ผู้ปฏิวัติ ๒ ครั้งก่อนเป็นนายกฯ

ร้อนอย่างนี้ก็คิดถึง "ไฟ" ก็พอดีวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่านผู้ว่าฯ กฟผ. "ไกรสีห์ กรรณสูต" เขียนคำแทนใจมายินดีที่ผมได้รับ "รางวัลอมตะ" ก็ขอบคุณท่าน และขอบคุณสำหรับคำยินดีจากอีกหลายๆ ท่านนับตั้งแต่วันที่ ๗ กุมภา.เป็นต้นมา

ครับ..ก็เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับรางวัลแล้วหละ ต่อจากนี้คงไม่เป็นภาระทางใจให้ท่านต้องแสดงความยินดีกับรางวัลอะไรๆ อีก!

เมื่อวาน "คุยค้าง" เรื่องการปฏิวัติในอดีต วันนี้เอาซะให้จบ จะได้ไม่เป็นเชื้อให้เหม็นคาวใจ ถ้านับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ ถึงวันนี้ก็ ๕๐ ปีพอดี

๕๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปฏิวัติหลายหน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง เท่าที่จำได้ก็มี ปฏิวัติจอมพลสฤษดิ์ ปฏิวัติจอมพลถนอม ปฏิวัติพลเอกฉลาด ปฏิวัติ

พลเอกสัณห์ ปฏิวัติพลเอกเกรียงศักดิ์ ปฏิวัติ พล.ร.อ.สงัด ปฏิวัติพลเอกสุจินดา

แล้วก็มาปฏิวัติ "พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน" สดๆ ร้อนๆ ๔-๕ เดือนมานี่แหละ!

แต่การปฏิวัติที่เป็น "ปฏิวัติก้าวนำชาติ" เป็นมรรค-เป็นผลกับสังคมชาติมากที่สุด คือ การปฏิวัติของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐

โดยยึดอำนาจมาจากรัฐบาล "จอมพล ป.พิบูลสงคราม" ถือเป็นการ "จบยุคหนึ่ง" ของการเมืองอันต่อเนื่องจาก "คณะก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕"

ในความเห็นผม ถ้าใครจะปฏิวัติเพื่อสะสางปัญหาสังคมชาติจริงๆ ละก็ ควรยึดแนวทาง "ปฏิวัติสฤษดิ์" เป็นต้นแบบของการปฏิวัติ!

และถ้าพูดกันโดยไม่เกรงสังคมสุกๆ ดิบๆ จะเอะอะ-โวย ผมอยากจะบอกว่า ที่รู้ตามที่เขาพูดกันสืบๆ มาว่า "สฤษดิ์คอรัปชั่น" นั้น ไม่ผิดหรอก

แต่ยังขาดการ "ทำความเข้าใจ" ที่ถูก!?

ผมอยากจะยกรูปแบบ "สฤษดิ์คอรัปชั่น" ให้เป็น "แบบอย่าง" สำหรับนักการเมือง และนักการปฏิวัติรุ่นนี้-รุ่นต่อๆ ไป...

ถ้าอดกินขี้ไม่ได้ละก็ จงยึด "สฤษดิ์คอรัปชั่นโมเดล"

เป็นแม่แบบ "คอรัปชั่น-เพื่อชาติ"!

ผมรับประกัน ภายใน ๒๐ ปี ประเทศไทยจะก้าวหน้า และประชาเป็นสุขที่สุดในภูมิภาคนี้ ถึงขนาดที่ "นายลีกวนยู" จะไม่กล้าเผยอหน้ามาคุยใหญ่-คุยโต อย่างที่เป็นข่าววานซืนที่ว่า

"จะทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกภายใน ๒๐ ปี" เป็นอันขาด!

การคอรัปชั่นของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อนำเทียบกับการคอรัปชั่นของนักการเมืองยุคหลังๆ นี้ ต้องขอบอกว่า "จอมพลสฤษดิ์" เป็นนักปฏิวัติ และนักการเมืองที่ คอรัปชั่นสะอาดที่สุด!?

