Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


วิธีวิทยาของ “การเมืองใสสะอาด”

วาทกรรมครอบงำของการเมืองไทยในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นประโยคทำนองว่า วิธีแก้ปัญหาหลักของบ้านเมืองก็คือการทำให้ “คนดี มีคุณธรรม” ได้เป็นผู้ปกครอง ในขณะเดียวกันก็ต้องกีดกัน “คนเลว” ไม่ให้มีอำนาจการเมือง ในแง่นี้แล้ว วาระหลักของการร่างรัฐธรรมนูญ เกือบทุกครั้งจึงหนีไม่พ้นความพยายามที่จะกีดกันคนเลวออกจากอำนาจ ในขณะเดียวกันก็จะต้องส่งเสริมคนดีให้เข้าสู่การเมือง

วาทกรรมทำนองนี้ถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติในหลากเรื่อง และหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น กระแส (พลตรี) จำลองฟีเวอร์ ที่ทำให้คุณจำลองชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพฯ อย่างถล่มทลายเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากคุณจำลองสามารถ สร้างภาพตัวเองให้เป็น “มหาห้าขัน” ไม่นอนกับเมีย กินแต่ผักมื้อเดียว ดังนั้นเขาจึงเป็นคนดี (เทวดา ?) พอเพียงที่จะมาเป็น ผู้ปกครองคนอื่นได้ เพราะเขามีคุณธรรม จริยธรรมเหนือมนุษย์เดินดินคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่สังคมบางส่วนยังมีข้อกังขาต่อบทบาทโดยส่วนตัวของคุณจำลองในกรณี 6 ตุลาคม 2519 เช่นกัน รัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ ได้รับความนิยมก็เพราะภาพลักษณ์ คนดี มีคุณธรรม โดยได้รับการการันตีเป็นการส่วนตัวจาก พลเอกเปรม เป็นต้น เพื่อให้ได้ “เทวดาเดินดิน” มาเป็น ผู้ปกครอง

ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมืองจึงถูกลดทอนลงเป็นปัญหาการไร้คุณธรรมส่วนตัวของนักการเมือง โดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถกำจัดได้โดยการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาหลักเรื่องการซื้อเสียง (เกือบจะเป็นปัญหาเดียวของบ้านนี้เมืองนี้!!!) ทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้และฉบับปี 2540 ทำราวกับว่า หากแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้แล้ว การเมืองไทยก็จะบรรลุสังคมพระศรีอาริยะได้ทันที วิธีคิดแบบนี้จึงเป็นที่มาของอำนาจที่กว้างขวางของ กกต. ที่สามารถให้ใบเหลือง ใบแดง ล้มเจตจำนงของผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ก่อนว่า ต่อให้มีการซื้อเสียงในเขตนั้นๆ แล้ว การซื้อเสียงนั้นร้ายแรงถึงขนาดที่มันไปล้มเจตจำนงทั่วไป ของผู้มาลงคะแนนหรือไม่ สุดท้ายแล้วการแจกใบเหลือง ใบแดงก็คือการให้อำนาจแก่เทวดา 5 คน ตัดสินใจล้มเจตจำนงทั่วไปของผู้มีสิทธิออกเสียงแสนห้าหมื่นคน วิธีคิดเช่นนี้ก็นำไปสู่การห้ามผู้สมัคร ส.ว.หาเสียงเลือกตั้ง ให้ทำได้เพียงการแนะนำตัว

ดังนั้นการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง และ “นักเลือกตั้ง” ก็คือ การเมืองของเวไนยสัตว์ผู้ชั่วร้าย จึงต้องควบคุม และจัดการด้วย “องค์กรอิสระ” ซึ่งอาจอ่านได้ว่าองค์กรของเทวดา โดยเทวดา และเพื่อเทวดา

