ต้นทุนของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ
วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค หรือ macroeconomics นั้นก่อกำเนิดในช่วงทศวรรษ 1940 ภายหลังจากที่บรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ต่างประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง (the great depression) ในช่วง ค.ศ.1929-1930
การก่อกำเนิดของวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญที่บรรดานักวิชาการ ต่างร่วมแสวงหา และคิดค้นแนวคิดทฤษฎีแขนงใหม่ ที่จะสามารถช่วยให้มวลมนุษย์ไม่ต้องประสบกับความหายนะทางเศรษฐกิจ ดังเช่นเหตุการณ์ the great depression อีก
นับถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลากว่า 60 ปีแล้ว ที่เหตุการณ์หายนะทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในระดับเดียวกันกับเหตุการณ์ the great depression มิได้เกิดขึ้นอีกกับบรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เศรษฐกิจของบรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ กลับมีการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพนับแต่หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต ลูคัส (เจ้าของรางวัล โนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1995) ถึงกับกล่าวไว้เมื่อคราวที่แสดงปาฐกถา ในงานสัมมนาประจำปีของสมาคมนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน (American Economic Association) เมื่อเดือนมกราคมปี 2003 ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ได้บรรลุเป้าหมายตามที่นักวิชาการต่างคาดหวังไว้ ในฐานะของศาสตร์ที่สามารถช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้ปลอดจากหายนะทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงได้
เมื่อพันธกิจที่มุ่งหวังไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีได้เสร็จสิ้นลงด้วยดีแล้ว นับจากนี้ไป นักเศรษฐศาสตร์มหภาคควรจะมุ่งให้ความสำคัญกับปัญหาใดเล่า
คำตอบที่ลูคัสให้กับพวกเราคือ การแสวงหาหนทาง (หรือทฤษฎี) ที่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในระยะยาวให้ดีขึ้น หรือกล่าวในภาษาที่บ้านเรามักใช้พูดกันก็คือ “มุ่งสร้างแนวทางการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน” นั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ลูคัสยังชี้ให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้นควรปล่อยวางเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาค เพื่อหวังผลในระยะสั้นได้แล้ว กล่าวคือ ควรลดน้ำหนักความสำคัญที่ให้กับการรักษาเสถียรภาพภาคเศรษฐกิจจริงในระยะสั้น
ทั้งนี้เพราะความผันผวนของภาคเศรษฐกิจจริงที่เกิดในระยะสั้น หรือที่เรียกว่า วัฏจักรธุรกิจนั้น เป็นปรากฏการณ์โดยปกติของเศรษฐกิจในโลกทุนนิยมเสรี ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติที่ภาคเศรษฐกิจแท้จริงต้องเผชิญกับความผันผวน ความไม่แน่นอน และความไร้เสถียรภาพที่อยู่นอกเหนือจากอำนาจการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราคาน้ำมันที่ถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อค่าเงินบาท และต่อความต้องการซื้อสินค้าไทยในตลาดโลก
หากจะวัดกันโดยใช้กรอบแนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ถึงผลได้ที่เป็นรูปธรรม ที่สมาชิกของสังคมจะได้รับจากการที่รัฐบาลใช้นโยบายสาธารณะเพื่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคในระยะสั้น เราสามารถหยิบเอาเครื่องมือที่ใช้กันในวิชาเศรษฐศาสตร์สาธารณะ หรือ public economics มาคำนวณหา “สวัสดิการ” (welfare) ที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากผลของการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคที่ดีขึ้นนั้น
สมมติว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาเลือกใช้นโยบายสาธารณะ ที่มีตัวเลือกคือ นโยบาย A และนโยบาย B โดยรัฐบาลนั้นทราบว่านโยบายทั้งสองจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีผลต่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งแสดงได้ในรูปของการบริโภค CA และ CB ตามลำดับ