ตอนจอมพลถนอม กิตติขจร นายกฯ คนต่อมาใช้ ม.๑๗ ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ มีเงินที่คอรัปชั่นไปเท่าไหร่ทราบไหมครับ เท่าที่ผมจำได้ ๒ พันกว่าล้านบาท! การคอรัปชั่นของจอมพลสฤษดิ์ นั้น มีการเล่าจากข้างในสู่ข้างนอกเป็นทอดๆ ว่า "ท่านบอกว่า กินเงินข้างนอก ไม่กินเงินข้างใน..โว้ย"

"ท่าน" ในที่นี้คือ "จอมพลสฤษดิ์" เงินข้างนอกตามความหมายนั้น น่าจะเป็น "เงินต่างชาติ"?

สมัยนั้น ยังไม่มีกลุ่มทุนนอกไหลเข้ามาลงทุนในไทยเหมือนอย่างทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงเงินต่างชาติ ก็น่าจะเป็นเงินสหรัฐและเงินฝรั่งเศส

เงินดอลลาร์สหรัฐ ก็คือเงินที่มาจาก "ความร่วมมือ" ในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ นั่นแหละ ยุคที่สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย และเปิดศึก "สงครามเวียดนาม" ตอนต่อมา

บิ๊กๆ ในเมืองไทย "รวยดอลลาร์" กันเละเทะหลายนาย!

ส่วนที่ว่าเงินฝรั่งเศส ก็น่าจะมาจาก "เดเกอมองค์" บริษัทที่ได้รับงานขุดอุโมงค์ฝังท่อประปาขนาดมหึมาจากรัฐบาล ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ตอนนี้เรามี "รถไฟใต้ดิน"

ยุคจอมพลสฤษดิ์ก็มีขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่ และยาวเหมือนรถไฟใต้ดินก่อนแล้ว แต่เป็นอุโมงค์น้ำประปาจากโรงกรองสามเสนไปทั่วกรุงเทพฯ ถึงถนนตกโน่นเชียว!

ยุคนั้น เป็นข่าวฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์ถึงเรื่อง "เงินทำบุญ"

ที่มาของคำนี้ก็คือ "เงินสินบน" หรือเงินคอรัปชั่นจากโครงการที่เดเกอมองค์จ่ายให้ผ่าน "คุณแม่ประเทียบ" โดยอ้างว่า "เป็นเงินทำบุญ" นั่นแหละ

"คุณแม่ประเทียบ" คือแม่ยายจอมพลสฤษดิ์ อันเป็นแม่ของท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ภริยาคนเดียวที่จอมพลสฤษดิ์ "รักมากที่สุด" ในขณะที่ท่านมีอีหนูประดับวิมานสีชมพูอีกร้อยกว่าคน

ยุคนั้น เขากินกันตามน้ำ กินตามที่ "ผู้ให้" พอใจจะให้ แค่ ๑-๕% ก็มโหฬารแล้ว ไม่มีถึงขนาด ๒๐-๓๐% อย่างทุกวันนี้หรอก ซึ่งมันไม่ใช่กินสินบน แต่มัน "กินชาติ" โดยตรงเลยทีเดียว!

จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป.ตอน ๔ ทุ่มของคืนวันที่ ๑๖ กันยา. (ไม่ใช่ ๑๙ กันยา.นะครับ!?)

ปฏิวัติปุ๊บ เรียกตัวให้ "ขั้วอำนาจเก่า" จอมพล ป. จอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มารายงานตัว และควบคุมไว้ก่อนเนรเทศ ยกเว้น จอมพล ป.หนีออกนอกประเทศไปก่อน!

คณะปฏิวัติ โดยจอมพลสฤษดิ์ ให้ "นายพจน์ สารสิน" เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลรักษาการ แล้วให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน ๙๐ วัน!

๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ เลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่ารัฐบาลใหม่เป็น "รัฐบาลผสม" มีพรรคนอมินีคณะปฏิวัติเป็นแกนจัดตั้ง ก็ผลักดัน "พลโทถนอม กิตติขจร" รมว.กลาโหมในรัฐบาลชั่วคราวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น "พลเอก" ต่อมา

พลเอกถนอมเป็นนายกฯ บริหารประเทศได้ ๙ เดือนกว่าก็เละ เป็นประเภท "ขิงอ่อน-นอนเปล" ประมาณนั้น

ตอนนั้น จอมพลสฤษดิ์กำลังพักผ่อนอยู่ลอนดอน (เหมือนพี่แม้วของผมเลย) ทราบข่าววุ่นวายของรัฐบาลก็เดินทางกลับถึงไทยวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๑ แล้ววันรุ่งขึ้น...