วิธีวิทยาของ “การเมืองใสสะอาด” จึงทำให้สภาร่างฉบับปัจจุบันหมกมุ่นกับประเด็นเขตเลือกตั้ง (เขตเดียว-คนเดียวหรือเขตใหญ่ 3 คน) นับคะแนนรวมหรือแยก จำนวน ส.ส.ควรมีเท่าใด มีหรือไม่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และ ส.ว.จะมาจากการแต่งตั้ง หรือจากการเลือกตั้งทางอ้อม หรือทางตรง เป็นต้น วิธีวิทยาข้างต้นเห็นได้อย่างชัดเจนจาก คำให้สำภาษณ์ของประธานและรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (มติชน, 10 ก.พ.2550) โดยท่านประธานกล่าวว่า

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีบทบัญญัติที่เกี่ยว ข้องกับข้อห้ามและบทลงโทษในการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ของผู้ดำรงตำเหน่งทางการเมือง... เรื่องนี้ประชาชนต้องการให้การเมืองขาวสะอาด ดังนั้น ผู้ที่เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ก็ต้องเป็นคนที่ขาวสะอาด ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่ท่านรองประธานกล่าวว่า “การเลือกตั้งที่ไม่ให้หาเสียง ทำให้ผู้สมัคร ส.ว.ต้องวิ่งเข้าหาฐานเสียงของพรรคการเมือง...หากมีการเลือกตั้งอีกก็จะได้ ส.ว.ที่เป็นฐานจากฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งที่สองล้มเหลว ทั้งนี้ที่ประชุมให้เลขานุการไปพิจารณาเรื่องที่มาของ ส.ว.โดยโน้มเอียงไปทางการสรรหามากกว่ามาจากการเลือกตั้ง” ผมจึงค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าต่อไปนี้ ส.ว.จะไม่มาจากการเลือกตั้งทางตรง และจะไม่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะข้ออ้างว่าพวกนายทุนของพรรคการเมืองจะใช้ช่องทางการเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งหมดข้างต้นนั้น ผมไม่ได้เห็นว่าการซื้อเสียง การทุจริต หรือการหาประโยชน์อันมิควรได้ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นไม่เป็นปัญหา หรือไม่มีอยู่จริงในสังคมการเมืองไทย แต่ด้วย วาทกรรมแบบการเมืองใสสะอาดเช่นนี้เองที่มันไปบดบัง ลดทอน เบี่ยงเบนประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น การร้องหาการเมืองใสสะอาด โดยตัวมันเองก็เป็นการเมืองในรูปแบบหนึ่ง ที่มีทั้งผู้ได้และผู้เสียประโยชน์

ตัวอย่างเช่นการแก้ปัญหาการซื้อเสียงนั้น ข้อถกเถียงยังคงตกอยู่ในวังวนของการแก้ปัญหาทางเทคนิค โดยแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น เช่น การเลือกตั้งแบบเขตเดียว-คนเดียวไม่ดี เพราะเขตเลือกตั้งเล็กทำให้ซื้อเสียงได้ง่าย ทางแก้จึงเป็นเขตใหญ่ 3 คน หรือต้องนับคะแนนรวม ห้ามนับที่หน่วยเลือกตั้ง เพราะผู้ซื้อจะตรวจสอบได้ว่าหัวคะแนนเบี้ยวหรือเปล่าเป็นต้น การถกเถียงนี้ไม่จบสิ้นเสียที่ ทั้งๆ ที่มีงานวิจัย งานวิชาการจำนวนมากชี้ชัดว่ารากฐานของปัญหาการซื้อเสียงมีมากกว่าการที่นักการเมืองขาดคุณธรรม ไม่เคารพกฎ กติกา เป็นคนเลว และชาวบ้านขาดการศึกษา โง่ ตามไม่ทันนักการเมือง หรือมักได้เห็นแก่เงิน อย่างน้อยแล้วรากฐานของปัญหานี้ ย่อมเกี่ยวพันกับปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น รวมทั้งการที่โครงสร้างของระบบราชการมีลักษณะรวมศูนย์ และอำนาจกระจุกตัว ทำให้มันไม่ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่ง ส.ส.เป็นทางผ่านในการเข้าถึงอำนาจรัฐ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเขา เป็นต้น

