Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
outside-in
ยุกติ มุกดาวิจิตร + ฆัสรา ขมะวรรณ


ชาตินิยมเน่าเหม็น

- ยุกติ มุกดาวิจิตร -


อย่าเพิ่งเข้าใจว่ากระผมกำลังจะโจมตี ประณาม หรือก่นด่าความคิดชาตินิยม ที่กำลังเฟื่องฟุ้ง เป็นกระแสต้านทุนนิยมข้ามชาติ ต้านการโกงกินและขายชาติ อยู่ในทุกวันนี้ และอย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีหากจะเริ่มได้กลิ่นเน่าเหม็นของชาตินิยม

ผมไม่ได้จะวิพากษ์ชาตินิยม แต่กำลังจะเสนอว่า พลังชาตินิยมที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งนั้นอยู่ก้นครัวเรานั่นเอง หากแต่ก็ไม่ใช่พลังของอาหารที่โด่งดังข้ามชาติอย่าง ‘แพดทาย’ (ผัดไทย) หรือ ‘โท้มยามคุ่ง’ (ต้มยำกุ้ง) (ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าจะเสียพื้นที่การตลาดให้กับอาหารแดจังกึมที่คลั่งไคล้กันแต่ในเมืองไทย)

แต่เป็นพลังของกลิ่นอาหารเน่าๆเหม็นๆ ใช่ครับ อาหารเหม็นๆที่มีในทุกชนชาติเป็น ‘พรมแดนทางชาติพันธุ์’ (ethnic boundary) อย่างหนึ่ง หรือแม้กระทั่งเป็นพรมแดนทางอัตลักษณ์แห่งชาติที่แข็งแกร่ง

พ่อผมเป็นคนใต้ ท่านแต่งงานกับคนอยุธยา ก็แม่ผมนั่นแหละ การแลกเปลี่ยนสื่อสารที่ไม่สมมาตรกันของการแต่งงานระหว่างท่านทั้งสองอยู่ที่การสื่อสารอาหารเน่าเหม็น แม่ผมกินไตปลา บูดู และอาหารหมัก(เน่า)อื่นๆของภาคใต้แทบทุกชนิด กับข้าวที่เฉพาะถิ่นอย่างยิ่งและนั่นหมายความว่ามัน ‘เหม็นอย่างแรง’ สำหรับคนนอกวัฒนธรรมจานหนึ่งคือ ‘จิงจัง’ แต่พ่อผมกลับกินน้ำพริกปลาร้าแบบของอยุธยาไม่ได้ ไม่ถึงกับไม่กิน แต่ท่านไม่พิสมัยมันนัก แต่แม่ผมก็ยังทำไตปลา บูดู จิงจัง บ่อยๆ และแอบทำน้ำพริกปลาร้าบ้าง บางครั้งที่น้าๆหรือลูกๆมาพร้อมหน้าพร้อมตา

ที่เวียดนาม เพื่อนชาวไตในที่สูงภาคเหนือเล่าประสบการณ์ทำนองเดียวกันให้ฟังว่า เขาแต่งงานอยู่กินจนมีลูกกับภรรยาชาวกิงญ์ชนพื้นราบของเวียดนามมายี่สิบกว่าปี จนลูกๆโตกันหมดแล้ว ปีแรกๆของการแต่งงาน น้ำปลาของน้อง (กำลังพูดถึงน้ำปลาจริงๆครับ อย่าคิดเป็นอย่างอื่น) พี่ก็ว่าหอมหวาน ‘ปลามั่ม’ ของพี่ (ปลาร้าแบบชาวไต) น้องก็ว่าชวนกิน มาปีหลังๆ ทนเอาข้าวเหนียวจิ้มน้ำปลากินไม่ได้อีกต่อไป ครั้นอยากจะกินข้าวเหนียวจิ้มปลามั่ม ภรรยาก็ทนกลิ่นเครื่องจิ้มจานนี้ไม่ได้อีกต่อไป แต่ทุกวันนี้ทั้งคู่ก็ยังอยู่กินกัน