พลเอกถนอม กิตติขจร ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี!

ดูให้ดีนะครับตรงนี้...พลเอกถนอมลาออกตอนบ่าย ๒ โมง ตกกลางคืนตอน ๓ ทุ่ม จอมพลสฤษดิ์ก็ปฏิวัติ ยึดอำนาจการบริหารประเทศ ครับ..จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติครั้งที่ ๒!!

ครั้งแรกให้นายพจน์ สารสิน เป็นนายกฯ พอมีเลือกตั้ง ผลักดันให้พลเอกถนอมเป็นนายกฯ แต่การบริหารบ้านเมืองก็ไม่สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ฝั่งฝันได้

จอมพลสฤษดิ์จึงอาศัย "ช่องว่างแคบๆ" ระหว่างพลเอกถนอมลาออก และยังไม่ทันที่รัฐสภาจะดำเนินกลไกไปตามระบบ ชั่วห่างกันไม่กี่ชั่วโมงก็นำ "คณะปฏิวัติ" เข้าไปยึด "อำนาจบริหารประเทศ" ชนิด...น้ำไม่กระฉอก

ทั้งนี้ โดยการสมยอมซึ่งกันและกัน ร่วมรู้ และร่วม "เปลี่ยนถ่ายอำนาจ" จากรัฐบาลพลเอกถนอม มาสู่คณะปฏิวัติ โดยจอมพลสฤษดิ์!!

และจอมพลสฤษดิ์ ก็ใช้สถานภาพ "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว" บริหารประเทศด้วย "อำนาจคณะปฏิวัติ" ๕๗ ฉบับ จนถึงวันประกาศใช้ "ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร" เมื่อ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒

เป็นการเปลี่ยนจาก "รัฐบาลฤๅษีเลี้ยงเต่า" ไปเป็น "รัฐบาลขุนพันธ์" ที่ไม่มีพรรค ไม่มีคลื่นใต้น้ำ หรือหน้าไหนๆ กล้าแหยม กล้าลองของ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ ฉับพลันทันตาเห็น!

จอมพลสฤษดิ์ขึ้นเป็น "นายกรัฐมนตรี" ด้วยตัวเองจากวันนั้น จนถึงวันอสัญกรรม เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖ เป็นนายกฯ "ตายคาตำแหน่ง" เพียงคนเดียว

ยุคจอมพลสฤษดิ์ เป็นยุค "อำนาจเผด็จการทหาร" ที่มีทั้งรูปธรรม และนามธรรม ปรากฏชัดเจน ตรงตัว-ตรงใจ สมกับเจตนารมณ์ของการปฏิวัติ

ปฏิวัติไทย คือ การเข้ามาใช้อำนาจ "ทุบโต๊ะ" เพื่อโละโจรปล้นชาติ

ประชาธิปไตยไทย คือ การ "กระจุกอำนาจ" เพื่อแบ่งชาติกันไปฮุบ!

จอมพลสฤษดิ์นั้น "ปฏิวัติผิด" คือปฏิวัติแล้วไม่ทำให้ "ครบตามสูตร" ในครั้งแรก บ้านเมืองจึงไม่สงบราบคาบสมดังเจตนารมณ์ จึงต้องกลับมา "ปฏิวัติใหม่" เป็นการแก้ไขความผิดพลาดเป็นครั้งที่ ๒

คือ เป็นทั้งนายกฯ และเป็นทั้งหัวหน้าคณะปฏิวัติ เคล็ดลับในความสำเร็จของการใช้อำนาจปฏิวัติบริหารบ้านเมืองได้เรียบร้อยก็คือ

เหนือนายกฯ ที่ชื่อสฤษดิ์ และเหนือหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ชื่อสฤษดิ์ มีคนชี้นิ้วบัญชาการได้คนเดียว คือ...

สฤษดิ์!

ความเบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดแก่ราชการแผ่นดินภายใต้คำว่า "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว" สิ่งหนึ่งอันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความเด็ดขาดนั้นเบ็ดเสร็จก็คือ "ม.๑๗" ในวรรคหนึ่งความว่า...

"ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ ในการระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรี โดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย"

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550