เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีข่าวต่างประเทศเล็กๆ รายงานว่า ประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร วัยแปดสิบ แห่งประเทศคิวบา ได้พูดออกอากาศผ่านวิทยุเป็นครั้งแรก หลังจากเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลากว่าหกเดือน ท่ามกลางข่าวลือที่ผ่านมาว่าคาสโตรป่วยหนักกำลังจะตายแล้ว
คนที่ฝันอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นจริงมากที่สุด คงหนีไม่พ้น นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เบากับผู้นำคิวบามาโดยตลอด
รายงานข่าวกล่าวสั้นๆ ว่าคาสโตรได้พูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกแบบทุนนิยม และที่น่าสนใจคือ เขาแสดงความเป็นห่วงภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมลงเรื่อยๆ
อันที่จริงคงมีคนจำนวนไม่มากที่จะรู้ว่าคาสโตรสนใจธรรมชาติมานานแล้ว
ในสายตาของผู้คนในค่ายโลกเสรี เขาอาจจะเป็นนักการเมืองผู้นำเผด็จการที่ปกครองคิวบามายาวนาน และในสายตาของผู้คนในค่ายสังคมนิยม เขาเป็นผู้นำที่กล้าต่อกรกับสหรัฐอเมริกามาตลอดระยะเวลาห้าสิบปี
แต่ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศหลายคนมีความเห็นตรงกันว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของคาสโตรถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนักการเมืองของเขา
ทุกวันนี้คิวบาได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศต้นแบบของการเกษตรปลอดสารพิษ และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
เมื่อหลายสิบปีก่อน คิวบาก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงอย่างหนักทำการเกษตรเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพโซเวียต ลูกพี่ใหญ่ของคิวบา แต่ภายหลังการแตกสลายของโซเวียตส่งผลให้การส่งออกผลิตผลทางการเกษตรของคิวบาลดลงถึงร้อยละ 80
รัฐบาลคิวบาจึงเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาประเทศครั้งสำคัญ ได้ประกาศใช้นโยบายการเกษตรพึ่งตนเอง เป็นวาระแห่งชาติ กระตุ้นให้เกษตรกรหันมาสนใจการเกษตรแบบปลอดสารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อต้านพืชจีเอ็มโอ และเงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศไปกับค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง
รัฐบาลคิวบาใช้เวลาไม่นาน ทำให้เกษตรแบบปลอดสารพิษ ซึ่งถือเป็นเกษตรทางเลือกของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย กลายเป็นการเกษตรแผนหลักของคิวบา
เท่านั้นยังไม่พอ คิวบายังส่งเสริมให้ชาวเมืองหันมาสนใจปลูกผักสวนครัวกัน เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และรายจ่ายของแต่ละครัวเรือน
เฉพาะในกรุงฮาวาน่า มีแปลงผักสวนครัวปลอดสารพิษมากกว่า 8,000 แห่ง มีพื้นที่ตั้งแต่ไม่กี่ตารางเมตรถึงหลายไร่ แต่ละวันจะมีวิศวกร หมอ คนงานก่อสร้าง มาปลูกกะหล่ำปลี หัวหอม มะเขือเทศ ผักกาด ฯลฯ และรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ชาวคิวบาปลูกพืชสมุนไพรมากขึ้น เพื่อลดการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน มีสถาบันวิจัยหลายแห่งเกิดขึ้น เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาจุลินทรีย์ในดิน นำมาพัฒนาเป็นปุ๋ยธรรมชาติ และวิจัยหาวิธีการกำจัดศัตรูพืชด้วยแมลงหรือพืชหลากหลายชนิด
(ขณะที่ประเทศไทยกำลังเจรจาเอฟทีเอกับญี่ปุ่น เปิดประตูให้ญี่ปุ่นสามารถนำเอาจุลินทรีย์บ้านเราออกนอกประเทศได้ฟรี เพื่อไปจดสิทธิบัตรทำปุ๋ยมาขายบ้านเราต่อไป)
อีกด้านหนึ่ง อาจจะไม่มีคนทราบว่าคิวบาเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในทะเลแคริบเบียน เพราะขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเต็มไปด้วยรีสอร์ท แต่คิวบาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าฝนเขตร้อนและแนวปะการังบริสุทธิ์ที่ไม่ถูกทำลายจากการท่องเที่ยวและการประมง
