๖ ปีของสมคิดกับ ๖ ปีของบรูตุส

ผมไม่ต้องการพูดถึง "นายสมคิด จาตุศรีพิทัก์" อีก เพราะทุกอย่างมันจบไปด้วยตัวของมันเองแล้ว ฉะนั้น วันนี้ผมจะเอาคำบางประโยคที่นายสมคิดพูดวันก่อนมาบันทึกไว้

เพื่อให้ทั้งคนรัก-คนไม่รัก นำไปคิดเป็นการบ้าน ในขณะเดียวกัน ผมก็มีคำถาม "ของผู้อื่น" ฝากให้นายสมคิดเอาไปทำเป็นการบ้านด้วย

ความจริงผมจะคุยเรื่องนี้แต่วานแล้ว แต่คิดแล้ว..เว้นให้ "นอนก้น" ซักวันก่อนดีกว่า เพราะเท่าที่สังเกต หลังจากที่นายสมคิด "แถลงลา" จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานและกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

มีคนสนใจมาก มีคำวิพากษ์-วิจารณ์มาก !

ไม่ใช่วิพากษ์-วิจารณ์นายสมคิด หากแต่วิพากษ์-วิจารณ์ "คำแถลง" ของนายสมคิด ซึ่งมีทั้งคนเห็นคล้อย และเห็นแย้ง แต่ทั้งหลาย-ทั้งปวง คำแถลงนั้นคือ การยืนยัน "ตัวตนแท้จริง" ของนายสมคิดเป็นครั้งแรกในรอบ ๖ ปี!

ฉะนั้น มาทบทวนคำที่นายสมคิดพูดกันบางช่วง-บางตอนในวันนี้ โดยจะเริ่มกันตั้งแต่บทโอ้โลม-ปฏิโลม คือ "บทเกริ่นนำ" ที่พึงสดับกันไปเลย ดังนี้:-

"ประการแรก ตลอด ๖ ปีที่ทำการเมืองของผม จุดยืนคือ ตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โดยมีจุดหมายเพื่อประโยชน์และความมั่นคงของชาติบ้านเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกระผมเทิดทูน บูชา และจงรักภักดีสูงสุด ขณะการปฏิบัติภารกิจของกระผมทั้ง ๖ ปี กระผมไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นผมทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งหมดเพื่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น

ผมไม่เคยติดยึดกับตัวบุคคล ผมมีแนวทางการทำงานของผมเอง ผมตั้งใจว่าจะทุ่มเททุกอย่างนั้นเพื่อบ้านเมืองทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนแห่งการทำงานของผม น้องๆ ที่อยู่ในห้องนี้หลายคนรู้จักผมดี คนเราถ้าไม่ใช่เป็นคนจริง ๖ ปีย่อมเปลี่ยนแปลง แต่..ตั้งแต่วันแรกที่ผมทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ผมทำงาน ผมไม่เคยละทิ้งภารกิจ ผมไม่เคยละทิ้งหน้าที่.....

ครับ..ก็มาดูในส่วนความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเจ้านายที่อุ้มชูนายสมคิดทางการเมืองมาโดยตรงบ้าง ก็ลองอ่านดูว่า เมื่อทักษิณสิ้นอำนาจวาสนาแล้ว อดีตลูกน้องมือขวาเขาจะประกาศ "อิสรภาพแห่งตน" ด้วยลีลาคำพูดไหน?

"มีผู้ตั้งข้อสังเกต มีความคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ของผมกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ผมอยากจะกราบเรียนว่า ภายหลังจากการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผมไม่เคยติดต่อกับท่าน ท่านก็ไม่เคยติดต่อกับผม

ท่านมีความคิด มีแนวทางในการดำเนินงานของท่าน ผมก็มีความคิด มีหลักการ และมีแนวทางในการดำเนินงานของผมอย่างเป็นอิสระ เด็ดขาด ชัดเจน แยกออกจากกัน

จริงๆ แล้ว แนวความคิดของท่านกับผมนั้นเป็นคนละแนวทาง แนวทางของท่านก็เป็นแนวทางของท่าน แต่ของผมกับคณะที่ทำงานนั้น ในช่วง ๖ ปีที่ผ่านมา เรายึดถือหลักการแห่งความถูกต้อง ทุ่มเทกับเป้าหมาย โดยผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำ ผลงานที่ออกมานั้นเป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี

ความแตกต่างของแนวทางและความคิดนั้น ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่จริงๆ แล้วเกิดขึ้นหลายปีก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงเสียด้วยซ้ำไป จนบางครั้งก็เป็นสาเหตุให้เกิดความไม่ไว้ใจ จนเป็นผลนำไปสู่การปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง และอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังดังที่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว"

เอาเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้วนะครับ ปอกเปลือกให้เห็น "เนื้อแท้" ของความเป็น "นายสมคิด" ชนิดล่อนจ้อนด้วยคำพูดจากปากของเขาเองว่า ๖ ปีที่กอดคอกันกิน-กอดคอกันนอนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น

"ใจ" วันนั้น กับ "ใจ" วันนี้ ของคนชื่อสมคิด

ใช่ "ใจเดียว-คนเดียวกัน" หรือไม่?

ไม่เป็นไร..นั่นเป็นนามธรรมของคำว่า "คน" ขนาดจูเลียส ซีซาร์ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน รู้เจน-รู้จบทั้งจักรภพ แต่เอาเข้าจริง แค่ "ใจ" ของคนคนเดียวที่คิดว่า "รักและภักดีข้าที่สุด" ที่ชื่อ "บรูตุส" อดีตนักโทษที่เก็บมาเลี้ยงเป็นลูก

คิดว่าหยั่งถึง...แต่สุดท้าย เจ้าของคำอุทานประวัติศาสตร์ "ข้าไปถึงแล้ว ข้าได้เห็น และข้าก็ได้ชัยชนะ"

ก็ต้องเพิ่ม "คำอุทานประวัติศาสตร์" ไว้อีกประโยคก่อนตายว่า

"บรูตุส เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือ?"

ครับ..ได้ฟังคำพูดนายสมคิด เพื่อนำไปคิดเป็นการบ้านกันแล้ว ผมก็มีการบ้านเป็น "คำถาม" ให้นายสมคิดนำไป "นอนคิด" ด้วยเช่นกัน

ไม่ใช่ของผม แต่เป็น "๑๐ คำถาม" ที่ผมอ่านพบใน "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ซึ่งเขาตั้งเป็นคำถามมาตั้งแต่วันแรก ที่พลเอกสุรยุทธ์ประกาศว่า นายสมคิดอาสามาเป็น "ทูตเศรษฐกิจพอเพียง" ให้รัฐบาล คมช.

ผมขออนุญาต "กรุงเทพธุรกิจ" นำทั้ง ๑๐ คำถามนั้น ส่งเป็นคำถามต่อให้นายสมคิดผ่านตรงนี้เลยนะครับ เริ่มตั้งแต่บทกล่าวนำไปเลย ดังนี้:-

พยายามแกะรอยการบริหารงาน ดร.สมคิด ในช่วงเวลานั่งบริหารงานในรัฐบาลทักษิณที่สำคัญ ๑๐ ประเด็น ที่เขาจะต้องตอบคำถามกับประชาชนคนไทย ก่อนจะเดินสายไปชี้แจงสร้างความเข้าใจให้ต่างประเทศเข้าใจประเทศไทย

๑.กรณีกุหลาบแก้ว-นอมินีเทมาเส็ก เข้าซื้อหุ้นชินคอร์ป สมคิดนั่งเป็นรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์โดยตรง ไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเพียงพอ ไม่รู้ร้อนหนาวประการใด ในขณะที่สังคมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส สมคิดตอบได้ไหมว่า เกรงว่าดีลนี้จะล้มหรือไม่ และจะส่งผลไปถึงทักษิณ?

๒.กรณีภาษีแอมเพิลริชไม่จ่ายภาษี ดร.สมคิดนั่งดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง แต่กลับนิ่งเฉย ไม่มีการสั่งการให้สรรพากรดำเนินการเก็บภาษี ก่อให้เกิดความสงสัย และความเสียหายแก่รัฐ โดยนายพานทองแท้ และ นส.พิณทองทา สองทายาท พ.ต.ท.ทักษิณ-พจมาน ซึ่งนั่งเป็นกรรมการอยู่ในบริษัทแอมเพิลริช แต่รายได้กลับพบว่าไม่จ่ายภาษี สมคิดรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?

๓.กรณีทุจริตกล้ายาง ๙๐ ล้านต้น การจำหน่ายกล้ายางให้กับเกษตรกร แต่โครงการดังกล่าวก่อให้เกิดการทุจริต ๑,๒๐๐ ล้านบาท ขณะนี้ คตส.ชี้มูลรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณผิดทั้งคณะ สมคิดนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อนุมัติให้ยืมเงินกว่า ๑.๒ พันล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการซื้อไปก่อน โดยจะนำเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยางจ่ายคืนภายหลัง สมคิดจะตอบอย่างไร?

๔.โครงการรับจำนำข้าวรัฐบาล สมคิดนั่งเป็นรองนายกฯ และเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) หลายสมัย ได้สั่งยกระดับราคาข้าวเกินจากราคาตลาดจำนวน ๓ ล้านตัน รับซื้อในราคาจำนำที่สูงมาก ถือเป็นการอุดหนุนช่วยเกษตรกร จนเกษตรกรเสพติดนโยบายประชานิยมของรัฐบาล และทำให้ราคาการรับจำนำข้าวมีการบิดเบือนกลไกตลาด สมคิดรับรู้หรือไม่?

๕.กรณีเอฟทีเอไทย-จีน และ ไทย-ออสเตรเลีย ดร.สมคิดนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ในการทำข้อตกลงเอฟทีเอ และหลังทำเอฟทีเอกับ ๒ ประเทศ คือ จีน ออสเตรเลีย ทำให้ไทยขาดดุลการค้า จากก่อนหน้าที่ไม่มีการทำเอฟทีเอกับจีนและออสเตรเลีย ไทยได้เปรียบดุลการค้ามาตลอด สมคิดรู้หรือไม่?

๖.นโยบายประชานิยม ซุกหนี้ผ่านแบงก์รัฐ ๑.๕ แสนล้าน ดร.สมคิดเป็น รมว.การคลัง ถือเป็นนักการตลาด และเป็นนักโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับนโยบายประชานิยมตามแนวเศรษฐกิจ "ทักษิโณมิกส์" ที่พยายามสร้างมายาภาพขึ้นมาในสังคมไทย เพื่อเร่งการบริโภค การใช้จ่ายของประชาชนตามโครงการของรัฐบาลทักษิณ

โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน โครงการเอสเอ็มแอล โครงการบ้านเอื้ออาทร ฯลฯ แต่ผลสุดท้ายปรากฏว่า...

กระทรวงการคลังค้ำประกันกู้หนี้จากธนาคารของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ คลังจะต้องชดใช้หนี้วงเงิน ๑.๕ แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้จัดสรรจ่ายหนี้อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๐ จำนวน ๘.๔๕ หมื่นล้านบาท และหนี้ที่เหลือทยอยชดเชยในปีงบประมาณต่อไป สมคิดรู้ไหมว่าเกิดหนี้ขึ้น ประชาชนคนไทยทุกคนต้องรับภาระหนี้สินก้อนนี้?

๗.กรณีแก้ปัญหาหนี้ธนาคารกรุงไทย แบงก์ชาติกล่าวโทษผู้บริหารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อจำนวน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับบริษัท โกลเด้นแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกฤษดามหานคร เพื่อนำไปรีไฟแนนซ์เงินกู้ที่บริษัทเป็นหนี้แบงก์กรุงเทพอยู่ โดย ดร.สมคิดแต่งตั้งประธานแบงก์กรุงไทยและกรรมการบางคนที่เป็นพรรคพวกเข้ามาแก้หนี้แบงก์กรุงไทย แต่ปรากฏว่า ดร.สมคิดยืนข้าง "วิโรจน์" ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เลือกที่จะกล่าวโทษหลังพบว่าแบงก์กรุงไทยมีปัญหาหนี้เสีย

๘.การอนุมัติหลักเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดในกฎหมายแข่งขันทางการค้า สมคิดเป็นรองนายกฯ และ รมว.การคลัง เคยมีการเสนอเรื่องเข้า ครม.สองครั้ง ๑ ใน ๒ ครั้งดังกล่าว สมคิดสั่งให้กลับไปศึกษาใหม่ ทำไมไม่อนุมัติ เกรงว่าหากอนุมัติ เกณฑ์การผูกขาดแล้วจะกระทบทุนผูกขาดที่หนุนหลังทักษิณหรือไม่? เรื่องดังกล่าว สมคิดรู้ดีว่าธุรกิจชินคอร์ปครอบครองเหนือตลาดที่เป็นธุรกิจผูกขาด หากมีการแก้ไขจะทำให้เกิดการแข่งขัน แต่สมคิดกลับปล่อยปละละเลย จนมาแก้ไขได้ในช่วงที่นายเกริกไกร จีระแพทย์ เป็น รมว.พาณิชย์ สมคิดทำไมยอมให้มีการผูกขาด?

๙.คลังค้ำประกันเงินกู้ให้เอกชนโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่ง ดร.สมคิดนั่งเป็น รมว.การคลังขณะนั้น ได้ให้คลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ๒.๕ หมื่นล้านบาท ในโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ โดย ร.ฟ.ท.เป็นผู้รับดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นแทนจากผู้รับเหมาเป็นเงิน ๑,๖๐๐ ล้านบาท สมคิดเป็นผู้ชงให้ ครม.อนุมัติ สมคิดจะตอบอย่างไร?

๑๐.สมคิดไม่กล้าออกจากรัฐมนตรี ในช่วงที่ประชาชนเรียกร้องให้รัฐมนตรีรัฐบาลทักษิณลาออก เพื่อกดดันให้อดีตนายกฯ ทักษิณโดดเดี่ยว มีหลายคนยอมลาออก เช่น ดร.วิษณุ ดร.บวรศักดิ์ และประชาชนส่วนใหญ่ขณะนั้นคาดหวังกับ ดร.สมคิด เพราะเชื่อว่าหากมือขวา พ.ต.ท.ทักษิณลาออก ย่อมที่จะส่งแรงกดดันให้ทักษิณต้องลาออกตามก็ได้ แต่ ดร.สมคิดไม่พยายามเลือกวิธีการดังกล่าว กลับเก็บตัวเงียบ ไม่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว จนทำให้สถานการณ์พุ่งแรง และเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา.๔๙ สมคิดยึดกติกาประชาธิปไตยตามแนวทางไทยรักไทยใช่หรือไม่?

ครับ..ก็จบ ๑๐ คำถามจาก "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" และผมขอจบการพูดคุยวันนี้ด้วย "วรรคทอง" ของนายสมคิดที่ว่า "ตลอด ๖ ปีที่ทำการเมืองของผม จุดยืนคือ ตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โดยมีจุดหมายเพื่อประโยชน์และความมั่นคงของชาติบ้านเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์...!?".

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550