หากพรมแดนของภาษาจะเป็นปราการที่แข็งแกร่งของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ดูเหมือนอาหารจะเป็นพรมแดนที่ทลายได้ยากยิ่งกว่า หากใครสามารถเรียนรู้ภาษาจนกระทั่งพูดได้อย่างคล่องแคล่วหลายๆภาษาโดยไม่ผิดกับลิ้นชนพื้นเมือง ดูเหมือนว่าน้อยคนนักที่จะสามารถก้าวข้ามพรมแดนของอาหารเหม็นเน่า เข้าไปเป็นคนในอย่างสนิท จนติดรสกลิ่นหอมหวลชวนคลื่นเหียน ของอาหารเหม็นเน่าต่างวัฒนธรรม

มีการศึกษาพบว่า สำหรับคนเวียดนามพื้นราบ น้ำปลา หรือที่เขาเรียกตามสำเนียงเหนือว่า เนื้อก หมำ (Nuoc Mam) เป็นอาหารที่ชาวเวียดนามพื้นราบภาคภูมิใจว่าเป็นอาหารประจำชาติ ชาวเวียดนามมีความละเมียดละไมในการกินน้ำปลา อาหารแต่ละอย่างจะใช้หรือไม่ใช้น้ำปลามากน้อยแค่ไหนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ใส่น้ำปลาพร่ำเพรื่อเรื่อยไปในอาหารหลายจานอย่างคนไทย

น้ำปลาเข้าไปอยู่ในกระบวนการทางสังคมของเวียดนาม จนมีภาษิตและเพลงพื้นบ้านมากมายที่อาศัยน้ำปลาเป็นอุปมาอุปมัยสื่อถึงคุณค่าทางสังคม เป็นต้นว่า “ปลาไม่กินเกลือ (คือน้ำปลาหมักไม่ได้ที่) มีกลิ่นเหม็นเน่าฉันใด เด็กที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ก็โตขึ้นมาเป็นคนไร้ระเบียบฉันนั้น” นอกจากนั้นชาวเวียดยังอาจเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วยข้าวหนึ่งชามกับน้ำปลาดีๆสักถ้วยหนึ่ง

ด้วยเหตุที่น้ำปลาผูกติดกับวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นเวียดขนาดนี้ ชาวเวียดนามมักไถ่ถามชาวต่างชาติว่า ‘กินน้ำปลาได้หรือเปล่า’ (ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ Kevin McIntyre ชื่อ Eating the Nation เสนอ ณ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดดิสัน ค.ศ. 2002)

แต่กับชาวไทยอย่างผม ชาวเวียดนามรู้ดีว่าคนไทยกินน้ำปลา เพราะเขาก็นิยมน้ำปลาไทยเหมือนกัน (ทั้งๆที่ผมว่าน้ำปลาเวียดอร่อยกว่าของเรา เพราะเข้มข้นกว่า) แต่เขาจะถามว่า ‘กิน หมำ โ ตม (Mam Tom) เป็นหรือเปล่า’ ผมมักตอบว่ากินไม่เป็น เพราะกินไม่เป็นจริงๆ หมำ โตมเหมือนกะปิ ไม่ใช่ว่าผมไม่กินกะปิไทยบ้านเรา แต่ผมรู้สึกตามบรรทัดฐานทางอาหารของตนเองว่า หมำ โตมเวียดนามกลิ่นเหม็น กลืนไม่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีกินของคนเวียดนาม(เหนือ) ที่กินหมำ โตมกับเต้าหู้ทอด ครับเต้าหู้ทอดเหมือนบ้านเรานั่นแหละ ที่นั่นเขากินกับกะปิ

ลองไปดูตัวอย่างไกลๆจากประเทศที่นิยมอาหารนมเนย หลายท่านทราบดีอยู่แล้วว่าชีสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของอาหารเหม็นเน่าที่ชาวตะวันตกนิยม หลายท่านคงทราบอีกเช่นกันว่า ชีสยิ่งเหม็นคือชีสที่ยิ่งเก็บไว้นานและก็ยิ่งมีราคาแพง