คาสโตรลงนามในสนธิสัญญานานาชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก และมีการประกาศพื้นที่ป่าและทะเลเป็นพื้นที่อนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่คาสโตรครองอำนาจในปี ค.ศ.1959 การตัดไม้ในคิวบาลดลงอย่างมาก พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจาก 14% มาเป็น 21% ในปัจจุบัน เกาะเล็กๆ มากกว่า 4 พันเกาะที่รายล้อมเกาะหลักของคิวบาก็เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าหายาก ชายฝั่งเต็มไปด้วยป่าชายเลนและแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ คาดว่าจะมีปลามากถึง 750 ชนิด และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ อีก 3,๐๐๐ ชนิด
คิวบาเป็นหนึ่งในสองประเทศในโลกที่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ รู้จักกันดีในชื่อโซเลโนดอน ยาว 30 ซม. และมีสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่หลากหลายชนิดไม่ว่าจระเข้หรือเต่านานาชนิด และคิวบายังมีนกใกล้สูญพันธุ์หลายชนิดอาศัยอยู่ อาทิ นกเค้าแมวคิวบา รวมไปถึงนกขนาดเล็กที่สุดในโลกอย่างฮัมมิ่งเบิร์ด หนักน้อยกว่าเหรียญหนึ่งบาทก็พบที่นี่
บุคคลที่มีบทบาทในการอนุรักษ์ของคิวบาอีกคนคือ กายเลอโม การ์เซีย เฟรียส หนึ่งในผู้นำการปฏิวัติของคิวบาเมื่อปี 1959 ซึ่งทำให้คิวบาเปลี่ยนมาเป็นสังคมนิยม เขารักธรรมชาติมากพอๆ กับคาสโตร และเป็นผู้ผลักดันสำคัญในการอนุรักษ์ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่ารวมไปถึงหน่วยงานหลายแห่งของคิวบา
"สหายการ์เซียกระตือรือร้นในการอนุรักษ์ธรรมชาติมาก และต่อต้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในคิวบา" มารี เพิร์ล ประธานกองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่าในนิวยอร์คกล่าวต่อว่า
"คิวบาเป็นผู้นำด้านการวิจัยทางระบบนิเวศ นักศึกษาที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสิบแห่งนับพันคนทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักศึกษาทุกภาควิชาในมหาวิทยาลัยฮาวานาจะมีกิจกรรมไปใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงและทำงานอนุรักษ์เต่าทะเลไปด้วย ทำให้ประเทศนี้มีความรู้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติสูงที่สุดในแถบแคริบเบียน" เพิร์ลกล่าว
คิวบามีประชากรที่เหมาะสม มีอัตราการรู้หนังสือสูง มีระบบการอนุรักษ์ที่ดี มีกฎหมายที่เข้มงวด และที่สำคัญคือมีผู้นำที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์อย่างจริงจัง
แต่วันหนึ่ง หากคาสโตรจากไป ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศอาจทำลายธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของคิวบาทันที
"ฉันคิดว่ารัฐบาลคิวบาควรรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ ถ้าเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาโรงแรมจำนวนมากจะถูกสร้าง แนวประการังจะถูกทำลาย และสิ่งแวดล้อมของคิวบาจะเสื่อมโทรมลง มันจะเป็นจุดจบของเกาะที่มีธรรมชาติสวยงามที่สุดในทะเลแคริบเบียน" เจนนิเฟอร์ เกบเลน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา ผู้ทำวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมในคิวบากล่าว
แต่ตราบใดที่คนรุ่นคาสโตรยังมีอำนาจอยู่ เขาได้ซึมซับแล้วว่า สิ่งที่เป็นมรดกให้กับลูกหลานชาวคิวบาและของผู้คนในโลกนี้ คือพื้นที่สีเขียว และเศรษฐกิจพอเพียงแบบคิวบา
ทุกวันนี้คนภายนอกอาจจะมองว่าคิวบายังเป็นประเทศยากจนอยู่ แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าชาวคิวบามีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น อย่างน้อยก็กินอาหารปลอดสารพิษ ดื่มน้ำสะอาด สูดอากาศบริสุทธิ์ และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าอีกหลายประเทศในโลกนี้
ในบั้นปลายชีวิตของคาสโตร เขาคงตระหนักแล้วว่า
การเมืองเป็นมายา ธรรมชาติเป็นของจริง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2550