ความพึงพอใจของประชาชน หรือ “สวัสดิการ” ที่ได้จากการบริโภคภายใต้แต่ละนโยบาย จะสามารถแสดงได้ด้วยฟังก์ชัน U(CA) และ U(CB) ตามลำดับ นโยบาย A และนโยบาย B ในที่นี้เป็นการจำลองสถานการณ์ที่รัฐบาลเผชิญกับ 2 ทางเลือก คือหนึ่ง ทางเลือกที่จะใช้นโยบายเพื่อบริหารเศรษฐกิจจริงให้ปราศจากความผันผวน (นโยบาย B) หรือปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปโดยมิเข้าแทรกแซง (นโยบาย A)
ในการวิเคราะห์ต่อไปนี้ เราจะกำหนดว่าประชาชนจะมีสวัสดิการที่ดีกว่า (หรือมีความพึงพอใจมากกว่า) ภายใต้การดำเนินนโยบาย B (หรือ U(CB)>U(CA) นั่นเอง)
ทีนี้หากเราจะวัดสวัสดิการที่แตกต่างนั้น โดยคิดให้อยู่ในรูปของสินค้าบริโภคที่ประชาชนจะได้รับเพิ่มขึ้นมา หากรัฐบาลเปลี่ยนจากนโยบาย B มาเป็นนโยบาย A ว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด นัยของการคิดคำนวณนี้ จะบ่งชี้ถึงประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชน หากนโยบาย B ได้มีการนำมาใช้แทนนโยบาย A
แนวคิดข้างต้นนี้ ในทางคณิตศาสตร์คือ การหาค่า W ที่ทำให้ U(CB)=U((1+W)CA) นั่นเอง
ลูคัสนำข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของประเทศสหรัฐมาใช้คำนวณหาค่า W หรือที่เรียกว่า “welfare cost” ของวัฏจักรธุรกิจ และพบว่าหากขจัดความผันผวนในระยะสั้น หรือวัฏจักรธุรกิจให้หมดสิ้นไปจากเศรษฐกิจสหรัฐ สวัสดิการของประชาชนสหรัฐจะเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนของผลผลิตประชาชาติมวลรวม เพียงแค่ .0005 เท่านั้น
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ค่าที่คำนวณได้นี้ไม่สูงมากนัก คือความผันผวนในตัวการบริโภค หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศสหรัฐ นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมานั้น มีค่าไม่มากเท่าใดนัก โดยนักเศรษฐศาสตร์เราใช้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (หรือ standard deviation) ของข้อมูลอนุกรมเวลาที่หักเอาส่วนที่เป็นแนวโน้ม (หรือ trend) ออกไปแล้ว
ตัวเลขค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลผลิตมวลรวม และการบริโภคมวลรวมของประเทศสหรัฐ มีค่าเท่ากับ 0.0172 และ 0.0122 ตามลำดับ งานศึกษาจำนวนไม่น้อยแสดงให้เห็นว่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลผลิตมวลรวมของประเทศสหรัฐนั้น เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ด้วยเครื่องมือทางนโยบายการเงินหรือการคลัง
ดังนั้นหากเราไม่สามารถขจัดให้ค่า 0.0172 หรือ 0.0122 กลายเป็นศูนย์ได้ ประโยชน์ที่ตกแก่ประชาชนย่อมจะต้องมีค่าน้อยกว่า W ที่ลูคัสคำนวณได้อย่างแน่นอน เมื่อหันมาดูตัวเลขของเมืองไทยกันบ้าง ผมลองเอาตัวเลขผลผลิตมวลรวมรายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 1993 จนถึงไตรมาสที่สามของปี 2006 มาคำนวณหาส่วนที่เป็นวัฏจักรธุรกิจดู โดยเอาข้อมูลอนุกรมเวลาของ GDP รายไตรมาส มาขจัดส่วนที่เป็น trend ออกไป แล้วจึงนำมาคำนวณหาค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (ดูตารางประกอบ)
จากการคำนวณพบว่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของไทยนั้นมีค่าเท่ากับ 0.036 หรือราว 2 เท่าของค่าที่พบในงานศึกษาของประเทศสหรัฐ คิดอย่างหยาบๆ “welfare cost” ของวัฏจักรธุรกิจในกรณีของประเทศไทยอาจอยู่ในราว 2 เท่าของประเทศสหรัฐด้วยเช่นกัน หรือในราวร้อยละ .001 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หากรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อขจัดความผันผวนระยะสั้น ผลได้ที่จะตกแก่ประชาชนคิดได้เป็นมูลค่าในหลักสิบล้านบาท (.001 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ) เทียบได้เท่ากับเศษเสี้ยวของมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในยามตลาดซบเซาเลยทีเดียว

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘หอคอยงาช้าง’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550



