วาเลนไทน์ ‘ดอกไม้-ม่านรูด’
วันอาทิตย์หน้าก็ตรุษจีนแล้ว เห็นเขาพูดกันว่ากุน-ปีนี้เป็น “กุน-หมูไฟ” ก็คงเป็นประเภท “หมูย่าง-หมูหัน” กระมัง ฉะนั้น ท่านใดต้องการเสริมโชคเสริมชะตารับปีใหม่ก็หม่ำ “หมูย่าง-หมูหัน” เอาฤกษ์เอาชัยก็แล้วกัน ทุกอย่างจะได้ หมู..หมู..ตลอดปีไงล่ะ?
แต่สงสัย “ปีหมูไฟ” จะขลัง ก็ดูซี ผมขึ้นต้นไปไม่กี่บรรทัด จู่ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ดับแว้บไปเฉยๆ ก็ต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่อีก
ผมเป็นอย่างนี้ประจำ ถ้าแค่เขียนได้สี่ซ้าห้าบรรทัดก็พอจะสนุกด้วย แต่บางที เขียนไปจะจบอยู่แล้ว พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย..แว้บเดียวหมดเลย!
“คิดใหม่-ทำใหม่” อย่างนั้นไม่เป็นไร
แต่ประเภท “คิดเก่า-ทำใหม่” นี่ซี ถึงจะทำอยู่ในรอยเท้าเดิมตัวเองก็เหอะ ถึงยังไงก็เซ็ง แต่จะโทษใครได้ล่ะ เข้าตำรา “เรือล่มเมื่อจอด-ตาบอดเมื่อแก่”
ก็ไม่เป็นไร..ล่ม-ก็ล่มในหนอง..นิ้!
แต่ตาบอดนี่ซี นึกแล้วก็ขำ ผมว่ามนุษย์เรานี่ร้อยละ ๙๙ ล้วนตกอยู่ในสภาพ “คนตาบอด” แต่กลับทึกทักจาก “เปลือกตาที่เปิด” แค่นั้นว่าตัวเองเป็นคนตาดี
ทั้งที่จริงๆ แล้ว คนในลักษณะนี้หารู้ไม่ว่า สิ่งที่เขามองเห็นด้วยตานั้น แท้จริงแล้ว เขามองไม่เห็นอะไรเลย !?
เพราะเขา “ตาเปิด-ใจปิด”
ส่วนคน “ตาดี” ทั้งที่เปลือกตาทั้ง ๒ ข้างปิดดวงตาสนิทนั้น เขากลับสว่างอยู่ในความมืด “ด้วยสงบ” มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มกระจ่างผ่านใจ เห็นกระทั่ง “ตัวเอง” ซึ่งเมื่อครั้งดวงตาใต้เปลือกตาทั้ง ๒ ข้างยังเปิดกลับมองไม่เห็นตัวตนบนความเป็นคนของตัวเองนั้นเลย!?
เพราะเขา “ตาปิด-ใจเปิด”
ครับ..สิ่งที่ตาเห็น อย่าทึกทักว่า..ใช่
แต่สิ่งที่ใจเห็น นั่นละ..ใช่เลย!
แต่ก่อนจะถึงตรุษจีน ก็นึกได้ว่าพรุ่งนี้ “๑๔ กุมภา.” เป็นวันวาเลนไทน์ อันนี้ไม่ได้นึกแล้วขำ แต่เห็นแล้วขำกลิ้ง
วันก่อน อธิบดีกรมการค้าภายใน “นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ” ออกสำรวจตรวจตราราคาแหล่งขายดอกกุหลาบ ท่านกระแอมกระไอเป็นการปรามว่า
“อย่าฉวยโอกาสโก่งราคาดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์เป็นอันขาดเชียว”
วันต่อมา ก็เห็นข่าวตำรวจออกมาตรการ “คุมเข้ม” โรงแรมประเภทม่านรูดทั้งหลาย ด้วยเกรงว่าหนุ่ม-สาวจะถือฤกษ์วันวาเลนไทน์มาเปิดม่าน-เปิดบริสุทธิ์กัน
วิธีการคุมเข้มของท่าน เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ คือให้ตำรวจแต่ละท้องที่ไปด้อมๆ มองๆ ตามม่านรูด และสุ่มสำรวจเปิดตามห้องเอาไฟฉายไปฉายดู แถมมีโทรทัศน์ตามไปถ่าย “วัยรุ่น” ที่เข้าม่านรูดมาประจาน
เห็นแล้วก็ร้อง เฮ้อ..ปลงอนิจจัง บ้านเมืองกูบริหารกันด้วยมาตรการ “ลิงล้างก้น” แค่นี้เอง!
ใครเขาจะขายกุหลาบดอกละร้อย-ดอกละล้าน และใครมันบ้าซื้อ ก็ช่างมันเถอะ หนักหัวใครนักล่ะ?
และใครเขาจะจูงมือกันเข้าม่านรูด มันก็ไม่เห็นหนักหัวใคร ตูด-ก้นของเขา ตำรวจไปเดือดร้อนอะไรกะเขาด้วยเฉพาะวันนี้วันเดียว
จะฉวยโอกาสไป “ถ้ำมอง” เค้าน่ะไม่ว่า!?
ระวังเถอะ ทำเป็นอยากดังออกโทรทัศน์ เที่ยวชวนโทรทัศน์เอากล้องไปถ่ายตามโรงแรม เจ้าตัวเขาฟ้องเข้าให้เป็นได้ขายสำนักงานตำรวจแห่งชาติจ่ายเขาหรอก
๑ ปีมี ๓๖๕ วัน สมมุติว่าเขาเข้าม่านรูดกัน ๑ วัน แล้วผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเข้าใจถึงความเป็นเด็กมาก่อน จะเป็นจะตายขึ้นมาละ
แล้วที่เขาเข้ากันโครมๆ จนม่านรูด-รูดไม่ทันอีก ๓๖๔ วันล่ะ จะว่าไงคุณตำรวจ และคุณที่ห่วงหาอาทรกับตูด-ก้นของคนอื่นเขาทั้งหลาย?
ได้ยินแต่คนบ่น-คนด่ามาทุกยุค ทุกสมัยว่า..เด็กใจแตกบ้าง เด็กก่อปัญหาให้กับสังคมบ้าง!
พูดกันยังก๊ะว่า แต่ละคนไม่เคยเป็นเด็กมาก่อนงั้นแหละ
ผมว่านะ ไม่ว่ายุคนี้ หรือยุคไหน ไอ้พวกผู้ใหญ่นี่แหละมันเป็นตัวปัญหาของบ้านเมืองมาตลอด ตัวเองไม่โทษ แต่อะไรๆ ก็ลงไปโทษที่เด็กตะพึดตะพือ
ตาเขียวเอากับเด็กแค่วันวาเลนไทน์ ถ้าผมเป็นเด็กนะ งงตายห่ะ..วันหนึ่ง ผู้ใหญ่เอาตู้ถุงยางอนามัยมาติดขายในโรงเรียน บอกว่าส่งเสริม “เซฟเซ็กซ์”
นี่ก็คือการส่งซิกดีๆ นี่เองว่า “เด็กเอ๋ยเด็กน้อย เพื่อปลอดภัย หยอดตู้ถุงยางไป สวมไว้..ไม่ท้อง-ไม่เอดส์”
แต่พอมาอีกวัน ผู้ใหญ่บ้าตามเทศกาลอีกแล้ว ก็ผมหยอดตู้-พกถุงยางเข้าม่านรูด ปฏิบัติตามนโยบายผู้ใหญ่เป๊ะ แล้วทำไมถึงต้องมาส่องไฟกันอีก กลัวสวมผิดวิธีรึไง?
แล้วตามโรงแรม ๕ ดาว ตามอพาร์ตเมนต์ ตามหอพัก ตามคอนโดหรูๆ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ตำรวจไม่ไปส่องไฟ หมายความว่า สถานที่อย่างนั้น อนุญาตให้สมสู่วันวาเลนไทน์กันได้ตามสบายอย่างนั้นหรือ?
ผมว่าลองให้เด็กมาเป็นรัฐมนตรี มาเป็น ส.ส.-ส.ว. มาเป็นนักสร้างภาพพิทักษ์เด็ก มาเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษา ดูบ้าง
เราคงได้เห็นเด็กมันเท้าสะเอว ส่ายหน้าให้สัมภาษณ์วิทุย-โทรทัศน์-หนังสือพิมพ์ว่า...
“ผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้เลวสิ้นดี โตจนเลียตูดหมาไม่ถึง เอาแต่กัดกัน เอาเด็กบังหน้าหางบกินกัน โกงกินบ้านเมืองกัน พูดจาก็เชื่ออะไรไม่ได้ แถมเกียร์ว่างอีกตะหาก”
แล้วผู้ใหญ่จะเอาอะไรไปเถียงเด็ก..หือ?
ธรรมชาติของเด็ก นั้น ไม่ชั่วหรอก...