แต่เข้าใจว่าน้อยคนในเมืองไทยที่จะรู้จัก ลูทะฟิส์ค (Lutefisk) ปลาหมักสีขาวใสเป็นวุ้นๆ น่ารับประทาน แต่กลิ่นเหม็นรุนแรงไม่แพ้กลิ่นหมำ โตมของชาวเวียด Lutefisk เป็นอาหารประจำชนชาตินอร์วีเจียน แต่ชาวนอร์เวย์อพยพในอเมริกา แม้จะนำเอาอาหารชนิดนี้ติดตัวมา ก็ไม่ค่อยกินกันในชีวิตประจำวัน ชาวนอร์วีเจียนมักกินลูทะฟิส์คในวัน Thanksgiving หรือไม่ก็วันคริสต์มาส หรือหากใครไม่กิน อย่างน้อยวันพบปะสังสรรค์ระหว่างญาติสนิททั้งสองวันก็คาดหวังว่าจะต้องมี ลูทะฟิส์ค วางหราคู่กับ เลฟซ่า (Lefse ขนมปังแผ่นทำจากแป้งมันฝรั่งผิงบนกระทะแบน หน้าตาคล้ายโรตีขนาดใหญ่) เพราะถือว่าเป็นอาหารประจำชนชาตินอร์วีเจียน

ของกิน และที่ละเอียดอ่อนยิ่งไปอีกคือ กลิ่นอาหาร จึงเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้อ้างอิง ระบุ แบ่งแยกความเป็นท้องถิ่น ความเป็นชาติพันธุ์ ความเป็นพวกเขาพวกเรา ความเป็นตัวตนของชุมชน หรือแม้กระทั่งอัตลักษณ์ของชาติ (national identity)

หากใครคิดว่าเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของชาติ เป็นเรื่องของความดีงาม ของสวยงาม ขนบธรรมเนียมอันงดงาม สถาบันอันดีงาม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่า ‘ดีงาม’ ความนิยมในของเหม็นเน่าก็เป็นแง่มุมหนึ่งของ ‘วัฒนธรรมดา’ (คำของสุจิตต์ วงษ์เทศ) ที่เป็นรากฐานของความเป็นอัตลักษณ์ของชาติ ท้องถิ่น และชาติพันธุ์อย่างทรงพลังเช่นกัน

สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งละอันพันละน้อยต่างๆที่ เป็น ‘ส่วนตั๊วส่วนตัว’ ใกล้ชิดสนิทแนบกับตัวเรา ถึงผัสสะต่างๆ ถึงลิ้น ถึงจมูก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนที่สำคัญของการสร้างอัตลักษณ์ของชาติ ดังที่ Michael Herzfeld นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เรียกว่า cultural intimacy อันได้แก่ “การสำเหนียกถึงแง่มุมต่างๆของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่ดูน่าอับอายสำหรับคนนอก หากแต่มันช่วยให้คนในมีความเชื่อมั่นต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (Cultural Intimacy 1997, p. 3)

ของเหม็นเน่า เป็นความเหม็นเน่าสำหรับคนนอก เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับคนนอก แต่สำหรับคนใน อาหารเหม็นเน่าเหล่านั้น หอมหวน เป็นเครื่องชูรสชั้นเยี่ยม ที่ต้องรู้จักทั้งศิลปะการผลิตและการนำมาปรุงแต่งรสชั้นสูง

ฉะนั้นหากจะก้าวพ้นความคลั่งชาติคลั่งเผ่าพันธุ์ เพียงแค่โจมตีท้าทายความเป็นชาติที่วางอยู่บนคุณค่าสูงส่ง สถาบันพิเศษสุดลอยฟ้า และของงดงามทั้งหลายแหล่ ยังนับว่าผิวเผิน ฉาบฉวยนัก เพราะอัตลักษณ์ของชาติและความรู้สึกชาตินิยมลึกๆที่สกัดได้ยากที่สุด และเป็นฐานของอคติทางชาติพันธุ์และชาตินิยมที่อยู่สนิทแนบแน่นกับเรา เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา (embodiment) มากที่สุดสถิตอยู่ในลิ้นและการลิ้มรส ในการกินของกินเน่าเหม็นของเรานั่นเอง


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 2 สิงหาคม 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter