองถดถอย ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการโยกย้ายถิ่นฐานของคนต่างถิ่น ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และอุดมการณ์ ซึ่งบางคนอาจด้อยการศึกษาและไร้ทักษะด้วย อาจนำมาสู่ความตึงเครียดในสังคม โดยเฉพาะสังคมที่ประกอบด้วยคนเชื้อชาติเดียวกันมาช้านาน มีความเป็น “เนื้อเดียวกัน” (homogeneous) สูง เช่น ญี่ปุ่น
ความเสี่ยงดังกล่าว ประกอบกับอันตรายจากขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีรัฐบาลใดในโลกยอมให้คนเดินทางข้ามพรมแดนของประเทศตนได้อย่างเสรีโดยปราศการควบคุม ถึงแม้ว่าทรัพยากรมนุษย์จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดต่อความเจริญทางเศรษฐกิจ และถึงแม้ว่ารัฐบาลแทบทุกประเทศจะเห็นพ้องต้องกันถึงประโยชน์ของการค้าเสรีก็ตาม
สัดส่วนคนต่างแดนในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กำลังก่อให้เกิดความตึงเครียดในสังคม ซึ่งอาจปะทุเป็นความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ดังตัวอย่างการปะทะกันระหว่างตำรวจและวัยรุ่นลูกหลานผู้อพยพในฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา
แรงงานอพยพและลูกหลานของพวกเขามีจำนวนกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรฝรั่งเศสทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้สัญชาติฝรั่งเศส และแน่นอน ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
แม้กระทั่งชาวอเมริกันผิวขาว พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศที่โฆษณาตัวเองว่าเป็น “เบ้าหลอมวัฒนธรรม” (melting pot) สร้างตัวและเจริญด้วยน้ำมือของผู้อพยพล้วนๆ เริ่มจากเกาะอังกฤษ (และระหว่างช่วงเวลาที่สร้างชาตินั้นก็ฆ่าฟันและเบียดเบียนชาวอินเดียนแดง คนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อนหน้านั้นมากว่าหมื่นปี จนต้องกลายเป็นชนกลุ่มน้อยด้อยโอกาสในปัจจุบัน) ก็ยังเริ่มหวาดวิตกกับปรากฏการณ์ผู้อพยพยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะคนต่างแดนพูดภาษาสเปนจากทวีปอเมริกาใต้ ที่เรียกรวมๆ ว่า ฮิสปานิก (Hispanic) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นประชากรที่มีสัดส่วนสูงสุดในหลายๆ มลรัฐของอเมริกา เช่น เนวาดาและแคลิฟอร์เนีย ภายในปี ค.ศ. 2550 และกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากร 150 ล้านคนที่คาดว่าจะเพิ่มในอเมริกาภายในปีนั้น จะเป็นลูกหลานของคนต่างแดน
ความหวาดวิตกของชาวอเมริกันผิวขาว สะท้อนให้เห็นในคะแนนนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของนักการเมืองที่ประกาศนโยบายไม่ต้อนรับผู้อพยพอย่างชัดเจน เช่น แพต บูคานัน (Pat Buchanan) ผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2000 รวมทั้งการประท้วงของกลุ่มคนผิวขาวที่ต่อต้านการใช้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาสเปน ในสถานที่ราชการและร้านค้าต่างๆ
ประเด็นหนึ่งที่ทำให้เรื่องคนต่างแดนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่มีคำตอบสำเร็จรูป คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า นโยบายแกล้งไม่รู้ไม่เห็น หรือประกาศไม่ต้อนรับผู้อพยพของรัฐบาลส่วนใหญ่ในโลกนั้น กำลังเดินสวนทางกับความต้องการแรงงานอพยพ ของทั้งนายจ้างส่วนตัวและบริษัทเอกชนต่างๆ
เมื่อรัฐไม่ต้อนรับผู้อพยพ แต่แรงงานของพวกเขาเป็นที่ต้องการ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันมี “ขบวนการค้ามนุษย์” จำนวนมากที่ลักลอบขนส่งคนเข้าเมือง หลายครั้งด้วยวิธีการอันโหดร้ายป่าเถื่อนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนับไม่ถ้วน
ดูประเทศไทยเป็นตัวอย่างง่ายๆ ก็ได้ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายประเมินว่า แรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมีจำนวนสูงกว่า 5 ล้านคนแล้ว แต่มีแรงงานไปขึ้นทะเบียนเพียง 5.6 แสนคนเท่านั้น แรงงานเหล่านี้จำนวนมากไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนได้เพราะไม่มีเงินพอจ่ายค่าธรรมเนียมกว่า 4,000 บาท ลำพังแค่การหานายจ้างที่มั่นคงยังเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศพม่า ยังคงลักลอบทำงานอยู่ตามโรงงาน ไร่นา และไซต์งานก่อสร้าง ในฐานะ “แรงงานนอกกฎหมาย”
นายจ้างส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ้างแรงงานพม่า เพราะสถานะ “ผิดกฎหมาย” ของพวกเขาทำให้ไร้ซึ่งสิทธิหรืออำนาจต่อรอง ทำให้นายจ้างสามารถจ่ายค่าแรงถูกแสนถูก และไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องทำตามกฎหมายแรงงานใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่น่าแปลกใจที่นโยบายการขึ้นทะเบียนของรัฐจะไม่ได้ผล เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่ามันไม่ได้ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานต่างด้าวได้รับการยอมรับหรือคุ้มครอง มิหนำซ้ำยังเรียกร้องค่าธรรมเนียมในระดับที่แรงงานจ่ายไม่ได้และนายจ้างจำนวนมากก็ไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ตราบใดที่นายจ้างคนไทยยังต้องการแรงงานพม่า และตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่ายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงงานพม่าก็จะยังคงทะลักเข้ามาอยู่ร่ำไป
ในความเป็นจริง แรงงานพม่าเหล่านี้ไม่ได้เป็น “แรงงานอพยพ” หากเป็น “ผู้ลี้ภัย” (refugees) ที่หลบหนีการถูกกระทำทารุณหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ เช่น ถูกบังคับให้ย้ายหมู่บ้าน บังคับใช้แรงงาน หรือบังคับให้เป็นลูกหาบในสนามรบ
รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายแบบ “ปากว่าตาขยิบ” ตลอดมา โดยประเทศไทยไม่เคยร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ (Convention on the Status of Refugees) และไม่ยอมรับว่าบุคคลเหล่านี้เป็น “ผู้ลี้ภัย” แต่เรียกพวกเขาว่า “ผู้อพยพ” แทน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระผูกพันทางกฎหมายและมาตรฐานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่ยอมกดดันให้พม่าเลิกการละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังไม่ประกาศคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวก็จะเป็น “ปัญหา” ต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการยอมรับแรงงานพม่าและคนไร้สัญชาติทั้งมวลให้เป็นพลเมืองที่มีฐานะเท่าเทียม “คนไทย” จะช่วยเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ เราคนไทยให้ยอมรับวัฒนธรรมและมุมมองประวัติศาสตร์ภูมิภาคที่แตกต่าง ฟื้นฟูวิวาทะเรื่อง “ความเป็นไทย” ให้มีชีวิตชีวาขึ้นกว่าที่แล้วมา ตลอดจนช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนต่างเผ่าพันธุ์ที่เคยมีอคติระหว่างกันมาช้านาน
การผสมปนเประหว่างวัฒนธรรมจะนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างกัน และความเข้าใจระหว่างกันนี้เอง ที่เป็นพลังพลิกโฉมโลกของคนต่างแดนที่ทรงอานุภาพที่สุด มากกว่าพลังของพวกเขาในฐานะปัจจัยการผลิตหรือผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจของประเทศเจ้าบ้าน
โปรดติดตามตอนต่อไป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม 2550



