ปริศนาโลกร้อน อากาศหนาวขึ้น และหุ้นตก
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวชิ้นเล็กๆ อยู่ด้านในหน้าหนังสือพิมพ์
แต่สำคัญมั่กๆ กับคนอ่านทุกเพศทุกวัย
น่าเสียดายที่ควรจะเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ที่มัววนเวียนกับการพาดหัว การด่าข้ามทวีปกันไปมา
ข่าวที่ว่าก็คือ ผลจากการประชุมของคณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ 2,500 คน จาก 130 ประเทศ ได้พบข้อสรุปเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจนแล้วว่า
สาเหตุของปัญหาโลกร้อนนั้น 90% มาจากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากเกินไป จนเกิดภาวะเรือนกระจก ความร้อนจากพื้นผิวโลกไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้
ที่ผ่านมาสาเหตุของโลกร้อนยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ พยายามชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของโลกร้อนเป็นเรื่องของวัฏจักรตามธรรมชาติ ไม่ใช่จากการเผาน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน
รายงานจากการประชุมบอกว่า
ในอนาคตอันใกล้ อุณหภูมิจะสูงขึ้นประมาณ 1.1-6.4 องศาเซลเซียส
อีกไม่ถึงร้อยปี น้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลายหมดในฤดูร้อน ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกือบ 60 เซนติเมตร จะคุกคามบริเวณชายฝั่งทั่วโลกอย่างแน่นอน ตั้งแต่เมืองเซี่ยงไฮ้ถึงบูเอโนสไอเรส
ไม่เว้นกรุงเทพมหานคร ซึ่งถึงวันนั้น ก็ไม่สามารถแก้ไขความโกลาหลวุ่นวายได้แน่นอน หากไม่มีการเตรียมตัวป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ
กระนั้นก็ตาม ตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก็ยืนยันเด็ดขาดที่จะไม่ยอมร่วมลงนามใน Kyoto Protocal ที่มีใจความสำคัญว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ลงนามในอนุสัญญานี้ จะยอมลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
น่าเห็นใจนะครับ เพราะใครๆ ก็ทราบดีว่าตระกูลของนายจอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และพรรคพวกเพื่อนฝูงล้วนแต่ร่ำรวยจากธุรกิจน้ำมันทั้งนั้น
…………………
วันก่อนแวะไปดื่มน้ำชาขอความรู้จาก ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะสงสัยมานานแล้วว่าปีนี้ทำไมจึงหนาวจริงๆ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิชาการด้านภูมิอากาศต่างฟันธงทำนายว่า จากอิทธิฤทธิ์ของปัญหาโลกร้อน จะทำให้หน้าหนาวอากาศอบอุ่นขึ้น
แต่เอาเข้าจริงแล้ว หนาวกันถ้วนหน้าตั้งแต่เหนือจรดใต้ จำได้ว่าขนาดเดือนพฤศจิกายนปีกลาย อากาศยังร้อนอยู่เลย แต่พอย่างเข้าเดือนธันวาคม อากาศเย็นลงทันที
ดร.อานนท์ผู้เป็นเสมือนปู่โสมเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศมานานบอกว่า อากาศในฤดูหนาวทั่วโลก ยกเว้นทวีปเอเชีย มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อากาศหน้าหนาวที่ผ่านมาอบอุ่นขึ้น โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปอากาศอบอุ่นขึ้น ส่งผลให้บรรดากองทุนที่เก็งกำไรราคาน้ำมัน ต่างขาดทุนกันถ้วนหน้า เพราะโดยธรรมชาติของน้ำมันในหน้าหนาวจะมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากผู้คนเปิดฮีตเตอร์สู้อากาศหนาวในบ้านพักอาศัยกันมาก ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น น้ำมันที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าก็ขายดีด้วย
ยิ่งใช้น้ำมันมาก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น โลกก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อความต้องการน้ำมันไม่ได้สูงอย่างที่นักเก็งกำไรคาดไว้ เพราะอากาศอบอุ่นขึ้น จึงเกิดการเทขายน้ำมันออกมา ทำให้น้ำมันที่เคยขึ้นสูงถึงบาร์เรลละ 70 กว่าดอลลาร์ ลดฮวบฮาบเหลือ 50 กว่าดอลลาร์
ภาวะโลกร้อนได้ส่งผลถึงบรรดาแมงเม่าเมืองไทย เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำลง ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันในเมืองไทย คือ ปตท. ปตท.สผ และบางจาก ก็ปรับตัวลงด้วย ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดตาม เพราะทั้งสองบริษัทเป็นยักษ์ใหญ่ ราคาหุ้นที่ขึ้นลงแต่ละวันจึงมีผลต่อการคำนวณของดัชนีตลาดด้วย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บรรดานักลงทุนทั้งรายเล็ก รายใหญ่ คงต้องติดตามปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างใกล้ชิดมากกว่านี้แล้ว
หันกลับมาเรื่องเก่า
ดร.อานนท์เฉลยปริศนาว่าเหตุใดหน้าหนาวปีนี้จึงหนาวกว่าปีก่อนๆ ว่า
เป็นเพราะว่าปีที่ผ่านมามีจำนวนพายุที่พัดเข้ามาในทะเลจีนใต้เยอะผิดปกติ คือมีพายุเกือบ 20 ลูก ซึ่งหากมองประวัติย้อนหลังไปจะมีเฉลี่ยปีละประมาณ 10 ลูก ยังไม่เคยมีไต้ฝุ่นเยอะขนาดนี้
“มีพายุมากๆ แล้วเกี่ยวอะไรกับอากาศหนาวครับ” ผมชักสงสัย
“เวลาที่มีพายุที่เป็นมวลอากาศร้อนพัดเข้ามาแถบทะเลจีนใต้ด้วยความรุนแรง มันจะดันมวลอากาศเย็นขึ้นไปทางเหนือ พอพายุอ่อนแรงมวลอากาศเย็นที่ถูกดันขึ้นไปทางเหนือแถวประเทศจีน ก็จะเด้งกลับลงมาเป็นระลอกๆ โดยเฉพาะระลอกใหญ่ๆ ปลายเดือนธันวาคมที่ทำให้บ้านเราหนาวผิดปกตินั้น เป็นผลมาจากพายุดีเปรสชั่นลูกหนึ่งที่เพิ่งอ่อนกำลังลง พออ่อนกำลังลง มวลอากาศเย็นก็จะเคลื่อนลงมา คล้ายกับขดลวดสปริง”
จึงไม่น่าแปลกใจว่าปีนี้บ้านเราถึงมีอากาศหนาวเป็นระลอก ขณะที่มีรายงานจากทางขั้วโลกเหนือว่าแผ่นน้ำแข็งเริ่มแตกเร็วขึ้น เพราะอากาศอบอุ่นกว่าปีที่ผ่านมา ล่าสุดแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในรัสเซียได้แตกลง ส่งผลให้นักตกปลาหลายร้อยคนต้องถูกปล่อยเกาะลอยไปตามแผ่นน้ำแข็ง
แต่ไต้ฝุ่นหรือดีเปรสชั่นที่พัดผ่านประเทศแถบนี้ คงไม่มีลูกใดใหญ่เกินซุปเปอร์ไต้ฝุ่นลูกหนึ่ง รูปร่างคล้ายหน้าเหลี่ยม พัดจากประเทศสิงคโปร์เข้าสู่ภาคกลางของประเทศไทย และมีการถ่ายทอดสดผ่านซีเอ็นเอ็นไปทั่วโลก สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างยับเยิน
ส่งผลให้บริเวณตึกไทยคู่ฟ้า และสนามเสือป่า เกิดร่องความกดอากาศสูง อุณหภูมิร้อนแรงปรู๊ดปร๊าดอย่างรวดเร็ว
คลื่นใต้น้ำ พายุไต้ฝุ่น และล็อบบี้ยีสต์กำลังพัดเข้าสู่เมืองไทยระลอกแล้วระลอกเล่า จนผู้นำประเทศตั้งรับแทบไม่ทัน
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะโลกร้อนยืนยันว่าฤดูร้อนที่จะถึงนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเอลนีโญ่ ส่งผลให้อากาศจะร้อนจัดและแห้งแล้งกว่าปีที่ผ่านมามาก ขอให้ประชาชนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
ขณะที่ผู้คร่ำหวอดทางการเมืองก็เตือนว่า อุณหภูมิทางการเมืองจะพุ่งสูงขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนเช่นเดียวกัน
เราเตือนคุณแล้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550