แต่ผู้ใหญ่ตะหาก สร้างอุปกรณ์ชั่วมาหล่อหลอม หลอกล่อให้เด็กๆ หลงใหล มาในรูปแบบสินค้าบ้าง มาในรูปนักบุญผู้พิทักษ์บังหน้าบ้าง มาในรูปดอกไม้ที่ผู้ใหญ่หวังใช้จัดแจกันสวยๆ ไว้ดูบ้าง
เพราะผู้ใหญ่มันอัปรีย์อย่างนี้ มีคนไหนที่เคยโทษตัวเองบ้าง เห็นทั้งขึ้นต้น-ลงท้าย..อะไรๆ ก็มาใส่ที่เด็ก!
เหมือน “เด็กกินจุก็ว่าตะกละ”
แต่ “ผู้ใหญ่กินจุก็ว่าเจริญอาหาร”
เนี้ยะ..ทัศนคติผู้ใหญ่มันเป็นอย่างนี้ ไม่เคยมองเห็นเหาบนหัวตัวเอง มันเป็นอย่างนี้มาแต่บุร่ำบุราณ และก็โทษเด็กตามเหตุปัจจัยแต่ละยุคสมัยมาตลอด
แล้วเด็กๆ ที่ถูกประณามว่าเลวๆๆๆๆๆๆ ในแต่ละยุคสมัย ก็เห็นโตมาเป็น “พลังสร้างชาติ” ต่อเนื่องกันมาได้ถึงทุกวันนี้-วินาทีนี้ หลายๆ คนที่ถูกประณามในยุคนั้นๆ ว่าเลวๆๆๆๆๆ
เผลอๆ มาวันนี้ เป็นใหญ่เป็นโต กินบ้าน-บริหารเมืองกันตั้งหลายต่อหลายคน!
ฉะนั้น โลกมาถึงยุคนี้-ยุคสื่อสื่อสารครองโลก เด็กก็ยังคงเป็น “ถังขยะสังคมผู้ใหญ่” เหมือนเดิม
และถ้าพ้นจากยุคนี้ไปอีก ๕๐ ปี ๑๐๐ ปีข้างหน้า เด็กที่เราประณามกันมันปากอยู่วินาทีนี้
ผมก็เชื่อว่า เขาคือผู้ใหญ่บริหารประเทศในวันนั้น และเขาเหล่านั้นอีกนั่นแหละที่รับมรดกไป “ด่าเด็ก” ในยุคเขา อย่างที่เราด่าเขาอยู่ในยุคนี้นี่ไง!?
สังคมไทยเราต้องขอบอกว่าเรา “เดินหลงป่า” กันมาตลอด เพราะสร้างชาติผิดที่ แทนที่จะสร้างคนในชาติด้วยการให้การศึกษา แต่กลับสร้างคนด้วยทัศนคติ “ทำให้ประชาชนมันโง่เข้าไว้ แล้วจะง่ายกับการปกครอง”
การสร้างชาตินั้น ใครก็ตาม ถ้าคิดสร้างชาติ ต้องเริ่มด้วยการสร้างให้คนในชาติได้รู้จักอ่าน รู้จักเขียนกันมากๆ เสียก่อน
ข้าวปลาอาหารนั้นทำให้ร่างกายเติบโต
แต่หนังสือ คือการอ่าน-การเขียนนั้น ทำให้ประเทศชาติเติบโต
สำหรับสังคมไทย ทุกวันนี้ เป็นสังคม “ตาดู-หูฟัง” แถมคลั่ง “แคมฟร็อก” อีกตะหาก!
คือดูแต่หนัง ฟังแต่เพลง ไม่สนใจการอ่าน การเขียนกันมากนัก ถ้าเทียบกับเกาหลี-ไต้หวัน ซึ่งพัฒนามาทีหลังเรา ก็ต้องบอกว่า วันนี้..อายเขา
ถ้าเผยอคิดไปเทียบกับญี่ปุ่น ก็ต้องบอกว่า เอาหน้ามุดดินลงไปลึกๆ เลย! รัฐบาลส่งเสริมให้คนในชาติ “รักการอ่าน-การเขียน” ได้อย่างไร?
ผมไม่ทราบ แต่บอกได้คำเดียวว่า ซื้อถุงยางอนามัย ๑ อัน เข้าม่านรูด ๑ ชั่วโมง ใช้เงินไม่ถึง ๒๐๐ บาท แต่เงิน ๒๐๐ บาทสำหรับคนไทยวันนี้ ซื้อพ็อกเกตบุ๊คดีๆ เสริมปัญญาไม่ได้ ๑ เล่ม เพราะรัฐท่านกดให้คนไทยโง่ไว้ด้วยการตั้ง “กำแพงภาษีกระดาษ” แพงเท่าทองคำ!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550