ดังนั้น ทางออกของปัญหานี้ ในทรรศนะของผมจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยเทคนิคทางกฎหมายของผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน ตรงกันข้าม การมองปัญหาการซื้อเสียงด้วยวิธีวิทยาแบบการเมืองใสสะอาดนี้ จะยิ่งเป็นการกีดกันคนส่วนใหญ่ ออกจากกระบวนการทางการเมือง เพราะสามารถ ยกปัญหาไปให้นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญแก้ได้ และมันยังลดทอนปัญหาใหญ่ๆ ทางโครงสร้างทั้งด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหารัฐรวมศูนย์ ให้เหลือเพียงปัญหาการซื้อเสียงเท่านั้น ในแง่นี้แล้ว การเมืองใสสะอาดก็คือการเมืองของการกีดกัน การลดทอน และการเบี่ยงประเด็น

วิธีวิทยาของการเมืองใสสะอาดยังกลายเป็นแหล่งสร้างตำแหน่ง สร้างอำนาจให้แก่ชนชั้นนำจำนวนน้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนหรือฝ่ายทหาร เทคโนแครตด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวแทนของอภิสิทธิ์ชนชั้นกลางและชั้นสูงของสังคม (ลองไล่ชื่อของคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาร่างรัฐธรรมนูญดูซิครับ) ในขณะที่การเมืองแบบนี้ไม่มีที่ทางให้แก่ชาวบ้าน หรือชนชั้นล่าง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดว่า การเมืองใสสะอาดจึงเป็นวาระหลักของชนชั้นนำในปัจจุบัน

สิ่งที่สำคัญกว่าการกีดกัน การลดทอน และการเบี่ยงเบนก็คือ การมองปัญหาการเมืองแบบนี้ จะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาโดยการสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็ง เพราะวิธีวิทยาของการเมืองใสสะอาด ก็คือการโยนความผิดทั้งหมดของปัญหาทางโครงสร้างไปให้ “แพะ” ที่ชื่อว่า นักการเมืองไร้คุณธรรม เมื่อมองปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาความบกพร่องส่วนบุคคลแล้ว ทางออกก็คือการเรียกหาอัศวินม้าขาวมาแก้ปัญหา (โดยไม่ต้องคำนึงถึงวิธีการของการเข้าสู่ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องนายกฯพระราชทาน หรือการรัฐประหาร ขอเพียงแต่ว่าอัศวินคนใหม่จะต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมเท่านั้นก็พอ) ระบบหรือกฎเกณฑ์จึงเป็นเรื่องไม่จำเป็น ตราบใดที่เราสามารถหาอัศวิน หรือเทวดามาเป็นผู้ปกครองได้ก็พอแล้ว

ดังนั้น ตราบใดที่เรายังคงมองการเมืองด้วยวิธีวิทยาแบบการเมืองใสสะอาดแล้ว ตราบนั้นประชาธิปไตยไทย ก็มีสิทธิ์ถูกแทรกแซงด้วยอำนาจนอกระบบได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะโดยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม

ผมอยากถามดังๆ ว่า หากปัญหาหนักหนาทั้งหลายของสังคมไทยสามารถแก้ได้ด้วยการควานหาอภิสิทธิ์ชน ผู้เป็นคนดีมีคุณธรรม มาเป็นผู้ปกครองเพียงอย่างเดียวแล้ว ผมพร้อมจะขอรับอาสาเป็นผู้ไปนิมนต์ เหล่าพระภิกษุผู้เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม และได้รับการยกย่องจากสังคมทั้งหลาย ให้ยอมเสียสละเพศบรรพชิต เพื่อมาเป็นผู้ปกครองของเราเองโดยไม่กลัวว่านรกจะกินหัวเลย สาธุ! สาธุ! สาธุ!

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter