Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


ปัญญาชนไทยในสายตาของลุงเฮิป (สี่สิบปีมาแว้ววว)

ผมไปเจองานเก่าอีกชิ้นหนึ่งของลุงเฮิปโดยบังเอิญ ระหว่างค้นงานเรื่อง “การค้าครั้ง “สมัยก่อน” (Old Days) ในเชียงคำ” ในหนังสือชื่อ “ความเปลี่ยนแปลงและความดื้อด้านของสังคมไทย” (ฮ่าฮ่า) ซึ่งเป็นการรวมบทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ อาจารย์ ชาร์ป ผู้มีบทบาทสำคัญในการสถาปนาความสนใจในเรื่องของเมืองไทยในสหรัฐอเมริกา ก็เลยถือโอกาสนำมาเล่าโม้ให้ฟัง (1)

บทความของลุงเฮิปมีชื่อง่ายๆว่า “วัฒนธรรมของบรรดาปัญญาชนสยาม” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 2510 และแม้ว่าจะนำมาพิมพ์ในเล่มนั้นในปี 2518 ลุงเฮิปผู้เป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาแห่งเมืองหมีน้อยก็เห็นว่าหลักใหญ่ใจความยังคงเหมือนเดิม (เว้นเสียแต่ว่าปัญญาชนสยามจะมีลักษณะชาตินิยมทาง “การเมืองวัฒนธรรม” เพิ่มขึ้น)

ลุงเฮิปให้นิยามคำว่าปัญญาชน (intellectual) ในบ้านเราว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่แตกต่างจากกลุ่มคนอื่นๆในสังคมตรงที่ทำหน้าที่ในการเสนอความคิดความเห็นผ่านงานเขียนที่มีอิทธิพลต่อสังคมในทางตรง ไม่ว่าจะเป็นกวี ผู้ให้ทัศนะทางสังคม พระ อาจารย์มหาวิทยาลัย

วิธีการได้มาซึ่งปัญญาชนผู้เป็นสิ่งที่ถูกวิจัยนั้น ลุงเฮิปก็ไปสอบถามอาจารย์มหาวิทยาลัยของไทยในกรุงเทพฯสองแห่ง(ในสมัยนั้น) แล้วก็ได้รายชื่อมา 153 คน จากนั้นก็นำมาเข้ากระบวนการจัดอันดับปัญญาชนสยามออกมาเป็นสามขั้น ได้แก่ ขั้นที่มีความโดดเด่น (20) ขั้นที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงแต่ไม่ถึงกับโดดเด่น (26) และขั้นที่เป็นที่รู้จักจากประชาชนที่มีการศึกษาว่ามีบทบาทในการส่งเสริมปัญญาของสังคม (107)

นอกจากนั้นปัญญาชนในขั้นโดดเด่น (ภาษาเด็กแนวเรียกว่า ขั้นเทพ แต่ไม่ใช่เทพ โพธิ์งาม หรือ เทพ เทียนชัย) นั้นนอกจากลุงเฮิปจะไปทำสัมภาษณ์เจาะลึก 26 ชั่วโมงต่อคนแล้ว ยังตามอ่านงานหลักๆของคนเหล่านั้นอย่างน้อย 3 ชิ้น (อืม .... น่าสนใจ ... ดังนั้นจะเป็นปัญญาชนขั้นเทพต้องเขียนงานด้วย ... ตั้ง 3 ชิ้นเชียว)

ข้อสังเกตประการแรกของลุงเฮิปก็คือ ในบรรดาปัญญาชนขั้นเทพ 18 คนที่ลุงเฮิปไปสัมภาษณ์มา มีเพียง 2 คนเท่านั้นเองที่ “มีวิกฤติอัตลักษณ์” หรือว่าง่ายๆก็คือมีลักษณะที่ปรับตัวเองเข้ากับสังคมไม่ได้ ซึ่งลุงเฮิปและนักวิชาการคนอื่นๆ เชื่อว่าเป็นลักษณะสำคัญของปัญญาชนในสังคมที่ไม่ใช่สังคมตะวันตก ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในสังคมเหล่านั้น

ลุงเฮิปเห็นว่าปัญญาชนสยามนั้นเป็นพวกที่รู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับจากสังคม และได้รับรางวัลจากสังคม และในเมื่อพวกตนอยู่ภายใต้สังคมที่มีข้อจำกัดทางการเมือง (ในเวลานั้นคือมีกฏอัยการศึก) พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสูง ในขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นแม้ว่าจะเกิดขึ้น ก็จะเป็นในลักษณะของการวิจารณ์ทางอ้อม หรือทำให้เป็นเรื่อง “ขำขำ” เนื่องมาจากระบบการเมืองและวัฒนธรรมไทยนั้นมีลักษณะที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า “สัมฤทธิ์ผลนิยม” และเป็นอำนาจนิยมมากเกินไป (ลุงเฮิป เห็นว่านักเขียนฝ่ายซ้ายที่สำคัญสามคนของไทยในช่วงยี่สิบปีย้อนกลับไปนั้น คนนึงเปิดไนท์คลับ อีกคนหนึ่งทำงานในกรมประชาสัมพันธ์ และอีกคนหนึ่งอยู่ที่ปักกิ่ง และพวกเขาสามคนเป็นที่รู้จักในสังคมผ่านความสามารถในการใช้ภาษาไทย มากกว่าเนื้อหาทางการเมืองที่พวกเขาต้องการจะสื่อให้สังคมรับรู้)

บทบาทที่สำคัญของปัญญาชนสยามในความเห้นของลุงเฮิปนั้นก็คือการทำหน้าที่จัดรวบรวม (codification) และตีความ (interpretation) คุณค่าและความคิดหลักๆในสังคม ทั้งความคิดที่มามาแต่เดิมและที่กำลังเกิดขึ้น

แต่ที่สำคัญ ลักษณะที่บ่งบอกถึงความเป็น “ปัญญาชนสยาม” ก็คือ พวกเขา นั้นเป็น “ปัญญาชนไทย” (หรือเป็นปัญญาชนชาตินิยม) เพราะ ปัญญาชนสยามทำหน้าที่ในการให้ความชอบธรรมในแง่การรับรู้และให้การยอมรับต่อปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวของปัญญาชนสยามเหล่านั้นก็คือการให้คำนิยามว่าอะไรคือสิ่งที่รับได้(หรือรับไม่ได้)เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยพิจารณาว่าสิ่งนั้นๆ “เป็นไทย” หรือไม่ เพราะความเป็นไทยนั้นเป็นโครงครอบที่สำคัญต่อปฏิบัติการทางภูมิปัญญาของปัญญาชนไทยมากเป็นพิเศษ

ในทางมานุษยวิทยา ลุงเฮิปเห็นว่ากิจกรรมทางภูมิปัญญานั้นคือกระบวนการที่จิตสำนึกถูกนำมาจัดระบบระเบียบให้เป็นประเด็น รูปแบบ และเป้าประสงค์ต่างๆที่ถูกกำหนดค่าจากวัฒนธรรม ซึ่งการจัดระเบียบความคิดและคุณค่านี้อาจไม่เกี่ยวพันกับปรากฏการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบ(ในทางตรง) ต่อวัฒนธรรม หรือไม่เกี่ยวกับความสำคัญของเหตุการณ์เหล่านั้นว่าจะส่งผลกระทบต่อการครุ่นคิด/ขบคิดของบรรดาปัญญาชนหรือไม่

โดยเฉพาะในกรณีของไทยนั้น ปัญญาชนสยามนั้นแม้ว่าจะมีความเก่งกาจ แต่ก็จะเขียนถึงประเด็นปัญหาต่างๆที่ “เหมาะที่จะเขียน” เมื่อพิจารณาจากวัฒนธรรมที่มีอยู่ (culturally appropriate) ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเขียนเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สามารถพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ของปัญญาชนเหล่านั้น หรือต่อความเป็นไปของสังคม หรือการเขียนเรื่องที่แปลกใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาได้ (พูดง่ายๆว่ากิจกรรมทางปัญญาของปัญญาชนไทยนั้นให้ความสำคัญว่าเรื่องนั้นควรจะเขียนหรือไม่ก่อนจะพิจารณาในมิติอื่นๆ)

ประเด็นหนึ่งที่นิยมเขียนกันในหมู่ปัญญาชนสยามคือเรื่องของความจำเป็นของบรรดาข้าราชการที่จะต้องมีคุณธรรม ไม่ทุจริต และปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถของตนอย่างสุดความสามารถ โดยลุงเฮิปใช้คำเฉพาะว่า noblesse oblige หรือ การพูดว่า “อภิสิทธิ์ต้องกำกับด้วยความรับผิดชอบ” และด้วยตรรกะของความเป็นอภิชนที่ต้องมีความรับผิดชอบทั้งจากคุณธรรมและจากความรู้ของตนเองนี้เอง ที่ทำให้ประเด็นเรื่อง “การศึกษา” เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

ลุงเฮิปย้ำว่าลักษณะสำคัญของปัญญาชนไทย (หรือปัญญาชนสยาม) ก็คือพวกนี้มีไม่มากนัก แต่มีลักษณะที่เข้าใจโลกทางวัฒนธรรมในแบบคับแคบ (cultural parochialism) กล่าวคือพวกนี้ไม่ได้พูดและสะท้อนโลกทัศน์ของชาวบ้าน แต่เป็นพวกชนชั้นนำในสังคมที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความคิด โน้มน้าวจิตใจ และมีความสามารถในการนำเสนอความคิดอย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งสิ่งที่สะท้อนออกมานั้นเป็นทัศนะของพวกเขากลุ่มเล็กๆเสียมากกว่า

และเมื่อนำประเด็นของลักษณะปัญญาชนไทยมาพิจารณาร่วมกับบริบททางการเมืองแล้ว จะพบว่า ปัญญาชนไทยนั้นสัมพันธ์กับบริบทการเมืองที่ไร้ความยุติธรรมและใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยการที่พวกเขาใช้เวลาและพลังงานจำนวนมหาศาลในการพิสูจน์ว่าขีดจำกัดของงานเขียนพวกเขามีอยู่แค่ไหน และจะมีใครตีความข้อเขียนของเขาอย่างไร (มากกว่าที่จะเขียนงานวิจารณ์ระบอบการเมืองอย่างตรงไปตรงมา)

หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ความจริงแล้วการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญในสังคมไทยในช่วงสฤษดิ์-ถนอม มากกว่าการนำเอากฏหมายเผด็จการมาจัดการปัญญาชน และเอาเข้าจริงแล้วการมีกฏหมายเซ็นเซ่อกลับเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรงานเขียนที่สามารถ “เล่น” กับอำนาจได้อย่างหลากหลายมิติ (แต่ไม่ได้ลุกขึ้นมาชน)

นอกเหนือจากปัญญาชนสยามจะเป็นปัญญาชนไทยแล้ว ลุงเฮิปยังเห็นว่า ปัญญาชนไทยนั้นมี “ความเป็นไทย” มากกว่า “ความเป็นปัญญาชน” เสียอีก

กล่าวคือกิจกรรมทางปัญญานั้นเป็นเพียงหนึ่งในปริมนฑลของการแสดงออกซึ่งชีวิตและความเป็นไทยตามมาตรฐานทางการเมือง สังคมและจิตวิทยา และเมื่อพิจารณาถึงแรงจูงใจสำคัญของปัญญาชนไทยแล้ว จะพบว่าพวกเขามีความปรารถนาสำคัญก็คือการมีชื่อเสียง การมีลูกศิษย์ลูกหา และการมีอำนาจในลักษณะของการเข้าใกล้/เข้าสู่ผู้มีอำนาจด้วยการไปเป็นที่ปรึกษา

จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ลุงเฮิปพบว่า “ลีลา” (style) ของการนำเสนอความเห็นในงานเขียนของปัญญาชนนั้นสำคัญกว่า “เนื้อหาสาระ” โดยมีเกณฑ์สิบประการที่สำคัญ (จากมากไปหาน้อย)

1. ชัดเจนไหม

2. จูงใจไหม

3. เอาไปใช้ประโยชน์ได้ไหม

4. จริงไหม

5. สวยงามไหม

6. บันเทิงไหม

7. เร้าใจไหม

8. วิพาษ์วิจารณ์ไหม

9. มีความแปลกไหม

และ 10. ลึกซึ้งไหม (2)

ไม่ว่าปัญญาชนจะมีกี่กลุ่ม แต่ทุกกลุ่มของปัญญาชนไทยล้วนแล้วแต่อยู่ในโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นพวก ประเพณี-นิยมเจ้า (Royal Traditionalists) พวก “นักหนังสือพิมพ์ บอกอ และ นักเขียน” (Journalists-Editors-Novelists) พวก “ช่าง(ซ่อม)สังคม” (Social Technicians) พวก “นักโต้วาทีมืออาชีพ” (Professional Debates and Panel Discussants) พวก “อาจารย์มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ไฟแรง” (Dedicated Young Professors) (อนึ่งแต่ละกลุ่มอาจปะปนกันได้) ต่างก็ให้ความสำคัญในการถกเถียงและนำเสนอความเห็นของพวกเขาผ่านการพูดจาในเรื่องที่เหมาะที่จะเขียน/พูด เพื่อว่าพวกเขาจะดำรงสถานะของพวกเขาในสังคมต่อไปอย่างไร ด้วยลีลาทางภาษาที่ต้องชัดเจน และจูงใจ (clear, precise, and persuasive) กับสิ่งที่มีอยู่มาก่อนแล้ว มากกว่าการวิพาษ์วิจารณ์อย่างลึกซึ้งและแปลกใหม่ (critical, original, and profound) สิ่งนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่มักจะจัดการกับอะไรใหม่ๆแปลกๆด้วยการปรับตัวผ่านการตั้งหลักว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีประโยชน์กับสิ่งที่มีอยู่เดิมแค่ไหน โดยเฉพาะในด้านความคิดและคุณค่า

ผมไม่แน่ใจว่างานของลุงเฮิปเป็นอมตะด้วยพลังคำอธิบายของงานเอง หรือเพราะว่าสังคมเรา ปัญญาชน และ กิจกรรมทางภูมิปัญญาของบ้านเรานั้น ... “ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ดังชื่อหนังสือเล่มที่มีบทความของลุงเฮิบกันแน่

... โว้ว โวว ... รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงงงงงง ... โว้ว โวว : )


เชิงอรรถขยายความ:

(1) Phillips, Herbert P. 1975. The Culture of Siamese Intellectuals. In Change and Persistence in Thai Society: Essays in Honor of Lauriston Sharp, edited by G. W. Skinner and A. T. Kirsch. Ithaca, NY: Cornell University Press.

(2) ผมรู้สึกว่าเกณฑ์ดังกล่าวน่าจะนำมาทดลองใช้พิจารณา “ปัญญาชนในเว็บบอร์ด” ได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของการแสดงทัศนะในเว็บบอร์ดที่มักจะชื่นชม (หรือ ไม่ชื่นชม) ต่อความเห็นที่ “ชัดเจนและจูงใจ” ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างลึกซึ้งและแปลกใหม่ (ซึ่งเป็นเกณฑ์สองเกณฑ์สุดท้ายในสิ่งที่ลุงเฮิปค้นพบเมื่อ 40 ปีที่แล้ว) ก็ได้ครับ ...


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก โดย เพี้ยน นักเรียนนอก ในชื่อเดียวกัน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 767 วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter